วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl <p><strong>เกี่ยวกับเรา</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันอยู่ใน ฐานข้อมูล กลุ่มที่ 2 (ปี 2568-2572)</p> <p>สาขา Social Sciences ของ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre (TCI))</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านพัฒนาการเรียนการสอน ของคณาจารย์</p> <p>นักวิชาการ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน อันมีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ</p> <p> - การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน</p> <p> - การพัฒนาศักยภาพของผู้สอน</p> <p> - การพัฒนารูปแบบการสอน</p> <p> - การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน</p> <p> - การพัฒนาเทคนิคการสอน</p> <p> - การสร้างหรือพัฒนาอุปกรณ์สื่อการสอนทั่วไป</p> <p> - การสร้างหรือพัฒนาอุปกรณ์สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ e-Learning หรือ นวัตกรรม</p> <p> - การปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยสนับสนุนทางการเรียนรู้</p> <p> - การปรับปรุงพัฒนากระบวนการหรือวิธีการวัดและประเมินผล</p> <p> - การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติของผู้เรียน</p> <p> - งานวิจัยในชั้นเรียน</p> <p> - ฯลฯ</p> <p>ISSN 2822-1400 (Print)</p> <p>ISSN 2822-146X (Online)</p> มหาวิทยาลัยรังสิต th-TH วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต 2822-1400 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับแผนภาพเชิงสาเหตุ เพื่อพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5888 <p>งานวิจัยปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับแผนภาพเชิงสาเหตุ สาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนที่ผ่านการจัด<br>การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับแผนภาพเชิงสาเหตุ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จานวน 40 คน ที่เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1.แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จานวน 4 แผน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 3 คาบ/ชั่วโมง มีประสิทธิภาพเครื่องมือโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ผลค่าประสิทธิภาพ 4.47 มีความเหมาะสมมาก 2.แบบวัดความคิดอย่างเป็นระบบ มีลักษณะเป็นแบบวัดอัตนัย จานวน 10 ข้อ มีประสิทธิภาพเครื่องมือโดยหาค่า IOC สูงกว่า 0.5 ผลการวิจัยพบว่า 1.แนวทางการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับแผนภาพเชิงสาเหตุซึ่งผู้วิจัยใช้รูปแบบของ Islakhiyah, Sutopo, &amp; Yulianti (2018) ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสังเกตปรากฏการณ์ 2) ขั้นสร้างคาอธิบายเบื้องต้น 3) ขั้นการตรวจสอบ 4) ขั้นรวบรวมคาอธิบายสุดท้าย 5) ขั้นการให้เหตุผล 2.ค่าเฉลี่ยความคิดอย่างเป็นระบบของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียน (x̅ =27.14) สูงกว่าก่อนเรียน (x̅ =16.72) อยู่ในระดับดีมาก</p> จรุงจิต จรวุฒิพันธ์ สุริยา ชาปู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 1 14 Environmental Education in Thai High Schools: The Insights into Learning Objectives and Pedagogical Approaches https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5890 <p>Environmental Education (EE) has been recognized by the United Nations Sustainable Development<br>Goals (SDGs) as a vital component in fostering environmentally literate citizens and promoting global<br>sustainability. However, despite its acknowledged importance, there is limited understanding of how high<br>school teachers integrate EE into authentic learning environments. Existing literature on environmentally EE<br>has predominantly concentrated on interventions and their effects on environmental knowledge, proenvironmental<br>behaviors, and related outcomes. This study employed simple random sampling to select<br>42 teachers from 22 secondary schools regarding their learning objectives and pedagogical approaches in EE.<br>The respondents were selected from three groups of teachers: 1) biological or environmental science<br>teachers, 2) social studies or civic education teachers, and 3) advisors for assemblies or extracurricular<br>activities related to EE or sustainable development. The data were systematically analyzed by calculating<br>the frequency and percentage distributions of the respondents’ selections, as well as identifying the key<br>learning objectives and pedagogical approaches utilized by the teachers. The findings indicated that the<br>primary goals of EE were the application of knowledge, the cultivation of environmental values, and the<br>acquisition of environmental knowledge. The most commonly employed pedagogical approaches included<br>traditional lectures, inquiry-based learning, and problem-based learning. Conversely, less frequently adopted<br>approaches encompassed place-based learning, emancipatory approach, and action project learning. The<br>study further revealed that classroom-based EE tended to prioritize knowledge acquisition and its practical<br>application, rather than fostering students’ ability to initiate environmental change through collaboration<br>with relevant stakeholders. These findings highlight the necessity for expanding the repertoire of pedagogical<br>approaches in EE and advocate for a shift towards more proactive, capacity-building approaches that<br>encourage collaborative networks. Such an approach would empower students to actively engage in<br>addressing environmental challenges.</p> Boonsatien Boonsoong Sarayoot Channakorn Jeerawan Ketsing ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 15 33 การวิจัยเรื่องผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม AEC Together เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์ เรื่องประชาคมอาเซียน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5891 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์ เรื่องประชาคมอาเซียน ของ<br>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม AEC Together และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มี<br>ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมบอร์ดเกม AEC Together ประชากรคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ของ<br>โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีการศึกษา 2565 กลุ่มเป้าหมายจานวน 30 คน การวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบ<br>ความรู้ ความเข้าใจและการวิเคราะห์ เรื่องประชาคมอาเซียน จานวน 20 ข้อ แบบ 4 ตัวเลือก และสอบถามความพึงใจต่อ<br>การเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม AEC Together จานวน 20 ประเด็น แบ่งออกเป็น 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติคือหาค่า<br>ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเล่นกับหลังเล่นบอร์ดเกม ในรูปแบบ (One Group Pretest - Posttest Design) ค่าเฉลี่ย<br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนามาวิเคราะห์ ประมวลผล เรียบเรียงและนาเสนอในรูปแบบความเรียงและตารางประกอบความ<br>เรียง เชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เล่นมีความรู้ ความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์ เรื่องประชาคมอาเซียนหลัง<br>การเล่นสูงกว่าก่อนการเล่น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=2.093, p=0.000) และความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ผ่าน<br>บอร์ดเกม AEC Together พบว่าความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกม AEC Together อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =<br>4.70) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าบอร์ดเกมเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดี อยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.86) และในระดับน้อยที่สุด คือ<br>ระยะเวลาการเล่นเกม และ ผู้เล่นเข้าใจเรื่องความร่วมมือและความขัดแย้งของประชาคมอาเซียนเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก ( X<br>= 4.48) จากการศึกษาควรมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม AEC Together เพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องประชาคม<br>อาเซียน สาหรับเยาวชนเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน</p> ศักดิ์สิทธิ์ หัสมินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 34 47 การจัดการนวัตกรรมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5889 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอการจัดการนวัตกรรมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ได้จากการศึกษาสังเคราะห์วรรณกรรมไทยและต่างประเทศ และนโยบายด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5C Model มีองค์ประกอบดังนี้ Creativity: มุมมองเชิงสร้างสรรค์มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการที่สามารถตอบสนองความต้องการและปัญหาของนักเรียนได้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่น โดยใช้แนวคิดที่เปิดกว้างและนวัตกรรมในการออกแบบระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน Comfort: ความเอาใจใส่ที่เน้นการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที Collaboration: การประสานงานร่วมกันเป็นการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นอย่างเปิดเผย เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่นักเรียนเผชิญอย่างทันท่วงที Careful: รอบคอบและระมัดระวังเป็นการปฏิบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนและใส่ใจในทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันเวลา การรอบคอบเริ่มจากการสังเกตและวิเคราะห์ปัญหาแต่ละด้านของนักเรียนอย่างแม่นยำ และ Courage: ความกล้าหาญเป็นความพร้อมของครูและผู้ดูแลในการเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาของนักเรียนอย่างตรงไปตรงมา แม้ปัญหานั้นจะซับซ้อนหรือท้าทาย การกล้าตัดสินใจ และการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง พร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางการช่วยเหลือเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งการจัดการนวัตกรรมช่วยให้ระบบการดูแลนักเรียนมีความเป็นเอกภาพส่งเสริมการจัดการเชิงระบบและบูรณาการและสอดคล้องกันมากขึ้น ทั้งในระดับโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานโดยรวม</p> อนันต์ ดีขำ เฉลิมพล มีชัย วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 48 62 ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ และห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนและความเข้าใจทางวัฒนธรรม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5897 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือและห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนและความเข้าใจทางวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ 1) ศึกษาพัฒนาการทักษะการพูดภาษาจีน 2) เปรียบเทียบความเข้าใจทางวัฒนธรรมของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนตามรูปแบบ &nbsp;กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนแผนศิลป์ภาษาจีน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 รวมนักเรียนจำนวน 11 คน โดยใช้</p> <p>การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ &nbsp;แผนการจัดการเรียนรู้&nbsp; แบบทดสอบทักษะการพูด แบบวัดความเข้าใจทางวัฒนธรรม แบบทดสอบผลการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า &nbsp;&nbsp;1) พัฒนาการทักษะการพูดภาษาจีนของนักเรียนสูงขึ้นในช่วงระหว่างเรียนจากระดับดีเป็นระดับดีมาก 2) ความเข้าใจทางวัฒนธรรมของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก</p> ฐิติมุนินทร์ ชูประดิษฐ์ ชนสิทธิ์ สิทธิ์สููงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 63 82 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5898 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐาน</p> <p>ที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ต จำนวน 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ 6 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแนวทาง</p> <p>การจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ รวมเวลา 18 ชั่วโมง &nbsp;</p> <p>2) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ &nbsp;แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน ลักษณะคำถามปลายเปิด ฉบับละ 3 สถานการณ์ และ อนุทินการเรียนรู้จาก 6 วงจรปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและ</p> <p>เชิงปริมาณ โดยข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์จากการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัยร่วมกับผู้สังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถสังเกต ระบุปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ แต่ในขั้นสืบเสาะนักเรียนส่วนมากจะเลือกใช้สื่ออินเทอร์เน็ตโดยขาดการจับประเด็นสำคัญ และข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย และ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีระดับทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนในภาพรวมร้อยละ 81.33 สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีระดับทักษะการแก้ปัญหาในภาพรวมร้อยละ 53.66 &nbsp;และมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ระดับกลาง คือ 37.57</p> จุฑาทิพย์ แช่ทอง ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 83 96 การพัฒนาสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สด้วยแนวคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถของทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษและทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5899 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สด้วยแนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส และ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 &nbsp;กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องละ 60 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 120 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีนักเรียนระดับการเรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส แบบประเมินคุณภาพสื่อ แบบทดสอบทักษะการอ่านออกเสียง และแบบประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบทางเดียว (Multivariate Analysis of Variance: One-Way MANOVA) &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคุณภาพของชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.85, S.D. = 0.17) เมื่อพิจารณาแต่ละด้านของรายการประเมินพบว่า ในด้านด้านเนื้อหามีคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.44, S.D. = 0.29) ในด้านเทคนิคการผลิตสื่อมีคุณภาพอยู่ในดีระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.65, S.D. = 0.29) และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถของทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สมีค่าเฉลี่ยความสามารถของทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มการเรียนรู้แบบปกติ และกลุ่มการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อ</p> <p>ความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สให้ค่าเฉลี่ยทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สด้วยแนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส และ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 &nbsp;กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องละ 60 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 120 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีนักเรียนระดับการเรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส แบบประเมินคุณภาพสื่อ แบบทดสอบทักษะการอ่านออกเสียง และแบบประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบทางเดียว (Multivariate Analysis of Variance: One-Way MANOVA) &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคุณภาพของชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์ส ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.85, S.D. = 0.17) เมื่อพิจารณาแต่ละด้านของรายการประเมินพบว่า ในด้านด้านเนื้อหามีคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.44, S.D. = 0.29) ในด้านเทคนิคการผลิตสื่อมีคุณภาพอยู่ในดีระดับ มากที่สุด (&nbsp;= 4.65, S.D. = 0.29) และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถของทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สมีค่าเฉลี่ยความสามารถของทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มการเรียนรู้แบบปกติ และกลุ่มการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อ</p> <p>ความจริงเสริมร่วมกับเมตาเวิร์สให้ค่าเฉลี่ยทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กันยารัตน์ ศรีวิสทิยกุล ธันยพร ทองสม ทนงศักดิ์ โสวจัสสตากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-12 2026-01-12 20 1 97 115 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา นาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน โดยใช้บทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/5947 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต&nbsp; วิชานาฏศิลป์&nbsp; เรื่อง&nbsp; รำวงมาตรฐาน&nbsp; 2)เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1/E2=80/80) ของบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชานาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พุทธิพิสัย) ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เรียนด้วยบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชานาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน&nbsp; กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp; ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอพนม&nbsp; จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;&nbsp; สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 30 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต&nbsp; วิชานาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต&nbsp; วิชานาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน&nbsp; จำนวน 6 แผน&nbsp; 3)&nbsp; แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พุทธิพิสัย) วิชานาฏศิลป์&nbsp; เรื่อง&nbsp; รำวงมาตรฐาน&nbsp; จำนวน 30 ข้อ&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย (× ̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สำหรับวิเคราะห์คะแนนจากแบบฝึกหัดระหว่างบทเรียนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 2) การทดสอบค่าที (Paired t-Test) สำหรับวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังเรียนจากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต&nbsp; วิชานาฏศิลป์&nbsp; เรื่อง&nbsp; รำวงมาตรฐาน มีการพัฒนาตามขั้นตอนและวิธีการสร้างบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และมีขอบเขตเนื้อหาจากการวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ และสาระสำคัญเกี่ยวกับรำวงมาตรฐาน มีลักษณะเป็นบทเรียนจำนวน&nbsp; 4&nbsp; บท วางบนเว็บไซต์ชื่อ https://coachtortew.com&nbsp;&nbsp; บทเรียนประกอบด้วย&nbsp; ข้อมูลรายวิชา&nbsp; มาตรฐานการเรียนรู้&nbsp; ตัวชี้วัด&nbsp; จุดประสงค์การเรียนรู้&nbsp; สาระสำคัญ เนื้อหา&nbsp; กิจกรรม&nbsp; แบบฝึกหัดประจำบท&nbsp; และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน&nbsp; โดยนำเสนอด้วยข้อความ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว 2) ประสิทธิภาพของบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต&nbsp; วิชานาฏศิลป์&nbsp; ได้จากการนำคะแนนแบบฝึกหัดและคะแนนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย มาวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของกระบวน/การประสิทธิภาพของผลลัพธ์&nbsp; E1/E2 มีค่าเท่ากับ 86.83 /81.67&nbsp; 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พุทธิพิสัย) วิชานาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังสูงกว่าก่อนการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;0.05</p> กาญจนา จันทร์ประเสริฐ ธนาวัฒน์ ธารายศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-13 2026-01-13 20 1 116 131