จรรยาบรรณของบรรณาธิการ

  1. การกำกับดูแลตามนโยบายและจริยธรรม
    บรรณาธิการต้องกำกับ ติดตาม และดูแลการดำเนินงานของวารสารให้เป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของวารสาร ตลอดจนหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ว่าด้วยการประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI ฉบับ พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568
  2. การพิจารณาคุณภาพและความเหมาะสมของบทความ
    บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาคุณภาพและความเหมาะสมของบทความในเบื้องต้น โดยพิจารณาชื่อเรื่อง ขอบเขต โครงสร้าง ความชัดเจนของเนื้อหา ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ตลอดจนความสอดคล้องกับนโยบายและขอบเขตของวารสาร และต้องคัดเลือกบทความเพื่อเผยแพร่ภายหลังผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิตามหลักเกณฑ์ของวารสาร
  3. ความเป็นกลางและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
    บรรณาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติและความลำเอียง และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียนหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับบทความ ทั้งนี้ หากบรรณาธิการมีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความ ต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาบทความนั้น
  4. การรักษาความลับของกระบวนการประเมินบทความ
    บรรณาธิการต้องรักษาความลับของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบทความและไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้เขียนหรือผู้ทรงคุณวุฒิแก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ โดยวารสารดำเนินการประเมินบทความในรูปแบบ Double-Blind Peer Review
  5. การป้องกันการลอกเลียนผลงานและการประพฤติผิดทางจริยธรรม
    บรรณาธิการต้องกำกับดูแลและดำเนินการอย่างเหมาะสมเมื่อพบว่าผู้เขียนหรือบทความมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการประพฤติผิดทางจริยธรรม เช่น การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) การนำผลงานที่เคยตีพิมพ์แล้วมาส่งซ้ำ หรือการปลอมแปลงและบิดเบือนข้อมูล โดยวารสารจะตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความด้วยโปรแกรมที่เหมาะสม เช่น CopyCat ของ ThaiJO และกำหนดค่าความซ้ำซ้อน ไม่เกินร้อยละ 20

หากตรวจพบความซ้ำซ้อนเกินเกณฑ์ที่กำหนด บรรณาธิการอาจระงับกระบวนการพิจารณาบทความและขอคำชี้แจงจากผู้เขียน เพื่อประกอบการพิจารณารับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์ตามความเหมาะสม

  1. ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัย
    บรรณาธิการต้องพิจารณาคุณภาพของบทความโดยคำนึงถึงความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความสมเหตุสมผลของผลการวิจัย โดยผลการวิจัยและหลักฐานทางวิชาการต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบการตัดสินใจตีพิมพ์ ทั้งนี้ ต้องไม่เลือกตีพิมพ์บทความโดยพิจารณาจากผลการวิจัยเพียงประการเดียว
  2. การใช้และการรักษาข้อมูลในต้นฉบับบทความ
    บรรณาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาบทความต้องไม่นำข้อมูล แนวคิด เนื้อหา หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นฉบับไปใช้เป็นผลงานของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
  3. การดำเนินการกรณีพบการประพฤติผิดทางจริยธรรม
    หากภายหลังพบว่าบทความมีการลอกเลียนผลงาน การปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูล หรือการประพฤติผิดทางจริยธรรมอย่างมีนัยสำคัญ บรรณาธิการต้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมตามหลักจริยธรรมการตีพิมพ์และนโยบายของวารสาร รวมถึงพิจารณาการถอนบทความ (Retraction) เมื่อมีเหตุอันสมควร โดยดำเนินการตามกระบวนการที่วารสารกำหนด
  4. การกำกับดูแลคุณภาพการอ้างอิง
    บรรณาธิการต้องกำกับดูแลคุณภาพและความถูกต้องของการอ้างอิงในบทความและวารสาร โดยไม่เรียกร้องหรือชักนำให้ผู้เขียนอ้างอิงบทความของวารสารหรือของบุคคลใดโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการที่เหมาะสม และต้องไม่สนับสนุนการอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ถูกต้อง หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทความ
  5. ความโปร่งใสในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
    บรรณาธิการต้องกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (Page Charge/Article Processing Charge: APC) ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยวารสารต้องประกาศอัตราค่าธรรมเนียม เงื่อนไข และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ผู้เขียนทราบอย่างชัดเจน และดำเนินการเรียกเก็บตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้
  6. การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ
    บรรณาธิการมีหน้าที่บริหารและกำกับการปฏิบัติงานของกองบรรณาธิการอย่างเหมาะสม โดยพิจารณามอบหมายภารกิจให้สอดคล้องกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของสมาชิกแต่ละท่าน เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ
  7. การพิจารณาและตัดสินใจตีพิมพ์
    การพิจารณาและตัดสินใจรับหรือปฏิเสธบทความเพื่อการตีพิมพ์อยู่ภายใต้ดุลพินิจและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ โดยพิจารณาจากคุณภาพทางวิชาการ ความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความสอดคล้องกับขอบเขตและนโยบายของวารสาร รวมถึงผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ในกรณีที่ผลการประเมินมีความแตกต่างหรือเกิดประเด็นที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ การตัดสินใจของหัวหน้ากองบรรณาธิการ (Editor-in-Chief) ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

จรรยาบรรณของผู้เขียนบทความ

ผู้เขียนบทความพึงยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรมทางวิชาการ ตลอดจนปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการวิจัยและการเผยแพร่ผลงาน โดยมีแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ผู้เขียนต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับสาขาวิชาและหัวข้อที่ศึกษา เพื่อให้สามารถดำเนินการวิจัย วิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ รวมทั้งลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางวิชาการ
  2. ผู้เขียนต้องมีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อกระบวนการวิจัยและผลงานทางวิชาการ ไม่คัดลอกหรือนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง และต้องให้เกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานโดยระบุแหล่งที่มาของข้อมูล แนวคิด หรือผลงานที่นำมาใช้ไว้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  3. ผู้เขียนต้องดำเนินการวิจัยด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และเที่ยงตรง โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการวิจัย สัตว์ทดลอง พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  4. ผู้เขียนต้องเคารพศักดิ์ศรี สิทธิ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และไม่คำนึงถึงประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยต่อสิทธิหรือศักดิ์ศรีของผู้อื่น
  5. ผู้เขียนต้องดำเนินการวิจัยและนำเสนอผลงานโดยปราศจากอคติ ไม่บิดเบือน ปกปิด หรือเลือกนำเสนอข้อมูลและข้อค้นพบเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นหรือผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ
  6. ผู้เขียนควรนำผลงานไปใช้และเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคมอย่างเหมาะสม ไม่กล่าวอ้างหรือขยายผลการวิจัยเกินกว่าข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ และไม่นำผลงานไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือขัดต่อหลักจริยธรรม
  7. ผู้เขียนควรเคารพความคิดเห็นและผลงานทางวิชาการของผู้อื่น พร้อมเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินงานตามความเหมาะสม รับฟังข้อคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการ และพร้อมปรับปรุงแก้ไขผลงานของตนตามข้อเสนอแนะที่เหมาะสม
  8. การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ผู้เขียนควรเลือกใช้แหล่งข้อมูลทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) เช่น บทความวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed Articles) และหนังสือหรือตำราทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตทั่วไปหรือวิทยานิพนธ์ เว้นแต่มีความจำเป็นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่ศึกษา
  9. การตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความ วารสารจะดำเนินการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความด้วยโปรแกรม Turnitin และ CopyCat ของ ThaiJO โดยกำหนดค่าความซ้ำซ้อนของบทความ ไม่เกินร้อยละ 20 ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

 

จรรยาบรรณของผู้ทรงคุณวุฒิตรวจพิจารณาบทความ

  1. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทความที่ได้รับมอบหมาย และควรรับประเมินเฉพาะบทความที่อยู่ในสาขาวิชาที่ตนมีความเชี่ยวชาญ หากเห็นว่าบทความอยู่นอกเหนือความรู้ความสามารถของตน หรือไม่สามารถประเมินได้อย่างเหมาะสม ควรแจ้งบรรณาธิการและปฏิเสธการประเมินบทความนั้น
  2. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องประเมินบทความด้วยความเป็นกลาง ยุติธรรม และปราศจากอคติ โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางวิชาการในการพิจารณาคุณภาพของบทความอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลทางวิชาการรองรับเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน และควรให้ข้อเสนอแนะในลักษณะที่สร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้ผู้เขียนสามารถปรับปรุงบทความให้มีความถูกต้องและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
  3. ผู้ทรงคุณวุฒิควรพิจารณาบทความอย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยพิจารณาความเหมาะสมของชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ความเป็นมา ระเบียบวิธีวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงาน ความถูกต้องของข้อมูล การวิเคราะห์และการตีความผล การสรุปและอภิปรายผล การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ตลอดจนคุณค่าและประโยชน์ของผลงานที่มีต่อวงวิชาการ ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและความเข้มข้นทางวิชาการของบทความตามมาตรฐานของสาขาวิชา
  4. ผู้ทรงคุณวุฒิควรเสนอแนะผลงานวิจัยหรือแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับบทความ ในกรณีที่เห็นว่าบทความยังขาดการอ้างอิงผลงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การเสนอแนะต้องมีเหตุผลทางวิชาการและไม่ควรเป็นการเรียกร้องให้ผู้เขียนอ้างอิงผลงานของผู้ทรงคุณวุฒิหรือวารสารใดโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา
  5. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียนหรือผลงานที่ได้รับการประเมิน รวมถึงไม่ควรเป็นบุคลากรในสถาบันเดียวกัน หรือเคยสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียนในลักษณะที่อาจส่งผลต่อความเป็นกลางในการประเมิน หากพบว่าตนเองมีความสัมพันธ์หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจกระทบต่อการประเมิน ต้องแจ้งบรรณาธิการและปฏิเสธการประเมินบทความดังกล่าว
  6. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่อยู่ในสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการแข่งขันทางวิชาการกับผู้เขียน เช่น กำลังดำเนินการวิจัยหรือเตรียมบทความในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกันจนมีความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทางวิชาการ ทั้งนี้ รวมถึงกรณีที่มีความขัดแย้งทางทฤษฎีหรือแนวคิดทางวิชาการอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้การประเมินไม่เป็นกลาง
  7. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องรักษาความลับของบทความและข้อมูลที่ได้รับจากกระบวนการประเมิน และต้องไม่เปิดเผย ส่งต่อ คัดลอก หรือเผยแพร่เนื้อหา ข้อมูล หรือผลการประเมินให้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งในระหว่างการประเมินและภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการประเมิน
  8. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่คัดลอก นำข้อมูล แนวคิด หรือเนื้อหาบางส่วนหรือทั้งหมดของบทความไปใช้เป็นผลงานของตนเอง หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับจากบทความเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือทางวิชาการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
  9. หากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่าบทความมีเนื้อหาที่อาจซ้ำซ้อนหรือนำไปใช้โดยมิชอบจากผลงานอื่น เช่น การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) หรือการนำผลงานที่เคยเผยแพร่แล้วมาใช้ซ้ำ ควรแจ้งให้บรรณาธิการทราบโดยเร็ว พร้อมระบุแหล่งข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรณาธิการดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของวารสาร
  10. ผู้ทรงคุณวุฒิควรปฏิบัติตามระยะเวลาที่วารสารกำหนด หากไม่สามารถดำเนินการประเมินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ควรแจ้งบรรณาธิการโดยเร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดหาผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นได้อย่างเหมาะสม
  11. การให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับชื่อเรื่อง ผู้ทรงคุณวุฒิสามารถเสนอแนะการปรับแก้ชื่อเรื่องของบทความวิชาการได้ตามความเหมาะสม สำหรับบทความวิจัย ควรพิจารณาชื่อเรื่องโดยคำนึงถึงความถูกต้องและความสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย และไม่ควรเสนอให้เปลี่ยนชื่อเรื่องโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการที่เหมาะสม
  12. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจรับหรือปฏิเสธบทความนอกเหนือจากบทบาทของผู้ประเมิน โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการตีพิมพ์บทความเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางวิชาการอย่างเป็นอิสระและมีเหตุผลประกอบการพิจารณา