การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญรายวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา)
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อน ระหว่าง และหลังการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม กำหนดให้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐาน โดยผลการตรวจสอบและประเมินความสอดคล้อง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก และ 2) แบบวัดความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนรู้ โดยผลการตรวจสอบและประเมินความสอดคล้อง ได้แก่ แบบประเมินบทอ่านและประเด็นคำตอบและแบบประเมินเกณฑ์การให้คะแนนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางและดีมาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า 1) เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐานสามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาเป็นแผนการจัดการเรียนการสอนได้ นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านจับใจความสำคัญอย่างเป็นขั้นตอน โดยใช้กิจกรรมในการกระตุ้นความสนใจของนักเรียนและกระตุ้นให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านมากขึ้น 2) จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐาน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียน (M = 5.91, SD = 1.16) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (M = 4.93, SD = 1.05) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (M = 7.51, SD = 1.25) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียน (M = 5.91, SD = 1.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กะรัตพงศ์, พ. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Brain-Based Learning (BBL) ร่วมกับสื่อโมชั่นกราฟิก เพื่อส่งเสริมการอ่านและการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร].
ใจวงศ์, ก. (2564). การพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร].
ธวัชชัย ลือยอดมากผล. (2555). อ่านให้เก่ง (พิมพ์ครั้งที่ 16). ภาพพิมพ์.
มีอาษา, ส. (2559). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค Cooperative Integrated Reading and Composition เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร].
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
วิมล เหมือนนิล. (2541). การอ่านจับใจความ: หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ทางภาษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). สุวีริยาสาส์น.
โพธิ์เย็น, พ. (2566). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความโดยใช้ Brain-Based Learning ร่วมกับเทคนิค Think Pair Share ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม].
สังขจันทร์, จ. (2565). การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค Cooperative Integrated Reading and Composition เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม].
ทองอาจ, ช. (2567, 23 ตุลาคม). อ่าน-สอบ-ท่องจำ: สำรวจปัญหาพฤติกรรมการอ่านกับคะแนน PISA ของไทย. The Active Thai PBS.https://theactive.thaipbs.or.th/read/reading-skills
องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย. (2566, 27 กันยายน). การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟเผยความเหลื่อมล้ำในภาคใต้ เด็กขาดภูมิคุ้มกัน เผชิญปัญหาโภชนาการและขาดทักษะการเรียนรู้. ยูนิเซฟ ประเทศไทย.