วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl
<p><strong>เกี่ยวกับเรา</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันอยู่ใน ฐานข้อมูล กลุ่มที่ 2 (ปี 2568-2572)</p> <p>สาขา Social Sciences ของ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre (TCI))</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านพัฒนาการเรียนการสอน ของคณาจารย์</p> <p>นักวิชาการ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน อันมีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ</p> <p> - การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน</p> <p> - การพัฒนาศักยภาพของผู้สอน</p> <p> - การพัฒนารูปแบบการสอน</p> <p> - การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน</p> <p> - การพัฒนาเทคนิคการสอน</p> <p> - การสร้างหรือพัฒนาอุปกรณ์สื่อการสอนทั่วไป</p> <p> - การสร้างหรือพัฒนาอุปกรณ์สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ e-Learning หรือ นวัตกรรม</p> <p> - การปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยสนับสนุนทางการเรียนรู้</p> <p> - การปรับปรุงพัฒนากระบวนการหรือวิธีการวัดและประเมินผล</p> <p> - การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติของผู้เรียน</p> <p> - งานวิจัยในชั้นเรียน</p> <p> - ฯลฯ</p> <p>ISSN 2822-1400 (Print)</p> <p>ISSN 2822-146X (Online)</p>
มหาวิทยาลัยรังสิต
th-TH
วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต
2822-1400
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
การส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียนระดับประถมศึกษาผ่านพันธมิตรสะเต็ม: กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7905
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและแนวการปฏิบัติในการส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียนระดับประถมศึกษาผ่านพันธมิตรสะเต็ม การวิจัยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเดียวในโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดการเรียนรู้สะเต็ม หน่วยการเรียนรู้สะเต็ม เรื่อง ยานพาหนะ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคต้น ปีการศึกษา 2565 ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 8 คน นักวิชาการด้านสะเต็มศึกษาจากมหาวิทยาลัย 1 คน และวิศวกรอาสา 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ บันทึกการประชุมเพื่อวางแผนการสอน บันทึกหลังสอน แบบสัมภาษณ์พันธมิตรสะเต็ม และแบบประเมินชิ้นงานของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์ประเด็นหลัก ผลการวิจัยพบว่าการวางแผนการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในพันธมิตรสะเต็มมีความสำคัญ โดยความเป็นกัลยาณมิตรและการสะท้อนคิดร่วมกันของพันธมิตรสะเต็มทำให้งานประสบความสำเร็จ ซึ่งการเรียนรู้สะเต็มด้วยการออกแบบส่งเสริมสมรรถนะสำคัญตลอดจนเจตคติที่ดีต่อสะเต็มและอาชีพสะเต็มของนักเรียน และจะประสบความสำเร็จอย่างมากหากผู้สอนเป็นครูประจำชั้นเพราะทำให้การเรียนรู้สะเต็มเกิดได้ตลอดเวลาและ (สนับสนุนจากโรงเรียนและผู้บริหารรวมถึงผู้ปกครองและชุมชน นอกจากนั้นการทำงานร่วมกันของพันธมิตรสะเต็มยังเป็นกระบวนการพัฒนาวิชาชีพ</p>
กฤษดา สงวนสิน
คมกริช แม่นยำ
ปัฐมาภรณ์ พิมพ์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ที่ส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน ระหว่างรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้ระดับประถมศึกษาสู่ระดับมัธยมศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7906
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับระดับสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียนและกำหนดความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางและประเมินความเหมาะสมของแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม14 แห่ง ปีการศึกษา 2567 รวมจำนวน 490 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล แบบสัมภาษณ์สาเหตุที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียน และแบบประเมินความเหมาะสมของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง สถิติเชิงบรรยาย และการตีความข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li>ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา พบว่า นักเรียนต้องการพัฒนาองค์ประกอบที่ 5 การแก้ไขปัญหา มากที่สุด รองลงมา คือ องค์ประกอบที่ 1 การรู้สารสนเทศและข้อมูลดิจิทัล และองค์ประกอบที่ 4 ความปลอดภัย ตามลำดับ ส่วนองค์ประกอบที่ 2 การสื่อสารและการทำงานร่วมกันและองค์ประกอบที่ 3 การสร้างเนื้อหาดิจิทัล ต้องการได้รับการพัฒนาน้อยที่สุด</li> <li>สาเหตุที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสม มีสาเหตุจากขาดการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมส่งผลให้เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อสังคมออนไลน์ และต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน 2) การเรียนรู้ดิจิทัล มีสาเหตุจากการถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลจากครอบครัวและโรงเรียนมากเกินไป 3) ความปลอดภัยทางดิจิทัล มีสาเหตุจากการขาดความเข้าใจด้านความปลอดภัยออนไลน์ และขาดการปลูกฝังให้ตระหนักถึงความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 4) ปัญหาการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้อย่างสร้างสรรค์ มีสาเหตุจากขาดทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ขาดประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ ขาดการปลูกฝังการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และขาดการฝึกฝนกระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง</li> <li>แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้สู่ระดับมัธยมศึกษา 1) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 2) สร้างเกมเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล สร้างหลักสูตรที่มีความต่อเนื่องระหว่างประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และ 4) จัดโครงการเชิงรุกให้ความรู้แก่นักเรียนและผู้ปกครองตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้น ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมของแนวด้านความชัดเจน และความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ พบว่า มีค่าเฉลี่ยความชัดเจนอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.80)</li> </ol>
ธัญวรัตม์ สิงห์จู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญรายวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา)
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7908
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อน ระหว่าง และหลังการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม กำหนดให้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐาน โดยผลการตรวจสอบและประเมินความสอดคล้อง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก และ 2) แบบวัดความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนรู้ โดยผลการตรวจสอบและประเมินความสอดคล้อง ได้แก่ แบบประเมินบทอ่านและประเด็นคำตอบและแบบประเมินเกณฑ์การให้คะแนนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางและดีมาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาเป็นแผนการจัดการเรียนการสอนได้ นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านจับใจความสำคัญอย่างเป็นขั้นตอน โดยใช้กิจกรรมในการกระตุ้นความสนใจของนักเรียนและกระตุ้นให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านมากขึ้น 2) จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐาน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียน (M = 5.91, SD = 1.16) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (M = 4.93, SD = 1.05) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (M = 7.51, SD = 1.25) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียน (M = 5.91, SD = 1.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สุภาภรณ์ คงทน
อับดุลฟัตตะห์ ซอและ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การพัฒนาสื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ของโพลยาร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ประกอบวิชาคณิตศาสตร์ ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7909
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อการเรียนรู้ออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามวิธีการแก้ปัญหาของโพลยา (ที่มีเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ของโพลยา<span style="text-decoration: line-through;">)</span>ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือและเทคนิคการแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ 2) ศึกษาคุณภาพของสื่อออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น 3) ทดสอบประสิทธิภาพของสื่อออนไลน์ ดังกล่าว 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ และ 5) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของสื่อการเรียรู้ออนไลน์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 19 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อออนไลน์ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร จำนวนนับ และ 3) สื่อการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบวิลคอกซัน ค่าประสิทธิภาพของสื่อ และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการวิจัย แสดงว่า 1. ได้สื่อออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ตามวิธีการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ 1) หน้าหลักของสื่อการเรียนรู้ 2) บทเรียน 3) กิจกรรมกลุ่มย่อย 4) แบบทดสอบย่อย และ 5) ติดต่อครูผู้สอน 2. คุณภาพของสื่อออนไลน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 3. ประสิทธิภาพของสื่อออนไลน์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.24/80.26 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.001 และ 5. ดัชนีประสิทธิผลสื่อออนไลน์ มีค่าเท่ากับ 0.716 คิดเป็นร้อยละ 71.60 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่สูงของสื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน</p>
ดวงจันทร์ บันลือ
อัจฉรีย์ พิมพิมูล
อุดมเดช ทาระหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับเกมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7910
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำที่ประสมสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 / 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน ได้จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 40 คน การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับเกมการศึกษา เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านสะกดคำสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (M) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และ เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำ ก่อนและหลัง โดยใช้ dependent t-test</p> <p> ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ พบว่า 1) การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับ เกมการศึกษา เรื่องสระสดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมตัว โดยใช้กิจกรรมขยับตัว พร้อมเรียนรู้ ขั้นที่ 2 ขั้นกระตุ้นการเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลายด้วยเกมการศึกษา ขั้นที่ 3 ขั้นขยายความรู้ นักเรียนลงมือปฏิบัติฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ ขั้นที่ 4 ขั้นการจำ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปองค์ความรู้ และขั้นที่ 5 ขั้นนำไปใช้ นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมผ่านใบงาน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้วิจัยได้นำเกมการศึกษา เข้ามาเป็นส่วนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนในขั้นที่ 2 ของทุกแผนการจัดการเรียนรู้ 2) การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้วยเทคนิคสมองเป็นฐานร่วมกับเกมการศึกษา เรื่องสระสดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการจัดการเรียนรู้ (M = 12.10,SD = 4.70) ส่วนคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้ (M = 29.12, SD = 3.45) t = 39.28 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
กิตติชัย ศรีทองอินทร์
สิรินธร สินจินดาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7911
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนหน้าและหลังจากการใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED เพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2567 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน มี 41 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED 2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอ TED-ED ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการใช้สื่อการสอนแบบวิดีโอของ TED-ED เพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.83±0.39)</p>
อรัญ เลา
กาญจนา จันทร์ประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/7912
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 เท่ากับ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 50 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยค่า T-test Dependent Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเป็น E1/E2 เท่ากับ 84/81 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 และ 16.2 คะแนน แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ</p> <p>3) ความพึงพอใจต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ณัฐนันท์ เยี่ยนทรง
พรจรัส สิรินาวากุล
จรรยวรรณ เทพศรีเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2
-
การบูรณาการวิทยาศาสตร์และศิลปะผ่านธรรมชาติเพื่อการสร้างทักษะ การตระหนักรู้ทางสังคมในเด็กปฐมวัย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/4632
<p>การบูรณาการวิทยาศาสตร์และศิลปะโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานถือเป็นแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาปฐมวัย เนื่องจากช่วยส่งเสริมการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคมอารมณ์อย่างรอบด้าน เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ผ่านการสำรวจ ทดลอง และใช้ประสาทสัมผัสในการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันศิลปะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสะท้อนมุมมองส่วนบุคคล การใช้ธรรมชาติเป็นฐานการเรียนรู้ไม่เพียงส่งเสริมการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังพัฒนาการตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) ทั้งในด้านการมองจากมุมมองของผู้อื่น (Perspective-Taking) ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) การเห็นคุณค่าความหลากหลาย (Appreciating Diversity) และการเคารพในผู้อื่น (Respect for Others) บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการวิทยาศาสตร์และศิลปะโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ทางสังคมในเด็กปฐมวัย ตลอดจนบทบาทของครูในการออกแบบกิจกรรมและสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้แบบองค์รวม ผลที่ได้จากแนวทางดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการศาสตร์ทั้งสองแขนงในการปลูกฝังพัฒนาการด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในศตวรรษที่ 21</p>
ศุภลักษณ์ สุธงษา
สรัล สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
20 2