วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัยและบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ   กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ฉบับละ 10-12 บทความ
      ฉบับที่ 1   เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์
      ฉบับที่ 2   เดือนมีนาคม - เมษายน
      ฉบับที่ 3   เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
      ฉบับที่ 4   เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม
      ฉบับที่ 5   เดือนกันยายน - ตุลาคม
      ฉบับที่ 6   เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

เจตนารมณ์  

พลวัตจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรง ลึกลับ และ สลับซับซ้อนตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเสริมสร้างพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizens) ให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีสมรรถนะเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ เป็นพันธกิจที่ท้าทายสำหรับนักการศึกษาที่ใฝ่การเรียนรู้สังคม เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามสิ่งที่สังคมนั้นได้คาดหวังไว้

       “ปราชญ์ประชาคม” หมายถึง “ชุมชนของปัญญาชน”

       คือ การรวมกลุ่มของนักวิชาการและผู้ใฝ่รู้ที่เป็นทั้งผู้สร้าง (ผู้เขียน) และผู้รับองค์ความรู้ (ผู้อ่าน) พร้อมนำไปสู่การขัดเกลา ทางสังคม ชี้นำแนวทางปฏิบัติให้มีการพัฒนาสุขภาวะทางสังคม ที่เหมาะสมดีงามตามอุดมการณ์ของรัฐและสากลนิยม

     การมีส่วนร่วมของปัญญาชนผู้ใฝ่รู้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากวารสารฉบับนี้ จึงเป็นเวทีวิชาการ เพื่อศึกษาปัญหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ในสังคม สะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคม และนำเสนอแนวทางที่ควรแก้ไขตามความจริง ความถูกต้อง และความงดงามหลักการดังกล่าวข้างต้น เป็นแรงบันดาลใจให้คณะทำงานได้รังสรรค์สานสัมพันธภาพกับปัญญาชนที่ใคร่ศึกษา ค้นหาแนวทางการพัฒนา และนำเสนอสิ่งที่่มีคุณค่าสารัตถะประโยชน์เชิงวิชาการให้ปรากฏต่อสาธารณชนในวารสารที่ชื่อว่า “ปราชญ์ประชาคม” ต่อไป

คำแนะนำการจัดเตรียมต้นฉบับ                                       

ประเภทของบทความ                                                                   

      1. บทความวิจัย (Research article) คือ งานเขียนที่นำเสนอผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย บทคัดย่อ (Abstract) บทนำ (Introduction) วรรณกรรมและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology)   ผลการวิจัย (Results) อภิปรายผล (Discussion) สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendation) กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) (ถ้ามี) บรรณานุกรม (References)ตัวอย่างการนำเสนอบทความวิจัย https://bit.ly/_Research_article

       2. บทความวิชาการ (Academic article) คือ งานเขียนที่มีความน่าสนใจ นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ ลำดับเนื้อหาอย่างเหมาะสม   วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างเป็นระบบโดยมีฐานคิดหรือทฤษฎีรองรับ  ประกอบด้วย  บทคัดย่อ (Abstract) บทนำ (Introduction)  เนื้อเรื่อง (Content) สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendation) และบรรณานุกรม (References) ตัวอย่างการนำเสนอบทควาวิชาการ   https://bit.ly/_Academic_article     

                                 

รูปแบบของต้นฉบับ                                                             

      1. ความยาวของบทความประมาณ 12 – 15 หน้ากระดาษ A4 (รวมบทคัดย่อและบรรณานุกรม)

       2. Font TH Sarabun New                                             

  1. ชื่อเรื่อง    ตัวหนา  ขนาด 20 pt                                   
  2. ชื่อผู้เขียน  ตัวหนา  ขนาด 16 pt                                 
  3. เนื้อเรื่อง  หัวข้อหลัก ตัวหนา ขนาด 18 pt                   
  4. เนื้อเรื่อง   ตัวปกติ ขนาด 16 pt                           
  5. เชิงอรรถ    ตัวปกติ  ขนาด 14 pt                                    
  6. ตั้งค่าหน้ากระดาษ เว้นขอบบน ล่าง ซ้าย ขวาเท่ากัน ด้านละ 1 นิ้ว หรือ 2.54 เซนติเมตร กำหนดระยะห่างระหว่างบรรทัดเท่ากับ 1 และเว้นบรรทัดระหว่างย่อหน้า
  7. ชื่อบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พิมพ์ไว้ตรงกลางหน้าแรก ส่วนชื่อผู้เขียน พิมพ์ชิดขวา
  8. Abstract จำนวน 1 ย่อหน้า ความยาว 250 - 300 คำ และมี keywords ไม่เกิน 3 คำ
  9. บทคัดย่อ จำนวน 1 ย่อหน้า ความยาว 250 - 300 คำ และมีคำสำคัญ ไม่เกิน 3 คำ
  10. เนื้อหาบทความต้องมีสาระสำคัญตามประเภทของบทความ จัดพิมพ์ 1 คอลัมน์ บนกระดาษขนาด A4  ใส่เลขหน้ากำกับทุกหน้าที่มุมบนด้านขวา (ยกเว้นหน้าแรก) พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของภาษาตามหลักไวยากรณ์
  11. ตัวเลขทั้งหมดในบทความ ให้ใช้เลขอารบิกเท่านั้น  การวงเล็บภาษาอังกฤษ ให้ใช้ดังตัวอย่าง                 ความเป็นพลเมือง (Citizenship)  ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital citizenship)
  12. รูปภาพและตาราง (ถ้ามี) ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาในต้นฉบับและมีความคมชัด พร้อมระบุหมายเลขกำกับ พิมพ์ตัวหนา เช่น ตารางที่ 1 หรือ Table 1 ไว้ด้านบนของตาราง และ ภาพที่ 1 หรือ Figure 1 ไว้ด้านล่างของภาพ
  13.  การอ้างอิงและบรรณานุกรมใช้หลักเกณฑ์ APA ไม่เกิน 30 รายการ และเป็นการอ้างอิงที่สอดคล้องกับเนื้อหา 

ตัวอย่างการเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรม https://shorturl.asia/wC450

การส่งต้นฉบับ                                                                             

       1. ขอให้ผู้เขียนอ่านคำแนะนำการจัดเตรียมต้นฉบับอย่างละเอียด                                                                                         

        2. ส่งบทความต้นฉบับ จำนวน 2 ไฟล์                               

             2.1 รูปแบบของไฟล์ Microsoft Word มีรายละเอียดครบถ้วนตามประเภทของบทความวิจัยหรือบทความวิชาการ โดยให้มีเนื้อหา ตาราง และภาพประกอบอยู่ในไฟล์เดียวกัน   

             2.2 รูปแบบของ PDF ที่แปลงจากไฟล์ Microsoft Word โดยในเนื้อหาไม่แสดงชื่อผู้เขียนบทความ และไม่แสดงสังกัดของผู้เขียนบทความ                                                                       

            อนึ่ง สามารถส่งบทความต้นฉบับผ่านระบบ Online Submission ที่เว็บไซต์ของ ThaiJo แต่ในระยะแรกนี้ ขอให้ส่งทางอีเมล j.scholarcom@gmail.com

ลิขสิทธิ์ของบทความ                                                                 

       ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารปราชญ์ประชาคม ห้ามมิให้นำเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากวารสารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร 

เปิดรับบทความ ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2569

2025-03-21

เปิดรับบทความ ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2569)  

 ผู้เขียนบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการในวารสาร

- ภาษาไทย เรื่องละ 2,800 บาท (สองพันแปดร้อยบาทถ้วน)

- ภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)

โดยชำระค่าธรรมเนียมและแจ้งการชำระค่าธรรมเนียม พร้อม submission

ชำระเงินที่ธนาคาร “กสิกรไทย” ชื่อบัญชี "บ้านปราชญ์ประชาคม" เลขที่บัญชี 206-1-18355-0 ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะไม่คืนให้ไม่ว่ากรณีใด ๆ 

         ทั้งนี้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียม จากผู้เขียนที่ submission บทความตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

          การแจ้งการชำระค่าธรรมเนียม ขอให้แจ้งรายละเอียดโดยการกรอกแบบฟอร์มในที่ลิงค์ 

https://forms.gle/cQKBzcNeAjgC2a9P6

Vol. 4 No. 1 (2569): January-February

บทบรรณาธิการ

อย่าด้อยค่าในสิ่งที่คุณมีตอนนี้ โดยปรารถนาในสิ่งที่คุณไม่มี
ควรระลึกไว้เสมอว่าสิ่งที่คุณมีตอนนี้ ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่คุณเคยหวังจะมีให้ได้
(Epicurus)

วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2569) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นกฎหมายสูงสุดฉบับที่ 20 ของไทย มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 โดยเน้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. มุ่งเน้นปฏิรูปการเมือง ป้องกันการทุจริต และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ การนี้ปัจจุบันสังคมไทยได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ที่ผ่านพิธีกรรมการเลือกตั้งจากประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ฉันทานุมัติครั้งนี้ได้สะท้อนพลังแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความหวังการพัฒนาประเทศชาติของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ปลุกกระแสชาตินิยมกับวาทกรรมรักชาติ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” และฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า กับวาทกรรม “การเมืองแบบชนชั้นนำกับการเมืองภาคประชาชน”
“ระบบที่ดีที่สุด ก็ไร้ค่า... ถ้าใจเราไม่ซื่อสัตย์ต่อมัน”
การเมืองเป็นการบริหารประโยชน์สาธารณะ บำบัดทุกข์บำรุงสุข นักการเมืองแบบอุดมคติจึงต้องลดละความเห็นแก่ตัว เพราะการเห็นแก่ตัวคือการยึดติดกับตัวตนและผลประโยชน์ส่วนตน แต่ในทางกลับกัน จิตสาธารณะคือการก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวนำไปสู่ความรักความเมตตาต่อกัน และเป็นการถักทอสายใยเชื่อมโยงกับผู้อื่นอย่างสง่างามในสังคม การลดละเลิกความเห็นแก่ตัวคือความปรารถนาดีเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ดังนั้น ความเห็นแก่ตัว จึงชื่อว่าภาวะจิตใจที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) ซึ่งบดบังความเข้าใจในความรู้สึกผู้อื่น จัดเป็นจิตวิญญาณระดับต่ำที่ผูกติดกับความโลภ การยึดติดในตัวตน และไม่ตระหนักรู้ในโลกแห่งอารยชน เป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนผู้อื่นและห่างไกลความสุขที่ยั่งยืน ในขณะเดียวกัน การเสียสละเป็นจิตวิญญาณอันสูงคือการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ยินดีต่อการรับใช้มวลมนุษย์สิ่งแวดล้อมอย่างภักดีโดยมีอัตลักษณ์หลักใหญ่คือการปล่อยวาง การให้อภัย และการมีเมตตา ทำให้จิตใจเป็นอิสระด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
"การเมือง คือสงครามที่ไม่มีการนองเลือด ขณะที่สงคราม คือการเมืองที่มีการนองเลือด"
(เหมา เจ๋อ ตุง)
ธรรมชาติมนุษย์และสรรพสิ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งความมืดและความสว่าง (Light & Dark Side) หรือขาวกับดำควบคู่กัน ทั้งด้านดีงาม น่าชื่นชม และด้านร้ายที่น่ารังเกียจหรือความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยด้านมืด (Dark Side) ตามหลักจิตวิทยาคือส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ เช่น ความเห็นแก่ตัว ความโกรธ ความอิจฉา หรือนิสัยที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ตนเอง ส่วนด้านสว่าง (Light Side) คือส่วนที่แสดงออกในทางที่ดี มีคุณธรรม ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเก็บไว้ชื่นชมและสร้างความสุขต่อตนเองและผู้อื่น นักการเมืองทั้งหลายนั้นก็เช่นกัน ต้องไม่ขายศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้การทรยศประชาชนกลายเป็นเรื่องปกติ ต้องธำรงจริยธรรมคุณธรรมที่มีมาตรฐานสูงกว่าบุคคลในตำแหน่งอื่นทั่วไป เพราะนักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้เลือกตนมาเป็น “ผู้แทน” จึงต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนในลักษณะที่เข้มงวดเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปในการทำงานที่สำคัญของประเทศทั้งในเรื่องการใช้อำนาจรัฐทางการเมืองที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง พรรคพวก เครือญาติ เช่น การรับสินบน หรือการเอื้อให้เกิดประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ
“โลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในวันนี้”
วารสารปราชญ์ประชาคม ขอแสดงยินดีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและได้รับรองโดยคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนี้ขอภาวนาว่าทุกท่านคือความหวังและเป็นพลังสังคมเพื่อการบริหารชาติบ้านเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป
บรรณาธิการ

Published: 2026-02-28

View All Issues