จริยธรรมการตีพิมพ์
จรรยาบรรณของบรรณาธิการ
- การกำกับดูแลตามนโยบายและจริยธรรม
บรรณาธิการต้องกำกับ ติดตาม และดูแลการดำเนินงานของวารสารให้เป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของวารสาร ตลอดจนหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ว่าด้วยการประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI ฉบับ พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 - การพิจารณาคุณภาพและความเหมาะสมของบทความ
บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาคุณภาพและความเหมาะสมของบทความในเบื้องต้น โดยพิจารณาชื่อเรื่อง ขอบเขต โครงสร้าง ความชัดเจนของเนื้อหา ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ตลอดจนความสอดคล้องกับนโยบายและขอบเขตของวารสาร และต้องคัดเลือกบทความเพื่อเผยแพร่ภายหลังผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิตามหลักเกณฑ์ของวารสาร - ความเป็นกลางและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
บรรณาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติและความลำเอียง และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียนหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับบทความ ทั้งนี้ หากบรรณาธิการมีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความ ต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาบทความนั้น - การรักษาความลับของกระบวนการประเมินบทความ
บรรณาธิการต้องรักษาความลับของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบทความและไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้เขียนหรือผู้ทรงคุณวุฒิแก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ โดยวารสารดำเนินการประเมินบทความในรูปแบบ Double-Blind Peer Review - การป้องกันการลอกเลียนผลงานและการประพฤติผิดทางจริยธรรม
บรรณาธิการต้องกำกับดูแลและดำเนินการอย่างเหมาะสมเมื่อพบว่าผู้เขียนหรือบทความมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการประพฤติผิดทางจริยธรรม เช่น การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) การนำผลงานที่เคยตีพิมพ์แล้วมาส่งซ้ำ หรือการปลอมแปลงและบิดเบือนข้อมูล โดยวารสารจะตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความด้วยโปรแกรมที่เหมาะสม เช่น CopyCat ของ ThaiJO และกำหนดค่าความซ้ำซ้อน ไม่เกินร้อยละ 20
หากตรวจพบความซ้ำซ้อนเกินเกณฑ์ที่กำหนด บรรณาธิการอาจระงับกระบวนการพิจารณาบทความและขอคำชี้แจงจากผู้เขียน เพื่อประกอบการพิจารณารับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์ตามความเหมาะสม
- ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัย
บรรณาธิการต้องพิจารณาคุณภาพของบทความโดยคำนึงถึงความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความสมเหตุสมผลของผลการวิจัย โดยผลการวิจัยและหลักฐานทางวิชาการต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบการตัดสินใจตีพิมพ์ ทั้งนี้ ต้องไม่เลือกตีพิมพ์บทความโดยพิจารณาจากผลการวิจัยเพียงประการเดียว - การใช้และการรักษาข้อมูลในต้นฉบับบทความ
บรรณาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาบทความต้องไม่นำข้อมูล แนวคิด เนื้อหา หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นฉบับไปใช้เป็นผลงานของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน - การดำเนินการกรณีพบการประพฤติผิดทางจริยธรรม
หากภายหลังพบว่าบทความมีการลอกเลียนผลงาน การปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูล หรือการประพฤติผิดทางจริยธรรมอย่างมีนัยสำคัญ บรรณาธิการต้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมตามหลักจริยธรรมการตีพิมพ์และนโยบายของวารสาร รวมถึงพิจารณาการถอนบทความ (Retraction) เมื่อมีเหตุอันสมควร โดยดำเนินการตามกระบวนการที่วารสารกำหนด - การกำกับดูแลคุณภาพการอ้างอิง
บรรณาธิการต้องกำกับดูแลคุณภาพและความถูกต้องของการอ้างอิงในบทความและวารสาร โดยไม่เรียกร้องหรือชักนำให้ผู้เขียนอ้างอิงบทความของวารสารหรือของบุคคลใดโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการที่เหมาะสม และต้องไม่สนับสนุนการอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ถูกต้อง หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทความ - ความโปร่งใสในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
บรรณาธิการต้องกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (Page Charge/Article Processing Charge: APC) ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยวารสารต้องประกาศอัตราค่าธรรมเนียม เงื่อนไข และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ผู้เขียนทราบอย่างชัดเจน และดำเนินการเรียกเก็บตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ - การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ
บรรณาธิการมีหน้าที่บริหารและกำกับการปฏิบัติงานของกองบรรณาธิการอย่างเหมาะสม โดยพิจารณามอบหมายภารกิจให้สอดคล้องกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของสมาชิกแต่ละท่าน เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ - การพิจารณาและตัดสินใจตีพิมพ์
การพิจารณาและตัดสินใจรับหรือปฏิเสธบทความเพื่อการตีพิมพ์อยู่ภายใต้ดุลพินิจและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ โดยพิจารณาจากคุณภาพทางวิชาการ ความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความสอดคล้องกับขอบเขตและนโยบายของวารสาร รวมถึงผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ในกรณีที่ผลการประเมินมีความแตกต่างหรือเกิดประเด็นที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ การตัดสินใจของหัวหน้ากองบรรณาธิการ (Editor-in-Chief) ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด
จรรยาบรรณของผู้เขียนบทความ
ผู้เขียนบทความพึงยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรมทางวิชาการ ตลอดจนปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการวิจัยและการเผยแพร่ผลงาน โดยมีแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ผู้เขียนต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับสาขาวิชาและหัวข้อที่ศึกษา เพื่อให้สามารถดำเนินการวิจัย วิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ รวมทั้งลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางวิชาการ
- ผู้เขียนต้องมีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อกระบวนการวิจัยและผลงานทางวิชาการ ไม่คัดลอกหรือนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง และต้องให้เกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานโดยระบุแหล่งที่มาของข้อมูล แนวคิด หรือผลงานที่นำมาใช้ไว้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
- ผู้เขียนต้องดำเนินการวิจัยด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และเที่ยงตรง โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการวิจัย สัตว์ทดลอง พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- ผู้เขียนต้องเคารพศักดิ์ศรี สิทธิ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และไม่คำนึงถึงประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยต่อสิทธิหรือศักดิ์ศรีของผู้อื่น
- ผู้เขียนต้องดำเนินการวิจัยและนำเสนอผลงานโดยปราศจากอคติ ไม่บิดเบือน ปกปิด หรือเลือกนำเสนอข้อมูลและข้อค้นพบเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นหรือผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ
- ผู้เขียนควรนำผลงานไปใช้และเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคมอย่างเหมาะสม ไม่กล่าวอ้างหรือขยายผลการวิจัยเกินกว่าข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ และไม่นำผลงานไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือขัดต่อหลักจริยธรรม
- ผู้เขียนควรเคารพความคิดเห็นและผลงานทางวิชาการของผู้อื่น พร้อมเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินงานตามความเหมาะสม รับฟังข้อคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการ และพร้อมปรับปรุงแก้ไขผลงานของตนตามข้อเสนอแนะที่เหมาะสม
- การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ผู้เขียนควรเลือกใช้แหล่งข้อมูลทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) เช่น บทความวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed Articles) และหนังสือหรือตำราทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตทั่วไปหรือวิทยานิพนธ์ เว้นแต่มีความจำเป็นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่ศึกษา
- การตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความ วารสารจะดำเนินการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความด้วยโปรแกรม Turnitin และ CopyCat ของ ThaiJO โดยกำหนดค่าความซ้ำซ้อนของบทความ ไม่เกินร้อยละ 20 ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป
จรรยาบรรณของผู้ทรงคุณวุฒิตรวจพิจารณาบทความ
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทความที่ได้รับมอบหมาย และควรรับประเมินเฉพาะบทความที่อยู่ในสาขาวิชาที่ตนมีความเชี่ยวชาญ หากเห็นว่าบทความอยู่นอกเหนือความรู้ความสามารถของตน หรือไม่สามารถประเมินได้อย่างเหมาะสม ควรแจ้งบรรณาธิการและปฏิเสธการประเมินบทความนั้น
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องประเมินบทความด้วยความเป็นกลาง ยุติธรรม และปราศจากอคติ โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางวิชาการในการพิจารณาคุณภาพของบทความอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลทางวิชาการรองรับเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน และควรให้ข้อเสนอแนะในลักษณะที่สร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้ผู้เขียนสามารถปรับปรุงบทความให้มีความถูกต้องและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
- ผู้ทรงคุณวุฒิควรพิจารณาบทความอย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยพิจารณาความเหมาะสมของชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ความเป็นมา ระเบียบวิธีวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงาน ความถูกต้องของข้อมูล การวิเคราะห์และการตีความผล การสรุปและอภิปรายผล การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ตลอดจนคุณค่าและประโยชน์ของผลงานที่มีต่อวงวิชาการ ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและความเข้มข้นทางวิชาการของบทความตามมาตรฐานของสาขาวิชา
- ผู้ทรงคุณวุฒิควรเสนอแนะผลงานวิจัยหรือแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับบทความ ในกรณีที่เห็นว่าบทความยังขาดการอ้างอิงผลงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การเสนอแนะต้องมีเหตุผลทางวิชาการและไม่ควรเป็นการเรียกร้องให้ผู้เขียนอ้างอิงผลงานของผู้ทรงคุณวุฒิหรือวารสารใดโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียนหรือผลงานที่ได้รับการประเมิน รวมถึงไม่ควรเป็นบุคลากรในสถาบันเดียวกัน หรือเคยสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียนในลักษณะที่อาจส่งผลต่อความเป็นกลางในการประเมิน หากพบว่าตนเองมีความสัมพันธ์หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจกระทบต่อการประเมิน ต้องแจ้งบรรณาธิการและปฏิเสธการประเมินบทความดังกล่าว
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่อยู่ในสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการแข่งขันทางวิชาการกับผู้เขียน เช่น กำลังดำเนินการวิจัยหรือเตรียมบทความในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกันจนมีความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทางวิชาการ ทั้งนี้ รวมถึงกรณีที่มีความขัดแย้งทางทฤษฎีหรือแนวคิดทางวิชาการอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้การประเมินไม่เป็นกลาง
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องรักษาความลับของบทความและข้อมูลที่ได้รับจากกระบวนการประเมิน และต้องไม่เปิดเผย ส่งต่อ คัดลอก หรือเผยแพร่เนื้อหา ข้อมูล หรือผลการประเมินให้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งในระหว่างการประเมินและภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการประเมิน
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่คัดลอก นำข้อมูล แนวคิด หรือเนื้อหาบางส่วนหรือทั้งหมดของบทความไปใช้เป็นผลงานของตนเอง หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับจากบทความเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือทางวิชาการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
- หากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่าบทความมีเนื้อหาที่อาจซ้ำซ้อนหรือนำไปใช้โดยมิชอบจากผลงานอื่น เช่น การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) หรือการนำผลงานที่เคยเผยแพร่แล้วมาใช้ซ้ำ ควรแจ้งให้บรรณาธิการทราบโดยเร็ว พร้อมระบุแหล่งข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรณาธิการดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของวารสาร
- ผู้ทรงคุณวุฒิควรปฏิบัติตามระยะเวลาที่วารสารกำหนด หากไม่สามารถดำเนินการประเมินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ควรแจ้งบรรณาธิการโดยเร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดหาผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นได้อย่างเหมาะสม
- การให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับชื่อเรื่อง ผู้ทรงคุณวุฒิสามารถเสนอแนะการปรับแก้ชื่อเรื่องของบทความวิชาการได้ตามความเหมาะสม สำหรับบทความวิจัย ควรพิจารณาชื่อเรื่องโดยคำนึงถึงความถูกต้องและความสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย และไม่ควรเสนอให้เปลี่ยนชื่อเรื่องโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการที่เหมาะสม
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจรับหรือปฏิเสธบทความนอกเหนือจากบทบาทของผู้ประเมิน โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการตีพิมพ์บทความเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางวิชาการอย่างเป็นอิสระและมีเหตุผลประกอบการพิจารณา
จรรยาบรรณเกี่ยวกับการทำวิจัยในคน
หลักจริยธรรมการทําวิจัยในคนทั่วไป ประกอบด้วยหลัก 3 ประการ ได้แก่
- หลักความเคารพในบุคคล (Respect for person)
- หลักคุณประโยชน์ไม่ก่ออันตราย (Beneficence)
- หลักความยุติธรรม (Justice)
หลักความเคารพในบุคคล คือ การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Respect for human dignity) ซึ่งเป็นหลักสําคัญของจริยธรรมการทําวิจัยในคน โดยหลักนี้เป็นพื้นฐานของแนวทางปฏิบัติ ได้แก่
1.1 เคารพในการขอความยินยอมโดยให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและให้อาสาสมัครตัดสินใจอย่างอิสระ ปราศจากการข่มขู่ บังคับ หรือให้สินจ้างรางวัล (Respect for free and informed consent และ Respect to autonomy of decision making)
1.2 เคารพในความเป็นส่วนตัวของอาสาสมัคร (Respect for privacy)
1.3 เคารพในการเก็บรักษาความลับของข้อมูลส่วนตัวของอาสาสมัคร (Respect for confidentiality)
1.4 เคารพในความเป็นผู้อ่อนด้อย เปราะบาง (Respect for vulnerable persons) ความหมายของ ผู้อ่อนด้อย เปราะบาง คือ บุคคลที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทําความเข้าใจกับข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยที่ได้รับ ไม่สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ เช่น ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือทางจิต ผู้ป่วยโรคเอดส์ (HIV/AIDS) ผู้ป่วยหมดสติ (comatose) ผู้ป่วยพิการ (handicapped) นักโทษ (prisoners) นักเรียน นิสิต นักศึกษา (students) ทหาร (soldiers) กลุ่มคนที่มีพลังอํานาจน้อย (marginalized people) เช่น ผู้อพยพ (immigrants) ชนกลุ่มน้อย (ethnic minority) กลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ หรือกลุ่มรักร่วมเพศ (homosexuality) กลุ่มเปราะบางทางสังคม (socially vulnerable) เช่น ผู้ให้บริการทางเพศ (sex workers) ผู้ติดยาเสพติด (drug addicts)
ดังนั้น ในการทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นกลุ่มประชากรเป้าหมายของการวิจัย ให้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย ผู้วิจัยควรมีแนวปฏิบัติ ดังนี้
- ผู้วิจัยต้องเขียนข้อเสนอโครงร่างการวิจัยที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง (Scientific validity)
- ในระเบียบวิธีวิจัยหรือวิธีดําเนินการวิจัย ก่อนจะดําเนินการใดๆ กับอาสาสมัคร เช่น การตรวจคัดกรอง (screening) ผู้วิจัยต้องเขียนขั้นตอนกระบวนการขอความยินยอมก่อน ได้แก่ ผู้ที่จะทําหน้าที่ขอความยินยอม สถานที่ที่จะขอความยินยอม การให้ข้อมูล คําอธิบาย ตอบข้อสงสัย ให้เวลาตัดสินใจโดยอิสระ ฯลฯ ก่อนให้อาสาสมัครลงนามให้ความยินยอม
- เพื่อแสดงว่าผู้วิจัยจะปฏิบัติตามหลักจริยธรรมการวิจัยในคน (Ethical principles) ผู้วิจัยจะต้องเขียน หัวข้อ “ข้อพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย (Ethical consideration)” โดยวิเคราะห์ตามหลักจริยธรรมการวิจัยในคน 3 ข้อ ว่าแต่ละข้อผู้วิจัยทําอย่างไรตามที่ได้กล่าวไว้ในแนวทางปฏิบัติข้างต้น ได้แก่
- หลักความเคารพในบุคคล (Respect for person) โดยการขอความยินยอมจากผู้ที่เป็นกลุ่มประชากร เป้าหมายของการวิจัย ให้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย
- หลักการให้ประโยชน์ไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Beneficence/Non-maleficence) โดยระบุว่าอาสาสมัครจะได้รับประโยชน์หรือไม่ ประโยชน์อะไร หรือประโยชน์อื่นๆ อาจเกิดความเสี่ยงอะไรต่อตัวอาสาสมัคร ผู้วิจัยจะเก็บรักษาความลับของอาสาสมัคร โดยในแบบบันทึกข้อมูลจะไม่มี identifier ที่จะระบุถึงตัวอาสาสมัคร
- หลักความยุติธรรม (Justice) คือ มีเกณฑ์การคัดเข้าและออกชัดเจน ไม่มีอคติ มีการกระจายประโยชน์และความเสี่ยงอย่างเท่าเทียมกันโดยวิธีการสุ่ม
- ขั้นตอนการทดลองกับอาสาสมัคร การเก็บข้อมูล จะต้องดําเนินการหลังจากข้อเสนอโครงร่างการวิจัยได้รับการพิจารณาอนุมัติหรือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยแล้ว