https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/issue/feed
วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต
2026-09-01T16:18:14+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. กาญจนา จันทร์ประเสริฐ
jrtl@rsu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>เกี่ยวกับเรา</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันอยู่ใน ฐานข้อมูล กลุ่มที่ 2 (ปี 2568-2572)</p> <p>สาขา Social Sciences ของ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre (TCI))</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านพัฒนาการเรียนการสอน ของคณาจารย์</p> <p>นักวิชาการ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน อันมีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ</p> <p> <strong>บทความวิจัย (Research Article) </strong>เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ การศึกษาหลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผล เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์</p> <p><strong> บทความวิชาการ (Academic Article) </strong>เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่ </p> <p><strong> บทความปริทรรศน์ (Review Article)</strong> และ <strong>บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review</strong>)เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และประเด็นที่เห็นต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>ISSN 2822-1400 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN 2822-146X (Online)</strong></p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/4999
การพัฒนาสมรรถนะการรู้จักและเข้าใจชุมชนของนักเรียนประถมศึกษา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่ในพื้นที่ชุมชนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต
2025-12-01T09:15:09+07:00
สิทธิชัย อินทรมนเฑียร
sitthichai.i@pkru.ac.th
ภรทิพย์ สุขเพิ่ม
porntip.s@pkru.ac.th
ภัสราภรณ์ สหะกิจ
Phatsaraporn.s@pkru.ac.th
ดาริน บุญศรี
Darin.b@pkru.ac.th
นัทธพงศ์ ส่งอำไพ
Natthapong.s@pkru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรู้จักและเข้าใจชุมชนของนักเรียนประถมศึกษา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่ในบริบทชุมชนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต และศึกษาผลของการจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่ต่อการเปลี่ยนแปลงของชุมชนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต โดยการดำเนินการวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาจำนวน 34 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ประกอบด้วย ครู นักศึกษาครู และผู้แทนชุมชน จำนวน 20 คน สำหรับกระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่ ผ่านกิจกรรม การอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยกับการบริการเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนป่าคลอก” การอบรมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “18 จุดเช็กอินชุมชนป่าคลอก” การผลิตสื่อวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Cap-Cut และ TikTok for Brand & Content Creator) และการนำเสนอผลงานเชิงสร้างสรรค์ (Pitching Navigator) ข้อมูลถูกรวบรวมจากแบบวัดสมรรถนะการสังเกต การสัมภาษณ์ และการสะท้อนคิดของผู้เรียน แล้ววิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการจัดกิจกรรม นักเรียนประถมศึกษามีสมรรถนะการรู้จักและเข้าใจชุมชน ร้อยละ 51.00 อยู่ในระดับพัฒนาแต่ภายหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม มีระดับสมรรถนะพัฒนาขึ้นสู่ระดับชำนาญ (ร้อยละ 37.20) และเชี่ยวชาญ (ร้อยละ 43.10) ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชน (2) ทักษะการสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับชุมชน และ (3) คุณลักษณะของการเป็นพลเมืองที่ตระหนักในคุณค่าท้องถิ่น แสดงให้เห็นว่าผลของการจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชนป่าคลอกในสี่มิติ ได้แก่ (1) ด้านการศึกษา เกิดการเรียนรู้ฐานชุมชนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (2) ด้านสังคม เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และสถาบันอุดมศึกษา (3) ด้านเศรษฐกิจ เกิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และ (4) ด้านสิ่งแวดล้อม นักเรียนเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กระบวนการเรียนรู้เชิงพื้นที่จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะการรู้จักและเข้าใจชุมชนของผู้เรียน และสามารถขยายผลสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะที่ส่งเสริมการเป็นพลเมืองแห่งการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/4763
การพัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษารายวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับเทคนิคการร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์
2025-11-07T15:40:36+07:00
วุฒิชัย สายบุญจวง
wuttichai@vru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับเทคนิคการร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับเทคนิคการร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง คือ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการสอนรายวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยมีค่าความสอดคล้องของเนื้อหารายด้านเท่ากับ1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังเรียน 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.00 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ทำการทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติแบบกลุ่มที่สัมพันธ์กันและการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว ผลการวิจัยแสดงว่า 1) คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 2) คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70</p> <p> </p> <p><strong> </strong></p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/6754
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน เรื่อง ร้อยละและอัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-06-18T09:30:02+07:00
สุทธาสินี นันทพิพัฒน์
sutthasini.na@ku.th
ต้องตา สมใจเพ็ง
fedutts@ku.ac.th
ทรงชัย อักษรคิด
feduscu@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน เรื่อง ร้อยละและอัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) ศึกษาลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน เรื่อง ร้อยละและอัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน แบบทดสอบย่อย และแบบทดสอบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากบันทึกการสอนและผลงานของนักเรียนโดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 23.39 คะแนน จากคะแนนเต็ม 33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 70.88 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไปจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 52.78 ของนักเรียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงสัดส่วน ได้แก่ การใช้สถานการณ์ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน การเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้วิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย การใช้คำถามของครูเพื่อกระตุ้นการคิด และการส่งเสริมให้นักเรียนอภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกันในชั้นเรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาการให้เหตุผลเชิงสัดส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrtl/article/view/6765
แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3
2026-06-08T13:31:49+07:00
ทรรศนีย์ คงวัฒน์
rungtussanee@gmail.com
สุวิทย์ สลามเต๊ะ
suwit.sal242506@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 (2) เพื่อศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 (3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมองค์ประกอบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.56–3.34 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสภาพปัจจุบันต่ำที่สุดคือ ด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (= 2.56, S.D. = 1.21) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.40–4.55 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์สูงที่สุดคือ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ (= 4.55, S.D. = 0.51) สะท้อนให้เห็นช่องว่างเชิงคุณภาพระหว่างการปฏิบัติจริงกับระดับที่คาดหวังในทุกองค์ประกอบ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้ดัชนี PNI modified พบว่า ทุกองค์ประกอบมีค่าความต้องการจำเป็นเป็นบวกและควรได้รับการพัฒนา โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (PNI modified = 0.730) ด้านการออกแบบการเรียนรู้ (0.596) ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ (0.409) ด้านการให้โอกาสผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (0.366) ด้านการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (0.344) และด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีในการสอน (0.329)</p> <p>เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดอยู่ที่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยไม่มีคำตอบตายตัว (PNI modified = 1.01) การปรับแผนการสอนตามความแตกต่างรายบุคคล (0.78) การพัฒนาสื่อที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (0.57) และการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและประสาทสัมผัส (0.56–0.54)</p> <p> ผลการสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประกอบด้วย การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบกิจกรรมกระบวนการคิด การตั้งคำถามปลายเปิด การออกแบบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นตามความแตกต่างของผู้เรียน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมจากบริบทจริง การส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ การพัฒนาระบบประเมินตามสภาพจริง การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการนิเทศแบบโค้ชชิ่งทางวิชาการ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นสารสนเทศเชิงประจักษ์สำหรับการวางแผนพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การพัฒนาครู, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ปฐมวัย, ความต้องการจำเป็น</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรังสิต