กรกฎาคม-สิงหาคม 2569
ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 (2026)
จิตใจคือสวน ความคิดคือเมล็ดพันธุ์
เราสามารถเลือกได้ว่าจะปลูกดอกไม้ หรือ ปล่อยให้วัชพืชเติบโต
-William Wordsworth-
วารสารปราชญ์ประชาคมปีที่ 4 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2569) เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและโคลนทะลักเข้าถล่มพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มเป็น 794 คน สูญหายกว่า 2,500 คน ส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและสาธารณูปโภคภายในพื้นที่เสียหายอย่างมหาศาล ภัยพิบัติครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากการพังทลายของธารน้ำแข็งและมวลหินขนาดใหญ่ (Rock-Ice Avalanche) บริเวณต้นน้ำฝั่งทิเบต ไหลลงมากีดขวางลำน้ำจนกลายเป็นเขื่อนชั่วคราว ก่อนที่จะพังทลายฉับพลันและปลดปล่อยมวลน้ำโคลนจำนวนมากไหลหลากทะลักเข้าท่วมชุมชนตามแนวลุ่มน้ำ Bhote Koshi และ Trishuli อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันที่ปรเทศไทย สถานการณ์น้ำท่วมและดินสไลด์ในพื้นที่จังหวัดน่าน ส่งผลกระทบครอบคลุม 7 อำเภอ 34 ตำบล 223 หมู่บ้าน และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วมากกว่า 20,000 ครอบครัว มีเหตุปัจจัยมาจากลักษณะภูมิประเทศมีพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันถึงร้อยละ 87 มีลักษณะเป็นหุบเขารูปตัว V ขณะที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจตั้งอยู่ในที่ราบแคบภายในก้นหุบเขา ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักโดยใช้เวลาเพียง 4-8 ชั่วโมงเท่านั้น และเป็นเพราะสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เมฆฝนจากมรสุมมักลอยมาปะทะเทือกเขาหลวงพระบาง เกิดฝนตกหนักแช่ตัวสะสม พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดต้นไม้ใหญ่และหน้าดินซับน้ำ เมื่อดินอมน้ำจนอุ้มไม่ไหว ฝนที่ตกเพิ่มจึงกลายเป็นน้ำป่าซัดพาเอาโคลนตะกอนลงสู่ลำน้ำทันที
ภัยพิบัติธรรมชาติเป็นเหตุการณ์รุนแรงจากธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน รวมไปถึงร่างกายและจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล ดังนั้น สังคมประเทศที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองจึงเฝ้าระวังหายนภัย และรณรงค์ปลูกฝังร่วมสร้างสมาชิกในชาติให้ประกอบด้วยสุขภาวะที่ดี (Well-being) ด้วยการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีทุกด้านอย่างสมดุล ดังนี้
1. สุขภาวะทางกาย (Physical Well-being) คือ การมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง ร่างกายมีแรงมากพอที่จะใช้ชีวิตประจำวัน และมีพลังในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว
2. สุขภาวะทางจิตใจ (Mental Well-being) คือ การมีสภาพอารมณ์และจิตใจที่สงบและมั่นคง รู้สึกพึงพอใจกับชีวิตของตนเอง ไม่มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกังวลใจ
3. สุขภาวะทางสังคม (Social Well-being) คือ การมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น สามารถสื่อสาร ทำกิจกรรมร่วมกับบุคคลรอบตัวได้อย่างเหมาะสม ปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างราบรื่น
4. สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Well-being) คือ การรับรู้และเข้าใจถึงคุณค่าของการมีชีวิต มีเป้าหมายในการมีชีวิต สามารถใช้ชีวิตตามสิ่งที่ตนเองยึดถือหรือเชื่อมั่นได้
สุขภาวะของสังคมไทยได้มาจากบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายปัจจัย เช่น ครอบครัว การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข เทคโนโลยีนวัตกรรม และเครือข่ายทางสังคม ดังนั้น เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เพื่อให้วิถีการดําเนินชีวิตสอดคล้องไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขและรู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย หาใช่เป็นไปตามใจอยากของตนเองไม่
ทรัพย์สินเงินทองในโลกนี้ ไม่เคยเลือนหายไปไหน
มันแค่ถูกย้ายจาก “คนขี้เกียจ” ไปหา “คนขยัน”
ย้ายจากคน “ไม่วางแผน” ไปหา “คนที่วางแผน”
ย้ายจาก “คนฟุ่มเฟือย” ไปหา “คนประหยัด”
ย้ายจาก “คนใจร้อน” ไปหา “คนใจเย็น” เสมอ (นิรนาม)
เพื่อรังสรรค์ศาสตร์วิชาการให้เป็นสุขภาวะของสังคม วารสารปราชญ์ประชาคม จึงขอขอบพระคุณเจ้าของบทความ ผู้ทรงคุณวุฒิ และทีมงานวารสารฯ ทุกท่าน ที่ได้อุทิศเวลามาสร้างสรรค์สารัตถะให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยความไว้วางใจเลือกใช้วารสารฉบับนี้เป็นพื้นที่สานสัมพันธ์สื่อสารให้มีการเปลี่ยนแปลงตามที่สังคมคาดหวังอย่างยั่งยืนต่อไป
พฤษภาคม-มิถุนายน 2569
ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (2026)
ดอกไม้จะร่วงหล่น แม้เราจะรักมันเพียงใด
วัชพืชจะงอกเงย แม้เราจะเกลียดชังมันเพียงไร
-William Wordsworth-
วารสารปราชญ์ประชาคมปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน 2569) ตามประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ครั้นต่อมาในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จวบถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19.48 น. สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชันษาปีที่ 47 การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพในพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมหาราชวัง
พระประวัติของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
พระองค์ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนราชินี และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทและเอกด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันทรงศึกษากฎหมายที่สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่ประเทศไทยควบคู่กันไป ภายหลังสําเร็จการศึกษาทรงเข้ารับราชการในสํานักงานอัยการสูงสุดในตําแหน่งอัยการผู้ช่วย และทรงปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาและกระบวนการยุติธรรม พระองค์ทรงให้ความสําคัญกับความเป็นธรรมในทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ต้องขังหญิงและเยาวชน ซึ่งนําไปสู่การริเริ่มโครงการกําลังใจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและส่งเสริมโอกาสในการกลับคืนสู่สังคม จากการปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และบทบาทสตรีที่ได้รับรางวัลจากในประเทศแล้ว ในระดับนานาชาติยังได้รับรางวัล Model of Recognition และรางวัล UNIFEN Award of Excellence
พระองค์ทรงมีบทบาทสําคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบความร่วมมือขององค์การสหประชาชาติ และสํานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ พระองค์ทรงมีส่วนสําคัญในการผลักดัน “ข้อกําหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules)” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติในปี พ.ศ.2553 ถือเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลก นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงดํารงตําแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจําออสเตรียและทูตสันถวไมตรีของสํานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งสะท้อนบทบาทด้านการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น พระองค์ทรงมีบทบาทในด้านการทหาร โดยทรงเข้ารับการฝึกและปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพอย่างจริงจัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โอนย้ายเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ได้รับพระราชทานยศทางทหารตามลําดับ และปัจจุบันทรงได้รับพระราชทานยศพลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกหญิง ซึ่งเป็นยศสูงสุดของกองทัพไทย สะท้อนถึงพระเกียรติยศและพระปรีชาสามารถในทุกภารกิจที่ทรงปฏิบัติ บทบาทด้านการทหารของพระองค์สะท้อนถึง “ความมีวินัย ความเข้มแข็ง และความเสียสละ” อันเป็นคุณลักษณะสําคัญของผู้นํา อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับสตรีไทยในการมีส่วนร่วมในภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ พระองค์ทรงดํารงตําแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างครบวงจร และทรงก่อตั้ง “โครงการกําลังใจในพระดําริ” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง การส่งเสริมสิทธิสตรี และการคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน (ที่มา: พระลาน)
ว่ากันว่า... ในสนามบิน ย่อมมีการกอดและจูบกันมากกว่าในงานแต่ง
ในโรงพยาบาล จะได้ยินคำอธิษฐานมากกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ในงานศพ ผู้คนจะได้รับดอกไม้มากกว่างานวันเกิด
นั่นเป็นเพราะว่า ความรักมักถูกแสดงออกมากที่สุดในวันที่กำลังจะมีการจากลา....
ด้วยสำนึกรักภักดีในพระองค์ที่มีพระจริยวัตรอันงดงาม ทรงเปี่ยมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เป็นแบบอย่างแห่งการใช้ความรู้ความสามารถและพระเมตตาเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ วารสารปราชญ์ประชาคมในนามของพสกนิกรชาวไทย ขอถวายคารวาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ น้อมส่งเสด็จสู่แดนทิพยวิมาน มุ่งมั่นสืบสานปณิธานจะดำรงตนตามพระเกียรติคุณและเชิดชูพระกรณียกิจของพระองค์ให้เป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าของประชาชนตลอดกาล
บรรณาธิการ
มีนาคม-เมษายน 2569
ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (2569)
อยู่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่าเราดีเด่นดังอะไรเลย
เพียงแต่รู้สึกว่าเราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้
-พุทธทาส-
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (มีนาคม-เมษายน 2569) การบริหารราชการแผ่นดินโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกับวลีที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ส่งสารถึงความตั้งใจในการยกระดับรายได้และเศรษฐกิจของประชาชนว่า “วันนี้นายกรัฐมนตรีมาพูดกับท่านครับ เป็น 2 เดือนกว่าทำได้ ให้กับพี่น้องเยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปีรับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกพอแล้วๆๆ รวยไม่ไหวแล้ว! รวยไม่ไหวแล้ว! ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว นะครับ เชื่อเถอะครับว่าผมทำได้” สำนวนคำเหล่านี้สร้างความอบอุ่นใจ ประชาชนมีความหวังยังคงรอ (ปาฏิหาริย์) ให้บ้านเมืองมีความมั่งคั่งอย่างมั่นคงดังที่ได้ปราศัยไว้ แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นห้วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจด้วยน้ำมันราคาแพงเพราะแรงเขย่าจากภัยสงครามก็ตาม ถึงกระนั้น ความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชาติ จึงมิได้มาจากการร้องขอจากฟากฟ้าหรือเลอล้ำวาทกรรม แต่มาจากผู้นำที่ตั้งใจเสียสละบริหารสาธารณกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขเพื่อประโยชน์มหาชน
ผลประโยชน์ลงตัว ถึงชั่วก็ว่าดี
ผลประโยชน์ไม่มี ดีแค่ไหนก็บอกชั่ว
สืบจากปกวารสารฉบับนี้ “อายุวัฒนมงคล 85 ปี ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน หนึ่งเสาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาเมธีวิชาการที่ตั้งมั่นอุดมการณ์ด้วยศาสตร์แห่งเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศไทยฯ การประยุกต์พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงกับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมฯ พุทธเศรษฐศาสตร์: วิวัฒนาการ ทฤษฎี และการประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์สาขาต่าง ๆ เป็นต้น ด้วยสารัตถะของหลักการ คือ การวิพากษ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักเน้นการบริโภคสูงสุด (Consumption Maximization) และมองว่าทรัพยากรมีจำกัด แต่ความต้องการมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งอาจนำไปสู่การเบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม ขณะที่พุทธเศรษฐศาสตร์ เน้นการจัดการทรัพยากรเพื่อ "การลดความทุกข์" และ "การพัฒนาคุณภาพชีวิต" มากกว่าการสะสมความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้หลักสัมมาอาชีวะและทางสายกลาง นอกจากนี้เศรษฐศาสตร์ทั่วไปใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่พุทธเศรษฐศาสตร์จะเน้นที่ "ความกินดีอยู่ดี" ที่สมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และระบบนิเวศ การนำพุทธเศรษฐศาสตร์และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในโลกปัจจุบันเป็นการสร้าง “ความสุขจากภายใน (Inner Happiness)” ที่ทำให้เกิด “ความสงบภายใน (Inner Peace)” ซึ่งเป็น “ความสุขที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง
“...ความเข้าใจพุทธศาสตร์ที่จำเป็นในเบื้องต้นเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสะดวกสบาย สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน แต่ก็เป็นความจริงด้วยเช่นที่ความสุขใจซึ่งเป็นที่พึงปรารถนาของมนุษย์ทุกคนจะได้มาก็ด้วยการฝึกฝนจิต ทดลองปฏิบัติ และรับรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น เพราะถ้าเงินสามารถซื้อความสุขได้ คนที่มีเงินมากย่อมไม่มีความทุกข์ใจเลย...” -อภิชัย พันธเสน-
ชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตที่ไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติ
การใช้ชีวิตอย่างพอดี คือการไม่วิ่งไล่ตามทุกสิ่งที่โลกบอกว่าจำเป็น
คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีทุกอย่าง แต่คือคนที่แสวงหาความสุขได้จากทุก ๆ อย่างที่ตนมี
จากการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ท่านได้เจรจาสื่อสารน้อมรับในกรอบโลกธรรมและสัจธรรม สูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางสรรพสิ่ง แม้ด้วยตำแหน่งศาสตราจารย์และกีรตยาจารย์อันเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติยศสูงสุดทางวิชาการ รวมทั้งผลงานต่าง ๆ เป็นที่ประจักษ์อันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ล้วนแล้วสร้างสรรค์สู่ความภาคภูมิใจในชีวิต
“...ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นความภูมิใจ ถือว่าเป็นพอใจก็แล้วกัน สิ่งที่ผมพอใจก็คือ ผมไม่ได้ทิ้งความชั่วร้าย มลทิน หรือความอัปยศอดสูอะไรให้กับคนที่ใกล้ชิดกับผม หรือคนที่อยู่ข้างหลังผม เราเป็นเพียงผลผลิตของสังคม เราเกิดมาแล้ว มีชีวิตอยู่ได้ พออยู่พอกินไป ไม่ถึงกับลำบากยากแค้น ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครจนเกินความจำเป็น ใช้ชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างที่ทำมา เพียงแค่นี้ก็เป็นที่พอใจสำหรับตัวเองแล้ว ตอนหนุ่ม ๆ ก็เคยคิดอยากจะมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ อยากให้ตัวเองเป็นที่จดจำ แต่ตอนนี้คิดว่า เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกาลเวลาที่ผ่านมาในโลก แล้วก็จะไปผ่านไป ไม่ยึดติด...” -อภิชัย พันธเสน-
เมื่อเวลาของเราสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็เป็นแค่ความทรงจำ
โลกหลอกล่อเรานานาสารพัด สุดแต่ใจจะไขว่คว้าเพื่อให้ได้มา
การหยุดวิ่งไล่ล่า แท้นั่นคือ “บรมสุข” เพราะสุขอื่นจะเทียบเท่ากับความสงบนั้น ย่อมไม่มี
-พุทธพจน์-
วโรกาสมงคลสมัยนี้ กอปรกับชาติวุฒิ วัยวุฒิ คุณวุฒิ และปัญญาวุฒิที่ท่านได้สะสมบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สร้างสรรค์สังคมมาอย่างต่อเนื่อง ในนามของศิษย์สาวกของศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ต่างได้ค้นหาพื้นที่สำหรับแสดงจิตคารวะเชิดชูเกียรติประวัติของท่านให้แพร่หลายเป็นทิฏฐานุคติเพื่อเป็นแนวทางการศึกษาและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้วารสารปราชญ์ประชาคม เป็นเวทีแสดงจิตคารวะด้วยการรวบรวมเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องตามปณิธาน รักษา ต่อยอด และสืบทอดเจตนารมณ์ให้คงอยู่สืบนาน
บรรณาธิการ
มกราคม-กุมภาพันธ์
ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (2569)
บทบรรณาธิการ
อย่าด้อยค่าในสิ่งที่คุณมีตอนนี้ โดยปรารถนาในสิ่งที่คุณไม่มี
ควรระลึกไว้เสมอว่าสิ่งที่คุณมีตอนนี้ ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่คุณเคยหวังจะมีให้ได้
(Epicurus)
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2569) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นกฎหมายสูงสุดฉบับที่ 20 ของไทย มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 โดยเน้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. มุ่งเน้นปฏิรูปการเมือง ป้องกันการทุจริต และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ การนี้ปัจจุบันสังคมไทยได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ที่ผ่านพิธีกรรมการเลือกตั้งจากประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ฉันทานุมัติครั้งนี้ได้สะท้อนพลังแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความหวังการพัฒนาประเทศชาติของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ปลุกกระแสชาตินิยมกับวาทกรรมรักชาติ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” และฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า กับวาทกรรม “การเมืองแบบชนชั้นนำกับการเมืองภาคประชาชน”
“ระบบที่ดีที่สุด ก็ไร้ค่า... ถ้าใจเราไม่ซื่อสัตย์ต่อมัน”
การเมืองเป็นการบริหารประโยชน์สาธารณะ บำบัดทุกข์บำรุงสุข นักการเมืองแบบอุดมคติจึงต้องลดละความเห็นแก่ตัว เพราะการเห็นแก่ตัวคือการยึดติดกับตัวตนและผลประโยชน์ส่วนตน แต่ในทางกลับกัน จิตสาธารณะคือการก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวนำไปสู่ความรักความเมตตาต่อกัน และเป็นการถักทอสายใยเชื่อมโยงกับผู้อื่นอย่างสง่างามในสังคม การลดละเลิกความเห็นแก่ตัวคือความปรารถนาดีเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ดังนั้น ความเห็นแก่ตัว จึงชื่อว่าภาวะจิตใจที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) ซึ่งบดบังความเข้าใจในความรู้สึกผู้อื่น จัดเป็นจิตวิญญาณระดับต่ำที่ผูกติดกับความโลภ การยึดติดในตัวตน และไม่ตระหนักรู้ในโลกแห่งอารยชน เป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนผู้อื่นและห่างไกลความสุขที่ยั่งยืน ในขณะเดียวกัน การเสียสละเป็นจิตวิญญาณอันสูงคือการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ยินดีต่อการรับใช้มวลมนุษย์สิ่งแวดล้อมอย่างภักดีโดยมีอัตลักษณ์หลักใหญ่คือการปล่อยวาง การให้อภัย และการมีเมตตา ทำให้จิตใจเป็นอิสระด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
"การเมือง คือสงครามที่ไม่มีการนองเลือด ขณะที่สงคราม คือการเมืองที่มีการนองเลือด"
(เหมา เจ๋อ ตุง)
ธรรมชาติมนุษย์และสรรพสิ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งความมืดและความสว่าง (Light & Dark Side) หรือขาวกับดำควบคู่กัน ทั้งด้านดีงาม น่าชื่นชม และด้านร้ายที่น่ารังเกียจหรือความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยด้านมืด (Dark Side) ตามหลักจิตวิทยาคือส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ เช่น ความเห็นแก่ตัว ความโกรธ ความอิจฉา หรือนิสัยที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ตนเอง ส่วนด้านสว่าง (Light Side) คือส่วนที่แสดงออกในทางที่ดี มีคุณธรรม ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเก็บไว้ชื่นชมและสร้างความสุขต่อตนเองและผู้อื่น นักการเมืองทั้งหลายนั้นก็เช่นกัน ต้องไม่ขายศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้การทรยศประชาชนกลายเป็นเรื่องปกติ ต้องธำรงจริยธรรมคุณธรรมที่มีมาตรฐานสูงกว่าบุคคลในตำแหน่งอื่นทั่วไป เพราะนักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้เลือกตนมาเป็น “ผู้แทน” จึงต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนในลักษณะที่เข้มงวดเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปในการทำงานที่สำคัญของประเทศทั้งในเรื่องการใช้อำนาจรัฐทางการเมืองที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง พรรคพวก เครือญาติ เช่น การรับสินบน หรือการเอื้อให้เกิดประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ
“โลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในวันนี้”
วารสารปราชญ์ประชาคม ขอแสดงยินดีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและได้รับรองโดยคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนี้ขอภาวนาว่าทุกท่านคือความหวังและเป็นพลังสังคมเพื่อการบริหารชาติบ้านเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป
บรรณาธิการ
พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568
ปีที่ 3 ฉบับที่ 6 (2568)
“ชีวิตคือการสะท้อนกลับ”
เมื่อวันหนึ่งคุณได้ในสิ่งใด โปรดเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่คุณเคยให้กับใคร ๆ ในอดีต
(นุสนธิ์บุคส์)
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 3 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568) สถานการณ์ปัจจุบันในบ้านเมืองไทย คือ การยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ พร้อมกับความขัดแย้งระหว่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ปะทุเป็นสงครามระหว่างกันได้สร้างผลกระทบต่อพลเมืองของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล กอปรด้วยความหวาดหวั่นวิตกกังวลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อนและการวนมาของฝุ่นมลพิษทางอากาศ PM2.5 อันส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการพลัดถิ่นจากภัยพิบัติ และภัยแล้งที่ทำให้เกิดความขาดแคลนมากขึ้น สิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนมากที่สุด คือ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันโลกก็ยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สิ่งสำคัญคือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และทวีความรุนแรงมากขึ้นย่อมเป็นผลมาจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น ได้แก่ อุณหภูมิบนผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น วิกฤตภัยแล้งที่แผ่ขยายในหลายพื้นที่ ลมพายุมีความรุนแรงมากขึ้น ทรัพยากรน้ำและอาหารหายากขึ้น และปริมาณสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์มีมากขึ้น
แนวทางการแก้ไขวิกฤตโลกร้อนนั้นอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีทันใด แต่มีหลายวิธีที่สามารถช่วยบรรเทา และในระยะเวลาที่ยาวนาน อาจจะมีส่วนช่วยในการแก้ไขวิกฤตโลกร้อนได้ ไม่มากก็น้อย เช่น
-ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รณรงค์มาใช้พลังงานสะอาด พัฒนาระบบขนส่งมวลชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และที่สำคัญคือช่วยกันลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟ
-ปลูกต้นไม้ ทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การปลูกป่าทดแทนป่าที่ถูกทำลายไป อาจเป็นการปลูกต้นไม้ใน
พื้นที่เมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียว อนุรักษ์ป่าไม้ ลดการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น
-ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช่น พายุ น้ำท่วม สร้าง
ระบบชลประทานเก็บกักน้ำเพื่อรับมือภัยแล้ง และปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ
-ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม
พร้อมคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ
- สนับสนุนนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ในแง่ของรัฐบาล คือ การกำหนดนโยบายลดการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจก ออกกฎหมายบังคับใช้กับภาคอุตสาหกรรม และควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในพลังงานสะอาด
-รณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้ความรู้ สร้างความตระหนักถึงภัยจากโลกร้อน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้รักษ์โลก รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
การนี้ หากไม่มีมาตรการจัดการกับสภาวะโลกร้อนที่เข้มข้นและจริงจังในระดับสากล ในอนาคตโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรง ระบบนิเวศจะเสียสมดุลและพังทลาย สัตว์และพืชจำนวนมากจะสูญพันธุ์ มนุษย์จะประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ขาดแคลนน้ำสะอาด เกิดโรคระบาดใหม่ ปัญหาผู้อพยพ ความขัดแย้ง และความไม่เท่าเทียมในสังคมจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ดังนั้น ทุกภาคส่วนของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ประชาชน จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญและเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวเพื่อรับมือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคัดแยกและทิ้งขยะอย่างเหมาะสม และการสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกร่วมกัน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลกแห่งนี้
“กฎแห่งแรงเหวี่ยง! ทุกสิ่งที่เราส่งออกไป วันหนึ่ง... มันจะเดินกลับมาหาเราเสมอ”
และวาระนี้ วโรกาสดิถีวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 วารสารปราชญ์ประชาคม ขออำนวยพรให้สมาชิกทั้งหลายที่เป็นผู้สรรค์สร้างงาน ผู้พิจารณาผลงาน ผู้เสพเนื้องาน และคณะทำงานทุกท่าน จงสมหวังไพบูลย์ด้วยสุขภาวะทางกาย จิต ปัญญา สังคม และให้มีพลังชีวิตจิตวิญญาณที่ดีงามตลอดกาล
บรรณาธิการ
กันยายน-ตุลาคม 2568
ปีที่ 3 ฉบับที่ 5 (2568)
"รู้ชีวิตมีราคา ก็เพราะโลก
รู้ชีวิตมีคุณค่า ก็เพราะรัก"
-Rabindranath Tagore-
วารสารปราชญ์ประชาคมปีที่ 3 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2568) ข่าวประกาศจากสำนักพระราชวังว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 21.21 น. สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา นับเป็นความวิปโยคโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรไทย และการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวายมีกำหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป
ข่าวการสูญเสียเสาหลักของประเทศหรือทรัพยากรบุคคลสำคัญของชาติบ้านเมือง ถือว่าเป็นความวิกฤติทางจิตใจของปวงชนชาวไทย แม้จะตระหนักรู้ว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตก็ตาม ถึงกระนั้นวิสัยสามัญของปุถุชนทั่วไปย่อมหวั่นไหวไปตามแรงเร้าของโลกธรรมที่คอยพร่ำเตือนเสมือนปลอบประโลมใจในยามพรากจากกัน “อวสานของบางสิ่ง คือ การเริ่มต้นของบางอย่างเสมอ” และอีกหนึ่งวิกฤติปัจจุบันของสังคมไทยคือเป็นยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เช่น การลดลงของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจในต่างประเทศที่นำไปสู่ผลกระทบด้านกำลังซื้อและค่าใช้จ่ายการครองชีพที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับราคาสินค้าที่สูงเกินเอื้อมสุดสอย ผู้มีทรัพย์น้อยจึงได้แค่ฝันแล้วปล่อยให้ลอยไปกับจินตนาการ เช่น ราคาทองคำบาทละเกือบหกหมื่น สมาร์ทโฟนยี่ห้อดังราคาเครื่องละหย่อนห้าหมื่นบาท
ชีวิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีมาก
มีแค่พอดี และรู้จักพอใจ
ขณะที่บ้านเมืองไทยจำต้องทนทุกข์ยากเพราะพิษเศรษฐกิจ หากว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเป็นของขวัญที่จะมอบให้แก่กันและกันได้ ก็จงบริจาคทานด้วยคำพูดที่สวยงาม รอยยิ้มที่อ่อนโยน และจงอยู่ร่วมกับผู้คนด้วยมิตรภาพที่มีความปรารถนาดีต่อกัน และ “ปราชญ์ประชาคม” วารสารแห่งการเรียนรู้ พบว่าพื้นที่การศึกษานั้นสำคัญที่สุด คือการสร้างคนให้มีคุณภาพย่อมเป็นการสร้างเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต เพราะหากคนในชาติไทยไร้หลักความรู้วิทยาการ คงจะไม่สามารถตามเท่าทันศักยภาพของชาติอื่นได้อย่างแน่แท้ ดังนั้นการสร้างคุณค่าทางการศึกษาไว้สำหรับปัจเจกชนจึงสำคัญ อีกทั้งความหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต จะสถิตอย่างสง่างามท่ามกลางมหาชนได้ ก็ต่อเมื่อปราชญ์เมธีในชาติร่วมด้วยช่วยกันรังสรรค์บทความวิชาการแล้วเผยแพร่สู่สาธารณะอันได้กระทำอยู่เช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
บรรณาธิการ
กรกฎาคม-สิงหาคม 2568
ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 (2568)
ความรักชาติ คือ การให้ความสำคัญกับความรักต่อคนในชาติเป็นอันดับแรก
ส่วนคลั่งชาติ คือ การยกให้ความเกลียดชังต่อผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกตนมีความสำคัญเหนือสิ่งใด
( Charles de Gaulle)
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ของเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ความไม่จีรังยั่งยืนได้กลืนกินสรรพสิ่งไปตามกาลเวลา และวันนี้ 29 สิงหาคม มีการลุ้นระทึกว่า “รอด หรือ ไม่รอด” ชะตากรรมที่กำหนดโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียง 6 ต่อ 3 ชี้ขาดให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิของชาติและถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ มีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย
สืบจากคลิปเสียงการสนทนาลับของผู้นำทั้งสองประเทศระหว่างกัมพูชากับไทยหลุดลอยสู่โลกสาธารณะ ต้นเหตุจากกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนอันยาวนานระหว่างประเทศ ลุกลามเป็นความขัดแย้งทางทหาร การปะทะกันจวบจนเป็นสงคราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยแต่ละประเทศต่างได้ยึดอุดมการณ์ “ชาตินิยม” ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่ต่างเพรียกเรียกร้องให้ตระหนักแน่นในแนวทางสันติภาพ ยึดหลัก “มนุษยธรรม” ต่อกัน ให้ทุกฝ่ายสงบศึกด้วยการเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย แล้วตกลงยุติยุทธวิธีทางทหารทุกประการ แม้กระนั้นก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีความหวาดระแวงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย
อนึ่ง ในรอบสองเดือนที่ผ่านมา ความฉาวโฉ่ของฝ่ายศาสนจักรไทย จากปัญหาการละเมิดพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะ พระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตลอดถึงพระสงฆ์ที่ได้รับความศรัทธาอย่างท่วมท้นจากมหาชนทั่วทุกสารทิศ เช่น วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี ที่ต่างได้ละเมิดพระวินัยอย่างร้ายแรง ด้วยการยักยอกทรัพย์สินของวัดที่ชื่อว่าสมบัติสาธารณะ นำไปใช้เป็นเอกสิทธิส่วนตนและให้กับบุคคลหรือสีกาผู้ใกล้ชิดเป็นจำนวนมหาศาลนั้น ได้สร้างความตกตะลึง บั่นทอนศรัทธาประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์ไทยอย่างมาก นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ใคร ๆ ต่างไม่คาดคิดว่าจะปรากฏมีขึ้นในสมัยที่องค์กรอันได้ชื่อว่าส่งเสริมคุณธรรม จะเป็นผู้ที่ไร้คุณธรรมเสียเอง โดยปัญหาที่น่าละอายของเหล่าอลัชชีทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวที่ไร้ขีดจำกัด ละเลยบกพร่องต่อหน้าที่ ขาดสมณสัญญา จึงเปิดโอกาสให้กิเลสฝ่ายต่ำครอบงำจนนำไปสู่จิตที่มืดมน เป็นผลทำให้การบริหารชีวิตผิดวิสัยในแนวทางปฏิบัติของพระพุทธองค์ สำหรับผู้ที่ตื่นรู้แล้ว โลกใบนี้คือโลกของพวกเขาทั้งหมด หากสำหรับผู้ที่ยังคงหลับ โลกใบนี้คือโลกอันมืดมนของเขาเพียงผู้เดียว (Heraclitus)
ท้ายที่สุด วารสารปราชญ์ประชาคม ได้ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนคือเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณค่า มีหน้าที่ในการนำพาตนเองไปอยู่ในผืนดินที่เหมาะสม เพื่อให้ได้เติบโตและเบ่งบานอย่างสง่างามเต็มศักยภาพในแบบที่ตนเองและสังคมคาดหวังสร้างสรรค์สู่สาธารณะ ดังนั้น การสร้างพื้นที่การเรียนนรู้เพื่อการขัดเกลา เฝ้าระวังผลกระกระทบต่อสังคมไทย จึงเป็นหน้าที่และแรงใจให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานวิชาการเพื่อพัฒนาชาติบ้านเมืองให้สมบูรณ์ด้วยสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ตลอดไป
พฤษภาคม-มิถุนายน 2568
ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (2568)
เรานั้นคือความว่าง เรามาแค่เรียนรู้ชีวิต
ไม่ยึดติด เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
วารสารปราชญ์ประชาคมปีที่ 3 ฉบับที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 โลกนี้วุ่นวายหนอจากเหตุการณ์คลิปหลุดเสียงพูดคุยระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้นำจากกัมพูชา ได้สร้างร่องรอยร้าวฉานที่อาจยาวนานและสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งผลต่อการเรียกร้องให้นายกฯ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อตั้งพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่และเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมกันนี้พลเมืองผู้หวาดหวั่นสงคราม ได้พร่ำคำสาธยายมนต์ภาวนาต่อพระสยามเทวาธิราช เทพารักษ์ที่ปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้ช่วยบันดาลทั้งสองประเทศได้สานสัมพันธ์สืบสันติ์อย่างมั่นคงมิหน่ายจากกัน
“โลกนี้ไม่มีอะไรที่ปกปิดได้นาน ถ้าไม่อยากให้คนรับรู้ ก็ต้องไม่กระทำในสิ่งนั้น”
มิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ Pride Month ที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตนเอง เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม มีต้นกำเนิดมาจากเหตุการณ์ Stonewall Riots ในปี 1969 โดยการประท้วงของกลุ่ม LGBTQ+ ต่อการถูกเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของ LGBTQ+ ดังนั้น เดือนมิถุนายนของทุกปี จึงมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น การเดินขบวน Pride Parade ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังและแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ
สังคมไทยมีประวัติศาสตร์กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมาตั้งแต่อดีต ดังปรากฏคำเรียกเกี่ยวกับพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่าง เช่นว่า "กะเทย" หรือ "บันเดาะ" หรือ "บัณเฑาะก์" หรือ "เล่นสวาท" ในฝ่ายชาย และ "เล่นเพื่อน" ในฝ่ายหญิง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 เริ่มมีการใช้คำว่า Homosexual และพฤติกรรมรักร่วมเพศของคนทั่วไปเริ่มเป็นที่รับรู้ในสมัยหลังประชาธิปไตย และต่อมาเริ่มมีสื่อของเกย์มากขึ้น นอกจากนี้กะเทยและเกย์ยังถูกแต่งเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์และนวนิยาย จวบถึงปีนี้ คือ พ.ศ. 2568 พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม สังคมไทยจึงกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นประเทศที่สองในเอเชียที่ทำให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ต่อจากไต้หวัน อาทิเช่นปรากฏการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ทรงประกอบพิธีมงคลสมรสพระราชทานให้ข้าราชการในพระองค์ที่มีความหลากหลายทางเพศ นับเป็นการสมรสเท่าเทียมพระราชทานครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย... มีต่อในเล่มฉบับเต็ม
มีนาคม-เมษายน 2568
ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (2568)
เราสร้างอนาคตของเราเอง แต่ไปเรียกมันว่า “โชคชะตา”
-Benjamin Disraeli-
วารสารปราชญ์ประชาคมฉบับนี้ เป็นปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (มีนาคม-เมษายน) เหตุการณ์บ้านเมืองไทย เมื่อย้อนไปในเวลาบ่ายโมงเศษของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ภัยพิบัติธรรมชาติจากแผ่นดินไหวโดยจุดศูนย์กลางที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ ส่งผลกระทบต่ออาคารราชการสูง 30 ชั้น แห่งหนึ่งที่กำลังก่อสร้างด้วยงบประมาณมูลค่า 2,136 ล้านบาท ได้พังถล่มจมเป็นกองดินเพราะมาตรฐานการสร้างไร้มาตรการที่โปร่งใส พสุธากัมปนาทในวันนั้นทำให้เกิดหายนะมหาศาลต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษยชาติในวงกว้าง เป็นภัยจากธรรมชาติที่เกินกว่ามนุษย์จะคาดการณ์รับรู้ล่วงหน้าและยากต่อการทัดทานแรงสั่นสะท้านที่ปานประหนึ่งว่าจอมเทพไท้ในมหาปฐพีคงพิโรธเกรี้ยวกราด จึงได้พิฆาตลงทัณฑ์ส่งสารพิภพคำรามมาเพื่อสยบความไร้ศีลธรรมของมนุษย์ หรือเพื่อเป็นสัญญาณที่จะยับยั้งอหังการ์ขจัดกังฉินให้ราพณาสูร .... มีต่อในฉบับเต็ม
มกราคม-กุมภาพันธ์
ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (2568)
"Whatever you are, be a good one"
“ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร จงเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”
อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 สหรัฐอเมริกา
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2568) ได้รับการรับรองจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จัดให้เป็นวารสารคุณภาพกลุ่มที่ 2 รอบที่ 5 (พ.ศ.2568-2572) เป็นการต้อนรับศักราชใหม่ในโลโก้หมายเลข 2 อาบสีเงิน จากแรกเริ่มก้าวเดินเหินหาวเข้าสู่ปีที่ 3 จึงเป็นความปริ่มใจของทีมงานและพันธมิตรทางวิชาการ แม้คอยรอเฝ้าแหงนฟังผลประกาศที่ลุ้นอยู่นาน แล้วนั้นปณิธานจึงได้สมปรารถนาเป็นวารสารคุณภาพที่คู่ควรแก่การรับรองของ ThaiJO กฎแห่งกรรมพิสูจน์ได้ว่ากาลเวลาของชีวิตมิได้หมุนผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ได้ฝากเรื่องราวนานาสาระและไร้สาระฝังไว้ในใจของมนุษย์ แม้นว่าจะสุขหรือทุกข์ สมหวังหรือผิดหวังประการใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นได้ลงมือทำสิ่งใดให้จิตใจได้จดจำไว้บ้าง เพราะทุกผลสัมฤทธิ์ของพฤติกรรมย่อมมีรางวัลที่เป็นฝ่ายดีและฝ่ายชั่วแฝงเร้นอยู่เสมอ
เทศกาลแห่งเดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 12 ของศกนี้ เป็นวันมาฆบูชา โอวาทปาติโมกข์ที่เป็นหัวใจสำคัญด้วยหลักการ วิธีการ และอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาโดยการคิดดี พูดดี ทำดี และปรารถนาดีต่อผู้อื่น ชาวพุทธทั้งหลายให้ความสำคัญวันนี้ว่าเป็นวันที่ภักดิ์พร้อมน้อมรำลึกสักการะพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ หนุนเสริมความเป็นพุทธมามกะตั้งสัตยาธิษฐานด้วยการสร้างความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้สะอาด เพราะพุทธองค์ทรงประกาศว่า “ผลผลิตที่เราเก็บเกี่ยวได้นั้น ย่อมมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เราได้ปลูกหว่านไว้”
เมื่อไร้ยศศักดิ์ ก็วิ่งเต้นหาตำแหน่งแย่งอำนาจครอง
เมื่อมีความทุกข์ ก็กระเสือกกระสนแสวงหาความสุขไว้
เมื่อมีความเสียใจ ก็ขวนขวายให้ได้ความดีใจ
เมื่อมีเสียงติฉินนินทา ก็ดิ้นรนเสาะหาเสียงสรรเสริญ
เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ชอบ ก็พร้อมมอบชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อให้ได้ในสิ่งชอบ
วิ่ง วิ่ง และวิ่งในวังวน วุ่นวาย วนเวียน เสาะแสวงหาอยู่อย่างนี้โดยไม่มีเส้นชัยและไร้ขีดจำกัด พุทธศาสน์ เรียกสิ่งนี้ว่า “สังสารวัฏ”
อนึ่ง วันที่ 14 กุมภาฯ หรือวันวาเลนไทน์ สัญญเวลาแห่งความรัก จากความเชื่อศรัทธาโบราณว่าพลังแรงเร้าแห่งความรัก สืบจากพระพรหมลิขิต พระเจ้าเสกสรรค์สร้าง บุพเพสันนิวาส หรือทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขัน ความรักของกันและกันจึงสุขสุดสดใส ยามรักยามใคร่อะไรก็ใช่รัก น้ำต้มผักขมก็ชมว่าหวาน (เจี๊ยบ) ชี้นกเป็นกิ่งไม้ก็ว่าใช่ ชี้คลองไส้ไก่เป็นทะเลก็หาได้ปฏิเสธ เพราะรักนั้นไม่มีพรมแดน รักนี้ชั่วนิรันดร์ รักคุณเท่าฟ้า รักไม่มีเงื่อนไข จวบถึงจุดเสื่อมรัก หมดเวลารัก จากเหตุผลอ้างมือที่สาม จุดอิ่มตัว ทัศนคติไม่ตรงกัน หรือดีเกินไป สารพัดแงะงัดเพื่อสลัดรัก หลากหลาย Motto ของความรักที่สืบค้นได้จากโลกออนไลน์ อาทิว่า
“ความรักต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เป็นคุณลักษณะที่มีเกียรติที่สุดของมนุษยชาติ”
“หากคุณรักดอกไม้ อย่าเก็บมันขึ้นมา เพราะถ้าคุณเก็บมันขึ้นมา ดอกไม้ก็จะเหี่ยวเฉาและไม่ใช่สิ่งที่คุณรักอีกต่อไป ดังนั้นหากคุณรักดอกไม้ ก็จงปล่อยให้มันเป็นไปในสิ่งที่ควรจะเป็น ความรักจึงมิใช่การครอบครอง ความรักคือการชื่นชม”
“ความรักที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการเฝ้ามองคนที่เรารักมีความสุขและการเติบโตของเขาในพื้นที่ของเรา”
“อย่าได้เป็นมือที่สาม ทำลายความงดงามของความรัก อย่าได้ทอดสะพานเพื่อทำความรู้จักกับคู่รักของ คนอื่น เพราะความรักต้องเกิดขึ้นด้วยความถูกต้องและบริสุทธิ์ใจ มิใช่แย่งชิงใครมาเพื่อครอบครอง”
“เมื่อมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เราจะรู้ว่าความรักมิได้มีไว้เพื่อครอบครองแต่ความรักมีไว้เพื่อดูแล ห่วงใยใส่ใจ และคิดถึง ถึงแม้ว่าเราจะมิได้อยู่เคียงข้างกันก็ตาม”
“ความรัก มิใช่การครอบครอง มิใช่ข้าวปลาอาหาร มิใช่สิ่งของหรือเงินทอง มิใช่ความหลงงมงาย มิใช่สิ่งไร้ความหมาย ดังนั้นอย่าต้องตายเพราะไม่ได้มา”
“ถ้าคุณรักใครคนหนึ่ง จงปล่อยเขาไป ถ้าเขากลับมาหาคุณ ก็แสดงว่าเขาเป็นของคุณ แต่ถ้าเขาไม่กลับมา ก็แสดงว่าเขาไม่เคยเป็นของคุณ”
“ความรักหรือความมีเยื่อใยต่อกัน คือการสมประโยชน์ระหว่างกัน หากไร้ประโยชน์หรือหมดเยื่อใยต่อกัน วันหนึ่งวันนั้นจึงเป็นวันสิ้นรัก สิ้นเสน่หา”
เพราะคู่สร้างคู่สมที่ยอมเป็นคู่ครอง มีเหตุมาจากศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาที่เสมอกัน (สมสัทธา สมสีลา สมจาคา สมปัญญา) ชื่อว่า “สมรส” (รสนิยมที่เหมือนกัน) ย่อมนำให้เกิดมีคู่รักที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ดังนั้น สรรพสิ่งที่อิงอาศัยกัน จึงมีความสัมพันธ์กันเพื่อประสานพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีงามยิ่งขึ้นตามสมัยนิยม และเพราะรักในสิ่งที่ทำ คือ วารสารออนไลน์ที่ชื่อว่า “ปราชญ์ประชาคม” ด้วยอุดมการณ์ที่เสมอกันของสมาชิก จึงเป็นเหตุให้มีข้อผูกพันกันด้วยความรู้และน้ำใจ หวังเพียงได้บริการสังคมเพื่อสร้างการเรียนรู้ เข้าใจ และนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามตามอุดมการณ์ร่วมสมัย หาใช่เพื่อเสริมสร้างอัตตาให้เหนือใครไม่
ในโอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ ขอบใจทุกท่านที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมนำเสนอความรู้ด้วยหลักการและปฏิบัติการ เสริมสร้างพื้นที่ให้ “ปราชญ์ประชาคม” เป็นวารสารคุณภาพอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าสิ่งดีงามใด ๆ ที่เราได้สร้างสมไว้ ท้ายที่สุดสิ่งนั้นก็จะย้อนกลับมาสร้างเราให้มีคุณค่าอย่างสง่างาม ตราบนิรันดร์
บรรณาธิการ
กันยายน-ตุลาคม
ปีที่ 2 ฉบับที่ 5 (2567)
สิ่งใดเมื่อถึงที่สุดแล้ว สิ่งนั้นย่อมเป็นธรรมดา การกิน นอน กาม เกียรติ ก็เช่นกัน
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 2 ฉบับที่ 5 วาระของเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 มีข่าวฮอตประเด็นร้อนในรอบสองเดือนที่ผ่านมา ร้านขายทองออนไลน์บ้างและบริษัทแบรนด์ชื่อดังขายของทางออนไลน์บ้าง ต้นทางแห่งความเดือดร้อนของผู้เข้าร่วมลงทุนในเครือข่ายที่ต่างเฝ้าฝันจะเป็นเศรษฐีขายของออนไลน์แบบไม่ลำเข็ญ จากการเห็นคำโฆษณาที่เลิศหรูดูประหนึ่งว่าความเป็นเศรษฐีสามารถไปสอยเอาได้จากกัลปพฤกษ์ต้นไม้แห่งอุดมคติที่มีความสมบูรณ์พูนสุขตามคติไทยโบราณ แล้วสุดท้าย ก็เป็นฝันสลายและขวัญผวาของเหยื่อนับหมื่นราย รวมเป็นความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท
ความรวย ความจน ความดี ความเลว ความผิด ความถูก ความจริง ความเท็จ มายาคติของมนุษยชนเป็นวังวนการสร้างคุณค่าที่ต่างลากเอาเหตุผลเข้ามาหาตนเพื่อผลประโยชน์ บางเวลาผู้เขียนได้เห็นบุคคลมีชื่อเสียงออกสื่อกระแสหลัก ชี้นำทางดีทางรอดของสังคม ให้ความรู้ความเข้าใจสารัตถชีวิต มุ่งมั่นหวังดีต่อผู้อื่น ย่อมทำให้ผู้ชมผู้ฟังชื่นใจในความเป็นคนดีมีศีลสัตย์ ความฉ่ำจิตได้บังเกิดประเสริฐแท้ แต่อีกมุมหนึ่ง ในคราบของนักบุญหรือคนดี เป็นนักร้องเรียนโดยอาชีพ สร้างภาพอ้างเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง แต่เจ้าเล่ห์เพทุบาย กระหายอำนาจ จอมตบทรัพย์ หวังดีประสงค์ร้าย เสแสร้งแกล้งทำ หลอกลวงต้มตุ๋น ทำชั่วทรามทุกอย่างเพื่อหวังผลประโยชน์ให้ตนเอง ปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ผู้รับข่าวสารตั้งคำถามว่า “ในสังคมนี้เรานั้นจะไว้เนื้อเชื่อใจใครอื่นได้อีก ในเมื่อคนเคยไว้วางใจกลับได้แปรเปลี่ยนไป ใช่คนเดิมที่เคยหลงคิดว่าเป็นดีมีศีลธรรม” มีทั้งความดีและความชั่ว เทพและมาร มาพร้อมกับอวตารมนุษย์
ยุคที่ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ผลผลิตจากวิทยาศาสตร์ได้มาหักร้างหรือปฏิเสธความเชื่อ ค่านิยม โลกทัศน์ และจารีตแบบดั้งเดิม อาทิ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อำนาจเกินมนุษย์ พลังวิเศษเหนือเหตุผลต่างๆ อันสร้างขึ้นโดยคนที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ห้อยโหนจากความเศรัทธามหาชน แต่งองค์ทรงเครื่องคอสเพลย์เป็นลิเก บ้างมีคอสวมใส่ลูกประคำขนาดเท่าไส้กรอกอีสาน บ้างสักยันต์เป็นลวดลายจิ้งจกตุ๊กแก บ้างนั่งวางมาดเคร่งเพ่งดวงตะวัน บ้างอมน้ำหมากปากขมุบขมิบ บ้างพร่ำมนต์ตาเหลือก บ้างนั่งสั่นชักกระตุก บ้างเป่าลมเป็นมนต์มืด บ้างเขียนยันต์กลางอากาศ บ้างเขียนยันต์ลงมือหรือหน้าผากอ้างเป็นสูตรโบราณสืบสานงานบรมครูบูรพาจารย์ ต่างได้สร้างผลงานของตนให้คนอวยชมนิยมบูชาทั้งโลกนี้และโลกหน้า ในขณะที่หมู่คนอีกจำพวกมองว่าเป็นเรื่องหลอกลวง วิปริตผิดเพี้ยน และไม่สร้างสรรค์สังคมพัฒนา แม้จะอ้างคำเดิม ๆ ว่า “ไม่เชื่อแต่อย่างลบหลู่” ก็ตาม
Digital Footprint หรือรอยเท้าบนโลกดิจิทัล ร่องรอยดิจิทัลที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้จะถูกบันทึกเอาไว้เป็นมรดกของคนรุ่นต่อไป ใครดีใครชั่ว ใครถูกใครผิดจะอยู่เป็นอนุสรณ์อมตะให้อนุชนได้พิเคราะห์อย่างเย้ยหยันหรือยกย่องอย่างดีงามตามปรากฏ ลูกๆ หลาน ๆ ไทยจะพูดถึงคนปัจจุบันที่จะเป็นบรรพชนแห่งอนาคตในลักษณะใด ทั้งนี้พฤติกรรมวันนี้จะเป็นผลลัพธ์ของทุกคนที่จะพึงได้รับในวันถัดไป ดังนั้น ความละอายและความเกรงกลัวบาป (ความเดือดร้อนที่จะเกิดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น) สองคำนี้ หิริและโอตตัปปะ จึงเรียกว่า “เทวธรรม” หรือธรรมะสำหรับสร้างให้เป็นคนดี ไม่กล้าทำความชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลัง สังคมต้นแบบของศีลธรรมที่ดีงาม ใช่ว่าจำต้องวิ่งตามหาบุคคลหรือดูดเอาความดีจากผู้วิเศษตามกระแสนิยมไม่ แต่ควรเป็นเราทุกคนปัจเจกชนของแต่ละคนที่ต่างต้องรับผิดชอบในกรอบชีวิตของตน สร้างความมีระเบียบวินัยตามกฎหมายและจารีตสังคม ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ เคารพสิทธิของมนุษย์อย่างเท่าเทียม มีความเอื้ออารีสิ่งที่เป็นคุณูปการต่อกัน ให้ความสำคัญต่อสาธารณประโยชน์เชิงประจักษ์มากกว่าการจำนนต่อความศักดิ์สิทธิ์ และสำนึกว่าเรานี้เป็นเพียงเศษอณูน้อยๆ ในเอกภพ ได้แวะผ่านมาแค่อาศัยโลกนี้ สักวันหนึ่งเราท่านทุกคนต่างต้องจากกัน วันเวลาที่เปลี่ยนผ่าน อีกไม่นานคนรุ่นต่อมา ต้องได้ลืมเราทุกคนเสมอกัน
“หายนะทางสังคมย่อมเกิดจากการเบียดเบียนผู้อื่นและไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน” วารสารปราชญ์ประชาคม จึงขอสนับสนุนความคิดดี ทำดี และปรารถนาดีต่อกัน ขอเชิดชูการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในสังคมเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้มนุษย์ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ขอส่งเสริมการเรียนรู้พัฒนาตนเองให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป โดยผ่านการทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่ไม่วันใดก็วันหนึ่งร่างกายของเรานี้จะกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างสง่างามตราบนิรันดร์
บรรณาธิการ
พฤศจิกายน-ธันวาคม
ปีที่ 2 ฉบับที่ 6 (2567)
“วิธีลืมอดีตที่ดีที่สุด คือ พยายามทําปัจจุบันให้น่าจดจำ”
- ดังตฤณ –
วารสารปราชญ์ประชาคม ฉบับที่ 6 ปีที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จากลาปีเก่า 2567 สู่ศกใหม่ 2568 การณ์ปัจจุบันของวันนี้ โศกนาฏกรรมเครื่องบินโดยสารของประเทศอาเซอร์ไบจานและเกาหลีใต้ ประสบอุบัติภัยที่ไร้ลางสังหรณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนไม่จำกัดเพศ วัย อายุ สถานะ และอาชีพ “น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา: การผลัดเพี้ยนต่อความตายที่มีสมุนมากมาย ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย” กาลเวลาได้เดินไปพร้อมกับอายุขัยของมนุษย์ที่สั้นลง ความทุกข์โศกเศร้าคละเคล้าความสนุกสุขสันต์หรรษาในโลกมายาสะท้อนกฎสังขารแห่งการเกิด แก่ เจ็บป่วย และม้วยมรณ์ ละครชีวิตเรื่องสั้นเกินกว่าจะใช้เวลากับสิ่งที่ไร้ความหมาย เพราะชีวิตมิใช่แค่เกิดมาแล้วตาย แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายระหว่างทางให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตราบสิ้นลมหายใจ สรรพสิ่งในปีก่อนต่างเป็นบทเรียนและความทรงจำ และในทุกปีที่ผ่านมาจึงมีคนแปลกหน้าจะกลายมาเป็นคนรู้จักกัน และคนที่เคยรู้จักกันจะกลับกลายเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้าได้เช่นกัน นี่ล่ะหนอ! วิถีมนุษย์นั้นไซร้ ยากแท้หยั่งถึง?
มหาเศรษฐีมีทรัพย์นับอนันต์ วันหนึ่งสมบัติพลันสูญหายเพราะอบายกรรม ข้าราชการฐานันดรสูงล้น วันหนึ่งหลุดหล่นเข้าทัณฑสถานเพราะกังฉิน ดาราเด่นดังดั่งดาวจรัสฟ้ากลางหาว วันหนึ่งคราวอับแสงร่ำไห้เพราะไร้งาน บ่าวสาวคู่รักสุดสวาทเคยสัญญามั่น วันหนึ่งตัดสัมพันธ์เพราะหมดใจไม่เหลือเยื่อใยให้โหยหา พระสงฆ์อวดองค์ทรงฤทธิเดช วันหนึ่งอาเพศหมดศักดิ์เพราะสิ้นศีล ข้อคิดสัจธรรม “ความสำเร็จในอดีต มิใช่จะเป็นหลักประกันในอนาคต” กฎแห่งสรรพสิ่ง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามโลกธรรม ดังนั้น ความสุขทุกข์จึงผูกอยู่กับปัจจุบัน ทั้งเหตุพฤติกรรมของวันนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงได้ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงตนเอง ครั้นเมื่อปัจเจกชนระดับตนได้เปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้หน่วยครอบครัว ชุมชน สังคม จวบที่สุดโลกมนุษย์จำต้องเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่คาดหวังจักให้เป็นได้ในทุกวัน และวันที่ดีที่สุดของชีวิต คือวันเวลาที่ได้ใช้สร้างคุณงามความดี
สูงกว่าเรา จงเคารพ
เสมอเรา จงให้เกียรติ
ต่ำกว่าเรา จงเมตตาเอื้ออาทร
วารสารปราชญ์ประชาคม เรียนรู้ว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติและเป็นภัยที่คุกคามมนุษย์ทุกยุคสมัย ความเมตตาเอื้ออาทรต่อกันต่างหากที่จะสร้างโลกนี้ให้สงบสุขและฉ่ำเย็น คุณค่าที่เป็นจริงของมนุษย์สามารถประเมินกันได้ที่การปฏิบัติต่อบุคคลๆ หนึ่ง และบุคคลๆ นั้น ไม่สามารถตอบแทนคืนอะไรได้เลย หรือการเสียสละ มีจิตสาธารณะ กระทำในสิ่งที่ผู้อื่นนั้นยากที่จะกระทำได้ จึงชื่อว่าเป็นผู้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ เพราะชื่อว่าความสุขนั้นจะสอนให้นึกถึงผู้อื่น แต่ความทุกข์จะสอนให้รักแค่เพียงตนเอง หรือว่าการนึกถึงผู้อื่นให้มากขึ้น แล้วเห็นแก่ตัวให้น้อยลง เรียกชื่อว่า “บุญ” “บุณย์” แปลว่า “อิ่มเอมเปรมปรีดิ์” โดยสังเกตว่าผู้สร้างบุญหรือความดีงามจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อยามเวลาได้นึกถึงสิ่งที่ตนเองได้กระทำ
วโรกาสวันขึ้นปีใหม่ เถลิงพุทธศก 2568 วารสารปราชญ์ประชาคมขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของวารสารสำหรับสร้างฐานองค์ความรู้คู่สังคมให้มั่นคงและยั่งยืนเพื่อบ้านเมืองไทย พร้อมนี้ ด้วยอำนาจแห่งความตั้งใจดีและมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นของทุกท่านผู้สรรค์สร้างงานวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิที่เติมเต็มบทความให้มีความสมบูรณ์ ตลอดถึงผู้เสพสาระจากบทความตามวิสัยของปราชญ์เมธี ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ ความสมหวัง และมีพลังฤทธิ์ที่ดีงามทั้งกายจิต ชีวิตสังคม และอุดมปัญญา สืบกาล
บรรณาธิการ
กรกฎาคม-สิงหาคม
ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 (2567)
“ความชั่วเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ความดีของมนุษย์เกิดจากความตั้งใจ”
ที่มา: สวินจื่อ ปราชญ์จีนสำนักหรูเจีย
ห้วงหฤหรรษ์จากวันคืนอันล่วงผ่าน วารสารฉบับนี้เป็นปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ของเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2567 “ปราชญ์ประชาคม” ขอแสดงความยินดีกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เป็นผู้นำสตรีคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทายาทที่หล่นไม่ไกลต้นสืบผลผลิตจากสายสกุล “ชินวัตร” ที่ในขณะนี้เป็นพรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังเทียบเชิญสมาชิกจากนานาพรรคการเมืองที่เคยแตกต่างทางความคิด (บางพรรค บางสมัย แตกต่างอย่างสุดโต่ง ออกอาการชัดเจนแบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ เป็นคู่กัดคู่แค้นแสนชังที่ต่างยืนหยัดในอุดมการณ์การเมืองตามสีเสื้อเหลือง-แดง) ให้มาร่วมรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินอย่างชื่นมื่น โดยหว่านคำหวานการให้อภัยต่อกัน เสียสละมาเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วลืมวันอดีตที่ขมขื่นเขย่าให้ฟื้นมาสมานฉันท์พัฒนาบ้านเมืองไปด้วยกัน
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวตนของเราเอง การยอมรับและเข้าใจในทุกสถานการณ์ที่จะพึงมี คือ การเรียนรู้ที่จะเป็นทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ที่ดี ย่อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตได้เข้มแข็งจากความไม่เที่ยงแท้แปรผันนั้น ดังเช่นข้อคิดสะกิดใจว่า ไม่มีใครในโลกนี้จะเป็นอิสระเสรีจากพันธนาการแห่งกิเลสได้อย่างแท้จริง เพราะมนุษย์นั้น แท้แล้วมีความเห็นแก่ตัว มีความต้องการที่ไร้ขีดจำกัด ต่างต้องตกอยู่ในวังวนของความปรารถนาลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือโอชารมณ์ ทุกคนจึงเฝ้าหวังความสมบูรณ์ในความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนด้วยอำนาจ ทรัพย์ศฤงคาร และผลประโยชน์ของตนเป็นวิสัย ฉะนั้น หากเข้าใจสัจธรรมนี้ไซร้ จึงไม่มีสิ่งใดที่จำต้องหวั่นไหวเกรงกลัว เพราะถ้าเข้าใจสิ่งใดได้มากขึ้น ความหวาดกลัวในสิ่งนั้นย่อมน้อยลงเป็นคู่กัน ด้วยประการฉะนี้ อุดมการณ์ทางการเมืองของนักการเมืองไทยในปัจจุบันก็เช่นกัน ที่พวกเราต่างเข้าใจกันว่าผันแปรได้ทุกเมื่อเชื่อวัน
เหตุการณ์บ้านเมืองไทยของวันนี้ เป็นภัยน้ำท่วมในบางจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในอดีต หายนะจากความวิปริตบิดเบี้ยวจากธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย และภัยแล้ง เป็นอาทิ สร้างความสูญเสียและเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สิน รวมทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย มีสาเหตุมาจากความแปรเปลี่ยนระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น การรณรงค์ให้สมาชิกในสังคมร่วมกันรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จึงเป็นพันธกิจที่รัฐบาลทุกยุคได้ช่วยกันจัดสรรพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพ มีการใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย พร้อมส่งเสริมประชาชนในท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมด้วยพลังกาย พลังใจ และพลังความคิดในการอนุรักษ์ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
“ชีวิตดี สังคมดี เริ่มที่ตัวเรา” หรือ “จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา” คติพจน์ที่ย้ำเตือนให้ชาวโลกช่วยกันรณรงค์ สร้างสรรค์ อนุรักษ์ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม เพราะการนำตนเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้มีชีวิตที่ดีงามตามกฎแห่งธรรมชาติ ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสารปราชญ์ประชาคม จึงขอขอบพระคุณนักการศึกษาที่ส่งบทความมาร่วมสื่อเสนอสารัตถะ คณะทีมงานที่ทุ่มเทร่วมจัดทำอย่างตั้งใจ ตลอดถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้พิจารณาคุณภาพบทความให้เป็นไปตามเกณฑ์ของมาตรฐานวิชาการ โดยเชื่อว่าผลจากการตั้งใจสร้างสรรค์ของวันนี้ จะสั่งสมให้เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ล้ำค่าของทุกคน และจะเป็นเสมือนจักรกลพลวัตพัฒนาสังคมให้ดีงามต่อไป
บรรณาธิการ
พฤษภาคม-มิถุนายน
ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 (2567)
ยามสำเร็จ คนก็อิจฉา ยามล้มเหลว คนก็ดูแคลน
ยามรุ่งเรือง คนก็รุมล้อม ยามร่วงหล่น คนก็ซ้ำเติม
ยามมั่งมีเงินอำนาจ เมื่อกล่าวคำเพ้อ ก็กลายเป็นปรัชญา
ยามไร้ยศศักดิ์หมดทรัพย์ พูดแท้แก่นปรัชญา ก็ว่าปัญญาอ่อน
มนุษย์นี้ไซร้ ผันแปรได้ อนิจจัง
ปัจจุบันวันนี้ เป็นห้วงวารแห่งวสันตฤดูควบคู่กับการได้มาซึ่งว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 200 คน อย่างไม่เป็นทางการ ความตื่นเต้นเขย่าจิตให้สะท้านไหวจากการได้พบเห็นสมาชิกใหม่เข้าทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร หรือ “สภาเติมเต็ม” ปฏิบัติงานกำหนดกฎกติกาสากลตามที่ทุกคนเฝ้าหวังเพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยเชื่อว่าการนำพาไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมการเมืองที่ดี ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของสังคมที่จะทำให้ชีวิตนั้นมีคุณภาพ เพราะสิ่งที่จะกำหนดเป็นคุณค่าและความหมายของมนุษย์ ก็คือการกระทำตามที่ตนเองถือกำหนดตัดสินใจเลือกมา ดังนั้น การได้มาซึ่ง สว. ครั้งนี้ จึงเฉกเดียวกัน เพราะวาสนาจารีตที่สังคมไทยได้บ่มเพาะไว้เป็นเช่นใด ผลลัพธ์ผลิตบาน จึงขมหวานเป็นเช่นนั้นแล
กระแสและบริบทโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากยุค Analog สู่ยุค Digital และยุค Robotic เป็นเหตุให้เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและการทำงานเป็นแกนหลักของการพัฒนาประเทศ ทุกสังคมจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Culture Shock จากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม การจะเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีจึงต้องมีความรอบรู้เท่าทันนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์ รู้จักวิธีป้องกันตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ ในโลกออนไลน์ เข้าใจในสิทธิความรับผิดชอบและจริยธรรมที่สำคัญในยุคดิจิทัล และใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับตนเอง ชุมชน สังคมประเทศ และพลเมืองโลกได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อการแสวงหาข้อมูลข่าวสารดิจิทัลได้มาฟรีหรือไม่มีค่าใช้จ่ายจากช่องทาง Facebook Youtube E-book เป็นต้น แท้แล้ว หากสมาชิกได้รับการบ่มเพาะชี้นำในวิถีที่ดีงาม ย่อมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หนุนเสริมความเท่าเทียมในการเรียนรู้ของมนุษยชาติ ช่วยสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาปัจเจกชนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา อย่างยั่งยืน
การนี้ วารสารปราชญ์ประชาคม ฉบับปัจจุบัน เป็นปีที่ 2 ฉบับที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 จึงขอขอบพระคุณผู้มีส่วนร่วมสร้างผลงานบริการสาธารณ์ และยังคงมั่นในปณิธาน สืบสานพันธกิจ จัดพื้นที่สื่อสะท้อนปรากฏการณ์สังคม ปลูกวิชาการให้เติบโตเป็นพลังปัญญาแผ่นดิน สร้างศิลป์และศาสตร์วิทยาการให้คงอยู่คู่บ้านเมือง สืบกาล
บรรณาธิการ
มีนาคม-เมษายน
ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (2567)
ความชรา มีซ่อนอยู่ในความหนุ่มสาว
ความเจ็บป่วย มีซ่อนอยู่ในสุขภาพที่แข็งแรง
ความตาย มีซ่อนอยู่ในสรรพชีวิต
ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีซ่อนอยู่ในทุกผู้คน
วารสารปราชญ์ประชาคม ฉบับที่ 2 ของปีที่ 2 ประจำเดือน มีนาคม-เมษายน 2567 ว่าด้วยบ้านเมืองปัจจุบันของวันนี้ ร้อนระอุอบอ้าวในอุณหภูมิเมืองไทยเฉลี่ยกว่า 40 องศา บนความผันแปรของฝนฟ้าอากาศ ผสมปนกับปัญหาเรื้อรังด้วยมลภาวะจากฝุ่น PM 2.5 ที่คงครองแชมป์อันดับต้นๆ ของโลก นำสู่สาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคร้ายมะเร็งปอดของอาจารย์หญิงผู้ทรงความรู้ความสามารถจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคเหนือของไทย พร้อมกับข่าวพฤติกรรมความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้าของกลุ่มสาวกที่แห่แหนเชื่อมั่นในความวิเศษของมนุษย์เด็กในรูปแบบแปลกๆ จากการเชื่อมจิต เจาะจิต เติมจิต และฟอกจิต ที่ต่างเป็นเอกสิทธิ์ทางความเชื่อเฉพาะตน
จากนานาสารพันปัญหาที่รุมล้อมกล่อมเกลาสังคมโลก การใฝ่เรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นภูมิคุ้มกันสำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะในอดีตกาลนั้น การไร้โอกาสทางการศึกษาของเยาวชนพลเมืองไทย คือ ปัจจัยหนึ่งที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดนอันชื่อว่าโลกาภิวัตน์ เป็นบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) หรือ AI ที่ถูกพัฒนาให้สามารถปฏิบัติการแทนมนุษย์ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็นการคิดการกระทำอย่างมีเหตุผล สิ่งสำคัญที่ทำให้ AI มีสติปัญญาและการเรียนรู้เหมือนมนุษย์ คือ การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning : ML) ซึ่งเป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้เข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ป้อนเข้า (Input) และสร้างผลลัพธ์การตอบสนองต่อข้อมูล (Output) ขึ้นมาได้เอง ทำให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ เทคโนโลยีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทุกวิชาชีพ ทุกสถานะ ทุกเวลา และทุกสถานที่อย่างมากมาย เช่น ด้านสุขภาพการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านการทหาร ด้านภาษาสื่อสาร ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
สภาพแวดล้อมจาก AI ที่สร้างสรรค์จะนำพาไปสู่สังคมที่ดีงาม แล้วสังคมที่สมบูรณ์พูนผลจะโอบอุ้มปัจเจกชนให้เป็นคนคุณภาพของแผ่นดิน โดยลักษณะนี้ เยาวชนพลเมืองของชาติไทย ก็เช่นกัน เป้าหมายการพัฒนาคงมิใช่แค่ความเป็นเลิศเหนือกว่าใครอื่น แต่หัวใจสำคัญคือการเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายอันจะพึงอุบัติขึ้นในอนาคต การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับยุวชนของชาติ จึงเป็นภารกิจสำคัญของคนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อการเฝ้าระวัง ขจัดปัญหาที่คงมีอยู่ พร้อมทั้งการสร้างแนวทางป้องกันปัญหาให้สมาชิกในสังคมได้ตระหนักและตื่นรู้ มุ่งหน้าสู่ความฝันอย่างตั้งใจ และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตนโหยหา
วารสารปราชญ์ประชาคม จึงขอเป็นพื้นที่แห่งวิทยาการเพื่อให้สังคมเกิดพลวัตพัฒนา และเชื่อมั่นว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จกับบุคคลทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่พละกำลังหรือความรอบรู้ แต่คือ “ความตั้งใจ” ตามคำบาลีว่า “อธิฏฺฐานํ” อธิษฐาน จึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ (Passion) ในการใช้ชีวิตเพื่อขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ มิใช่การบวงสรวงอ้อนวอนต่อหน้าพระพุทธรูป เทพไท้ทรงฤทธิ์ หรือความศักดิ์สิทธิ์อื่นใดอันเกิดจากอำนาจนอกตน แต่ผลสำเร็จทั้งปวงย่อมเป็นพลังของมนุษย์อันเกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่นทุ่มเทด้วยแรงกายและแรงใจของตนเพื่อให้บรรลุจุดหมายที่ตั้งไว้ ดังคติพจน์ “ยิ่งศึกษายิ่งนำหน้า ยิ่งพัฒนายิ่งไปไกล เพราะความสำเร็จไม่เคยให้ใครย่ำอยู่กับที่เดิม”
บรรณาธิการ
มกราคม-กุมภาพันธ์
ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (2567)
วารสารปราชญ์ประชาคม ฉบับที่ 1 ปีที่ 2 วาระของเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ห้วงแห่งคิมหันตฤดูของเมืองไทยในความเปลี่ยนแปลงของชุมชนโลกทั้งพฤติกรรม ค่านิยม โลกทัศน์ อุดมการณ์ และจิตวิญญาณ สืบจากอดีตสู่ปัจจุบันได้แปรผันเป็นสามัญญภาพของสรรพชีวิต ตามในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสนุก
ยามหนุ่มก็หลงสุข ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่ กันนอ
ตกแก่จึงรู้เค้า ว่าล้วนอนิจจังฯ
สถานการณ์บ้านเมืองไทยปัจจุบัน ได้มีข่าวเกี่ยวกับคนดีศรีสังคมถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับถึงเคหสถานในข้อหาคดีข่มขู่เรียกรับเงิน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่สาธารณชนเป็นอย่างมากที่เคยคุ้นชินกับลีลาท่าทีมนุษย์คนหนึ่งพร้อมหมู่พวกได้แสดงบทบาทเชิงจิตอาสาร้องเรียน ตรวจสอบ ชี้นำการทุจริตของสังคมทั้งระดับบุคคลและองค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสใจสะอาดแก่บ้านเมือง แต่แล้วนั้น วันสุดท้ายของคนดีศรีสวรรค์คือวันที่คนไทยซึ่งกำลังสุขอยู่ในห้วงแห่งความหวังและความฝัน พลันก็ได้ผวาสะดุ้งตื่นแบบสิ้นหวังดั่งสาริกาไร้รัง
ธรรมชาติแห่งกิเลสนั้น สิ่งใดขาดตกบกพร่อง ไม่ครบบริบูรณ์ สิ่งนั้นย่อมมีเสียงดัง มีพลังร้อนแรงเรียกเพรียกหา แต่สิ่งใดได้ถูกเติมเต็มจวบจนสมใจตามที่ใคร่ปรารถนา สิ่งนั้นสักว่าได้อิ่มเอมเกษมสุขแล้ว จึงสงบเงียบไร้เสียงดัง จิตของมนุษย์ที่คงไว้ซึ่งความอยากได้ใคร่มี มักวุ่นวายร้อนเร่าเพราะถูกเขย่าด้วยความต้องการที่ไร้ขีดจำกัด ส่วนจิตของผู้ที่รู้จักพอ ยินดีในสิ่งที่ได้ ย่อมสงบเย็นและเป็นสุข ดังนั้น ความอยากของมนุษย์จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ ยิ่งเพิ่มความอยากมากเพียงใด เท่ากับว่าได้เพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้นแก่ตนเพียงนั้น และหากว่าได้มีจิตที่คิดเอื้ออารีแบ่งปันต่อกันและกันแบบเมตตาจิตที่ไร้เงื่อนไขแล้ว ย่อมเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ ยั่งยืน และมั่นคง ดังวลี “สองมือที่หยิบยื่นช่วยเหลือ น่านับถือเคารพบูชามากกว่าปากที่พร่ำภาวนาสวดมนต์”
วารสารปราชญ์ประชาคม จากวันแรกจวบมาวันนี้ ผ่านทั้งแดด ลม ฝน และฝุ่นมากว่าหนึ่งขวบปีแล้ว ยังคงมีความรู้สึกซาบซึ้งและขอชื่นชมสังคมมนุษย์ที่ร่วมด้วยช่วยกันตรวจสอบ ส่งเสริมสิ่งที่มี และเติมเต็มในสิ่งที่ขาด พร้อมทั้งได้โดดเดี่ยวมนุษย์บางคนที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างไร้ยางอาย และปรารถนาว่าทุกสังคมชาติพันธุ์ต่างเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ควรค่าแก่การส่งเสริมพัฒนารักษาไว้ให้เป็นอนาคตที่ดีงามของมนุษยชาติสืบกาล
พฤศจิกายน-ธันวาคม
ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 (2566)
กันยายน-ตุลาคม
ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 (2566)
“โลกนี้เป็นเพียงศาลาพักร้อนชั่วคราวของชีวิตที่เดินทางไกล ไยมาคิดยึดครองโลกกันเสียเล่า”
คติธรรมของพุทธทาสภิกขุสื่อประกาศในวารสารปราชญ์ประชาคมฉบับนี้ เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 5 ของเดือนกันยายน-ตุลาคม 2566 ห้วงเวลาที่สังคมโลกต่างวิตกกังวลกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 และความขัดแย้งนี้ขยายออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 จวบถึงทุกวันนี้สงครามยังคงมีอยู่ และสงครามระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ ในนาม “กลุ่มฮามาส” อิสราเอลได้ถล่มฉนวนกาซาอย่างหนัก หลังถูกกลุ่มฮามาสบุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบ พร้อมจับตัวประกันไปกว่า 200 คน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 8,400 ศพ ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ศพ บาดเจ็บกว่า 18,000 ราย ส่วนในอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ศพ (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 27 ต.ค. 66)
สงครามในนิยามของ Paul Valéry คือ “สถานที่ที่คนหนุ่มสาวที่ไม่รู้จักกันและไม่เกลียดกัน ต้องมาฆ่ากัน... จากการตัดสินใจของคนแก่ที่รู้จักกัน แต่ไม่ฆ่ากัน...” สงครามจึงได้ชื่อว่าเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างองค์การทางการเมืองที่ดำรงอยู่เป็นรัฐชาติ มีลักษณะเป็นการรุกรานที่ใช้ความรุนแรง การทำลายล้างและมีอัตราเสียชีวิตในระดับสูง โดยใช้กองกำลังทหารทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีผลกระทบทำให้โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศพินาศพังเสียหาย รายจ่ายสังคมลดลง ทุพภิกขภัย การอพยพออกขนานใหญ่จากพื้นที่สงคราม และมากด้วยการทารุณกรรมต่อพลเรือนที่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ในทางกลับกัน สันติภาพหรือความสงบสุขนั้นแท้ คือจุดมุ่งหมายของมนุษยชาติ มิใช่สงครามที่เป็นความขัดแย้งด้วยอัตตานิยมจากอุดมการณ์ความกระหายอยากและความเห็นแก่ตัวของคนใดคนหนึ่งบนพื้นฐานของชาติพันธุ์ ศาสนา และรัฐประเทศที่แตกต่าง การเคารพในความแตกต่างของกันและกันนั่นเอง จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเมตตาธรรมที่จะนำไปสู่ความเป็นเจ้าของโลกนี้ร่วมกัน มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน ดังเพลงสากลชื่อ Imagine ของ John Lennon ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงที่ทรงอิทธิพลต่อพลเมืองโลกมากที่สุดเพลงหนึ่งและถือเป็นเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล ความว่า
“ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีสวรรค์ดูสิ มันง่ายนะ ถ้าคุณลองพยายามดู ใต้พื้นดินไม่มีนรก เหนือศรีษะเราก็เป็นเพียงฟ้าสีคราม ลองจินตนาการดูสิ หากผู้คนมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อวันนี้
ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีประเทศดูสิ มันไม่ยากเลย ถ้าคุณลองดู ไม่มีสิ่งใดให้เราจำเป็นต้องอุทิศชีวิตให้ และไม่ต้องมีศาสนาด้วย
ลองจินตนาการดูสิ หากผู้คนได้มีชีวิตอยู่ในสันติภาพ คุณอาจจะบอกว่าผมเป็นนักฝันเฟื่อง แต่ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวหรอกนะ ผมหวังว่าสักวันพวกคุณจะมาร่วมกับเรา แล้วโลกจะหลอมรวมเป็นหนึ่งได้
ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีการครอบครองดูสิ ผมจะแปลกใจมากหากคุณทำได้ ไม่ต้องมีความโลภ ไม่ต้องมีความหิวโหย มีแค่ความเป็นพี่เป็นน้องของมนุษย์
ลองจินตนาการดูสิ หากผู้คนแบ่งปันโลกแก่กันและกัน คุณอาจจะบอกว่าผมเป็นนักฝันเฟื่อง แต่ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวหรอกนะ ผมหวังว่าสักวันพวกคุณจะมาร่วมกับเรา แล้วโลกจะอยู่รวมเป็นหนึ่งได้
ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีสวรรค์ดูสิ มันง่ายนะถ้าคุณลองพยายามดู
ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีประเทศดูสิ มันไม่ยากเลยถ้าคุณลองดู
ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีการครอบครองดูสิ ผมจะแปลกใจมาก หากคุณทำได้”
แก่นสาระทั้งปวงนี้จากเสียงเพลงที่เป็นมนตราปลุกเร้าเขย่ามนุษย์ให้ต่อต้านป้องกันสงครามและสร้างการมีสามัญสำนึกที่ดีต่อการอยู่ร่วมโลกเดียวกัน
วารสารปราชญ์ประชาคม ขอเป็นขวัญกำลังใจให้กับสังคมที่ต้องรับภัยพิบัติหายนะจากสงครามที่ตนเองมิได้ก่อให้เกิดมี พร้อมนี้ขอมอบความรู้สึกเป็นอักษรสาส์นจากวารสารฉบับนี้สู่สาธารณะเพื่อให้สังคมโลกได้เรียนรู้ เข้าใจ เคารพ เป็นมิตร และคิดดีปรารถนาดีต่อกัน ร่วมแบ่งปันสร้างสรรค์ให้เป็นไปเพื่อความสุขสงบสมานฉันท์ของมนุษยชาติสืบกาล
กรกฎาคม-สิงหาคม
ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (2566)
วารสารปราชญ์ประชาคม ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ของเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2566 โดยฉบับนี้
กองบรรณาธิการขอแสดงความยินดีกับนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นฉันทานุมัติสัญญาประชาคมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย อยู่ในสถานะผู้นำการบริหารพัฒนาประเทศที่แบกทั้งความฝันและความหวังของประชาชาติอันจะนำพาการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปในสิ่งที่ดีกว่า สารพันปัญหาล้วนเป็นความท้าทายสมรรถนะของผู้นำเพื่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ พร้อมนี้ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันข้ามพ้นจากนานาอุปสรรคเพื่อพิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขด้วยดี
สังคมโลกปัจจุบันมีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ อุดมการณ์ จิตวิญญาณ ตลอดถึงพฤติกรรมมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสัจธรรมหรือความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และธรรมดาของมนุษยชาตินั้น ย่อมเกิดมาพร้อมกับความกลัว เช่น กลัวความเจ็บป่วย ความจน ความพลัดพราก หรือความตาย เป็นต้น จำต้องเก็บสะสมทรัพย์สินเงินทองมหาศาลเพื่อเป็นหลักประกันให้ชีวิตได้อยู่รอดปลอดภัย ตลอดถึงรีบเร่งกอบโกยบริโภคทรัพยากรของโลกเสมือนว่ากำลังจะสิ้นใจตาย หรือสร้างที่พักอาศัยให้ใหญ่โตเป็นคฤหาสน์ราชวังประหนึ่งว่าจะอยู่ค้ำฟ้าเป็นมนุษย์อมตะ
ความหวาดกลัวหรือหวาดระแวงว่า “คนจะลืม” เป็นอีกสภาวะหนึ่งของมนุษย์ที่จินตนาการขึ้นมาเอง พร้อมวิตกกังวลว่าโลกนี้จะลืมตน เป็นเหตุให้มีการป้องกันมิให้คนลืม จึงต้องสร้างรูปปั้นเป็นอนุสาวรีย์ สุสาน สถูปเจดีย์ การสลักชื่อให้สถิตแน่นตามศาสนสถานของวัดวาอาราม สาธารณสถาน หรือการสร้างงานพิธีกรรมเพื่อระลึกบุรพชนในนามของความกตัญญูกตเวทีตามจารีต ล้วนเป็นลักษณะที่สื่อให้เห็นว่า “อย่าลืมกัน หรือป้องกันคนลืม” ทั้งที่หลักการของโลกธรรม 8 หรือกฎแห่งไตรลักษณ์ เป็นสัจธรรมความจริงที่ทุกคนต่างทราบและเข้าใจทั่วกันอย่างแจ้งประจักษ์ มิใช่สักว่ามีไว้เพียงแค่ท่องสวดมนต์ภาวนาเพื่อสร้างอัตตาให้มั่นคง
หากว่ามนุษย์สามารถลืมคนที่ตายไปแล้วจากโลกนี้ได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ย่อมจะไม่สนใจการใช้ชีวิตแบบที่ต้องทำให้ทุกคนประทับใจ เพียงนั้น ทำให้ได้คติธรรมเพื่อย้ำเตือนชีวิตว่า โลกนี้ คือโรงละคร บทบาทฉากแสดงมีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ร้องไห้ สุขทุกข์โศกเศร้าคละเคล้ากัน และโลกหน้า ปรภพ สวรรค์ นรก
เป็นแค่มายาคติเท่านั้น การตระหนักรู้ว่าไม่มีความสุขใดในโลกที่จะสามารถฝากแช่แข็งเก็บไว้ในตู้เย็น หรือฝากเป็นเช่นกับเงินทองประจำไว้ในธนาคาร เผื่อว่ายามใดมีความทุกข์ยากลำบาก แล้วจะนำเอาของฝากเหล่านั้นออกมาใช้ยามจำเป็นได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนนี้คือความเป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ของกันและกัน แบ่งปันสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นและเห็นแก่ตัวให้น้อยลง ดังที่มีข่าวปรากฏบนโลกออนไลน์ว่า มหาเศรษฐีหลายคนได้บริจาคทรัพย์สมบัติแทบทั้งหมดนับหมื่นแสนล้านบาท
ก่อนตายจากโลกนี้เพื่ออุทิศเป็นสาธารณประโยชน์แก่มูลนิธิการกุศล ด้วยเหตุผลว่าเมื่อตายไปแล้ว บนสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่มีธนาคารที่เก็บสินทรัพย์ ดังนั้น จึงต้องรีบจัดการให้แล้วเสร็จในขณะที่ยังคงมีลมหายใจ
วารสารปราชญ์ประชาคม เชื่อมั่นว่าแม้โลกปัจจุบันนี้จะผันแปรเปลี่ยนไปมากจากอดีตตามพลวัตของเทคโนโลยีก็จริง แต่ความเป็นมนุษย์ทุกอนุภาคทั่วโลกมีความคล้ายกัน คือ สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเองให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัย และปัจจัยสำคัญที่ผลิตสมาชิกสังคมให้เป็นคนคุณภาพ นั่นคือการส่งเสริมนวัตกรรมวิชาการให้ทุกคนได้เข้าถึงเข้าใจแบบเท่าเทียมกันเพื่อสร้างสรรค์สังคมคุณภาพให้ดำรงอยู่ต่อไปตราบนิรันดร์
พฤษภาคม-มิถุนายน
ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (2566)
“ถ้าคุณรู้สึกถึงความเจ็บปวด นั่นแปลว่าคุณยังมีชีวิต
แต่ถ้าคุณรับรู้ความเจ็บปวดของผู้อื่น นั่นแปลว่าคุณเป็นมนุษย์” … Leo Tolstoy
ปัญหาสังคมไทยที่เป็นวิกฤติในปัจจุบัน คือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากไวรัสโคโรนากลุ่มอาการทางเดินทางหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเริ่มปรากฏในเดือนธันวาคม 2562 ที่นครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน จากนั้นต่อมาได้มีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลก ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในประเทศไทยก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกปี บางปีสถานการณ์รุนแรงส่งผลกระทบต่อสุขภาพถึงขั้นต้องออกมาตรการเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหา ด้วยคำแนะนำการดูแลสุขภาพและเตือนประชาชนให้ระวังหรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานหรือการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง รวมทั้งภาวะโลกร้อน (Global warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) นับวันจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นมีผลทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดภัยธรรมชาติบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น
สภาวการณ์ปัญหาทั้งปวงส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่เชื่อมโยงไปถึงระบบเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทุกมิติที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างความสมดุลเพื่อการบริหารชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย เป็นผลให้มีการรณรงค์แนวทางแก้ไขที่อยู่บนพื้นฐานของคุณค่าด้วยการร่วมมือกันของมนุษยชาติที่ต้องรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ให้มีส่วนร่วมในการศึกษา สร้างแนวทางป้องกันปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ และการสื่อสารความเห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน อันเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักรู้เพื่อสวัสดิภาพอย่างยั่งยืนของมวลชน
วารสาร “ปราชญ์ประชาคม” ณ วันนี้ เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2566 คณะทำงานยังคงมุ่งหวังตั้งมั่นตามปณิธานสืบสานหน้าที่ของตน คือ ทำเหตุให้ดีที่สุด เพื่อผลที่ดีที่สุดต่อสังคมแห่งการเรียนรู้เป็นอนันตกาล แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีสัญญาณการรับรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตทุกนาทีชีวิตจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง เพราะเพียงชั่วขณะที่เรายังมีความมั่นใจในความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความอยู่รอดปลอดภัย หรือความสุขกายสบายอารมณ์ แล้วนาทีต่อมาความสุขสมอารมณ์หมาย อาจถูกท้าทายให้พลัดพรากสูญสลายทุกอย่างไปแล้วตามความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่งด้วยกฎแห่งโลกธรรม ตอกย้ำให้มนุษย์ได้เข้าใจตรงกันว่าความสำเร็จในอดีตนั้น มิใช่เป็นหลักประกันในอนาคต
กองบรรณาธิการ จึงขอขอบพระคุณในมิตรภาพที่งดงามจากความเอื้ออารีวิถีปราชญ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ความเสียสละด้วยจิตอาสาของคณะทำงานและผู้ส่งบทความวิชาการ ที่ทำให้วารสารฉบับนี้มีความสมบูรณ์ทั้งคุณค่าและความหมายต่อสาธารณชน ตามความฝันและพลังที่มั่นคงในวลีปัญญาชนว่า …
“อย่าเป็นคนที่งดงามสำหรับโลกใบนี้ แต่จงเลือกคนที่ทำให้โลกใบนี้ของคุณงดงาม”
มีนาคม - เมษายน
ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (2566)
วารสาร “ปราชญ์ประชาคม” วาระของเดือนมีนาคม-เมษายน 2566 ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ฉบับนี้ปรากฏในรูปแบบของปกวารสาร สื่อสารส่งสัญญาณการเลือกตั้งของเมืองไทยกำลังจะอุบัติมีอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม ศกนี้ สังเกตจากการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีบรรยากาศสีสันสร้างฝันก่อนวันเลือกตั้ง อวดนโยบายของพรรคแก้ปัญหาสารพัดในประเทศพร้อมอากัปกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนตามสำนวนไทย
“ชาวนาชาวไร่ เมื่อเห็นมดย้ายรัง มักจะรู้ว่าฤดูฝนจะมาถึง
ชาวมงชาวเล เมื่อเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดง มักจะรู้ว่าฤดูมรสุมใกล้จะมาถึง
ชาวบ้านชาวเมือง เมื่อเห็นคนรวยไหว้คนจน ขอให้รู้ว่า ฤดูกาลเลือกตั้งจะมาถึงแล้ว”
การให้โอกาส ให้พื้นที่ และให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนได้ใช้สิทธิทางการเมืองในฐานะพลเมืองอย่างเสมอภาคกัน คนจนหรือคนชายขอบของสังคมย่อมมีสิทธิมีเสียงเท่ากับเจ้าสัว คหบดี มหาเศรษฐี และข้าราชการชั้นสูง นั่นคือ การเลือกตั้ง ไม่เลือกปฏิบัติเจาะจงคนใดคนหนึ่งตามอำเภอใจ ไม่ผูกขาดแต่งตั้งกันเอง หรือใช้กองกำลังเข้ายึดครองสนองอำนาจพวกพ้องของตน กระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นทั้งความฝัน ความหวัง ปลุกเร้าพลังพลเมืองเพื่อมาทำหน้าที่หาตัวแทนเป็นนักการเมืองคุณภาพ ที่มิใช่เพียงแค่วาทกรรมความเป็นคนดีว่านอนสอนง่ายตามวิถีปฏิบัติที่คุ้นชิน
“คุณภาพของผู้แทนคือภาพที่สะท้อนของสังคม” มนุษย์ทุกคนจะขยับเขยื้อนเคลื่อนที่เสาะแสวงหาหมุดหมายที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะในทางใดก็ทางหนึ่ง การกระทำ วิธีคิด และทัศนคติของมนุษย์นั้นจะนำพาไปสู่เป้าหมายอันเหมาะสมดีงามเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ฉันใด การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในครั้งนี้ ก็ฉันนั้น ประชาชาติจะประเมินผลงานของรัฐบาลในอดีต แล้วคัดกรองคนที่มิใช่ออกไปจากวงจรของการเมืองและคัดเลือกนำพาคนที่ใช่เข้ามาเป็นตัวแทนใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
วารสาร “ปราชญ์ประชาคม” แม้เป็นวารสารออนไลน์ในพื้นที่แบบพอเพียง ยินดีเป็นกระบอกเสียงตามปณิธานที่มุ่งมั่นเสริมสร้างเวทีวิชาการเรียนรู้ เพื่อขัดเกลาให้ประชาคมอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เท่าทันโลกร่วมสมัยจวบถึงให้เป็นสังคมอุดมคติอาริยชาติ
ขอขอบพระคุณ เจ้าของบทความวิจัยและบทความวิชาการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจนำเสนอผลงานมาเผยแพร่แก่ผองเพื่อนในโลกหล้าแบบออนไลน์ และผู้ทรงคุณวุฒิที่อนุเคราะห์รับพิจารณาประเมินบทความ ตลอดถึงทีมงานจัดการวารสารทุกคนที่ผลักดันปั้นปรับแก้ไขแบบฉบับให้มีความสมบูรณ์ และหากมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนด้วยหลักการใด ๆ ในเล่มวารสาร คณะทำงานฯ ต้องขออภัยด้วยจิตภักดิ์ พร้อมจักเร่งนำไปแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป
บรรณาธิการ
มกราคม-กุมภาพันธ์
ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (2566)
วารสาร “ปราชญ์ประชาคม” ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ของเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 ฉบับปฐมฤกษ์ ได้เสียงตอบรับความไว้วางใจจากนักวิชาการ นักการศึกษา และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี มีทักทายให้กำลังใจจากช่องทางเพจ Facebook ด้วยกดไลก์และกดแชร์ ก็มากล้น มีขอทราบสถานะวารสารในฐาน TCI ก็มากมาย มีการตั้งคำถามเชิงสังเกตด้วยเหตุผลอัตวิสัย ก็มี (บ้าง) ซึ่งล้วนเป็นแรงใจสำคัญให้คณะทำงานได้ระมัดระวังข้อบกพร่องที่จะพึงมีและปฏิบัติการสร้างเครือข่ายงานบริการวิทยาการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก่อนนำสื่อสารสู่สังคมสาธารณะ
วารสารฉบับนี้ มีบางท่านเป็นนักเขียนเกียรติคุณให้การอุปถัมภ์บทความสารัตถะสากลเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่เป็นปฐมบท เป็นนักเขียนรับเชิญกรณีพิเศษที่มอบบทความให้มาเป็นขวัญฉบับประดับวารสาร โดยที่คณะทำงานได้พิจารณาความเหมาะสมมากกว่าอิงเกณฑ์ที่วางไว้ เพราะถือว่าคุณวุฒิและคุณสมบัติของท่านเหล่านั้น ต่างล้วนมีประสบการณ์งานวิชาการมานานกาลและเป็นปูชนียบุคคลที่ควรค่าต่อการเชิดชูให้คงอยู่เป็นทิฏฐานุคติสำหรับอนุชนคนรุ่นใหม่
อนึ่ง มีคำถามเชิงคาดหวังประโยชน์ต่างตอบแทนของผู้เขียนที่จะได้รับจากบทความที่ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ความมุ่งหมายครุ่นคิดพินิจคำนึงอย่างถี่ถ้วนตามสิทธิที่ควรได้รับจากการเขียนงาน และเห็นว่าผู้อื่น (วารสาร) จะเอารัดเอาเปรียบผลงานของตนไปแสวงหาประโยชน์นั้น นับว่าเป็นความสับสนในบทบาทของความเป็นปราชญ์เมธีที่รักต่อการบริการวิชาการ แท้จริงแล้ว หากใคร่เป็นนักวิชาการโดยจรรยาบรรณ ย่อมต้องมีพันธสัญญา คือ การนำสื่อเสนอสารัตถะวิทยาการหรือองค์ความรู้ของตนสู่โลกกว้างให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชน จึงจักได้ชื่อว่าเป็นคุณค่าหรือหน้าที่ของปัญญาชน
การจำแนก “ประโยชน์ตน และ ประโยชน์ท่าน” ย่อมเป็นไปตามจริต รสนิยม และอุดมการณ์ชีวิตที่แตกต่างในแต่ละปัจเจกชนบนพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมที่กำกับกรอบวิถี ซึ่งการนำเอาหลักคิดแนวพฤติกรรมที่คุ้นชินมาสร้างความคลางแคลงใจ จึงยากแท้หยั่งถึงสิ่งที่ต้องแจง เพราะคำตอบนั้นแฝงอยู่โดยรู้เช่นเห็นชาติที่ต่างเข้าใจ เคารพ และให้เกียรติต่อกัน
กองบรรณาธิการ จึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมต่อการสร้างสรรค์ผลงานวิทยาการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณากลั่นกรองบทความ และผู้ให้การสนับสนุนแรงใจทั้งในถิ่นใกล้และแดนไกลที่ได้เข้ามาแวะชมเสนอแนะตามช่องทางสื่อต่าง ๆ สะท้อนแนวทางแก้ไขการปฏิบัติงานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และโดยการนี้ คณะทำงานยังคงมุ่งมั่นตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานบนฐานของเวทีวิชาการ เป็นสะพานเชื่อมสู่สาธารณชนคนรักการศึกษาเพื่อพัฒนาตนและสังคม แม้ว่าจักมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในบางประการ ถึงกระนั้น จะส่งเสริมสืบสานงานให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของวารสารและขับเคลื่อนงานของปราชญ์ประชาคมให้เป็นประโยชน์อันไพบูลย์ของสังคมต่อไป
บรรณาธิการ