แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 (2) เพื่อศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 (3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตปกครองที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมองค์ประกอบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.56–3.34 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสภาพปัจจุบันต่ำที่สุดคือ ด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (= 2.56, S.D. = 1.21) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.40–4.55 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์สูงที่สุดคือ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ (= 4.55, S.D. = 0.51) สะท้อนให้เห็นช่องว่างเชิงคุณภาพระหว่างการปฏิบัติจริงกับระดับที่คาดหวังในทุกองค์ประกอบ
ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้ดัชนี PNI modified พบว่า ทุกองค์ประกอบมีค่าความต้องการจำเป็นเป็นบวกและควรได้รับการพัฒนา โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (PNI modified = 0.730) ด้านการออกแบบการเรียนรู้ (0.596) ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ (0.409) ด้านการให้โอกาสผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (0.366) ด้านการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (0.344) และด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีในการสอน (0.329)
เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดอยู่ที่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยไม่มีคำตอบตายตัว (PNI modified = 1.01) การปรับแผนการสอนตามความแตกต่างรายบุคคล (0.78) การพัฒนาสื่อที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (0.57) และการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและประสาทสัมผัส (0.56–0.54)
ผลการสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประกอบด้วย การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบกิจกรรมกระบวนการคิด การตั้งคำถามปลายเปิด การออกแบบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นตามความแตกต่างของผู้เรียน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมจากบริบทจริง การส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ การพัฒนาระบบประเมินตามสภาพจริง การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการนิเทศแบบโค้ชชิ่งทางวิชาการ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นสารสนเทศเชิงประจักษ์สำหรับการวางแผนพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ
คำสำคัญ: การพัฒนาครู, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ปฐมวัย, ความต้องการจำเป็น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
จันทรา แซ่ลิ่ว. (2560). การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, 28(1), 45–58.
ปวริศา แซ่น้า. (2565). การบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตกรุงเทพมหานคร. วารสารการ บริหารการศึกษา, 18(2), 85–98.
พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562. (2562, 30 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนที่ 56 ก, หน้า 1-10.
ลีลาวดี ชนะมาร. (2563). การวิเคราะห์การเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนสองภาษา: กรณีศึกษาโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร. วารสารการศึกษานานาชาติ, 12(2), 56–73.
สมศักดิ์ วิจิตรศรีกุล. (2564). ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, 32(1), 77–92.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). แนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning). สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). ทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21: การพัฒนาผู้เรียนในระบบการศึกษา ไทย. กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักนายกรัฐมนตรี. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.
สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี. (2560). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้โครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการ คิดวิเคราะห์ของนักเรียน. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 32(1), 37–50.
อรไท แสงลุน. (2564). การพัฒนารูปแบบส่งเสริมความสามารถครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพ. วารสารการวิจัยทางการศึกษา, 16(3), 102–118.
ฮาลาวาตี สนิหว. (2563). การพัฒนากระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านพัฒนาการเด็กสำหรับผู้ปกครองในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี.วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยทักษิณ.2 (1 ): 41-52
Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: Creating excitement in the classroom. ASHE–ERIC Higher Education Report No. 1.
Buffalo Educational Technology Center. (2001). Active learning strategies. Buffalo Educational Technology Center.
Chanmar, L. (2020). Analysis of active learning in bilingual schools: A case study of private schools in Bangkok. Journal of International Education, 12(2), 56–73.
Copple, C., & Bredekamp, S. (2009). Developmentally appropriate practice in early childhood programs serving children from birth through age 8 (3rd ed.). National Association for the Education of Young Children.
Darling-Hammond, L., Hyler, M. E., & Gardner, M. (2017). Effective teacher professional development. Learning Policy Institute.
Desimone, L. M. (2009). Improving impact studies of teachers' professional development: Toward better conceptualizations and measures. Educational Researcher, 38(3), 181–199.
DuFour, R., & Eaker, R. (1998). Professional learning communities at work: Best practices for enhancing student achievement. ASCD.
Freeman, S., Eddy, S. L., McDonough, M., Smith, M. K., Okoroafor, N., Jordt, H., & Wenderoth, M. P. (2014). Active learning increases student performance in science, engineering, and mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences, 111(23), 8410–8415. https://doi.org/10.1073/pnas.1319030111
Guskey, T. R. (2002). Professional development and teacher change. Teachers and Teaching: Theory and Practice, 8(3), 381–391.
Hord, S. M. (1997). Professional learning communities: Communities of continuous inquiry and improvement. Southwest Educational Development Laboratory.
Knight, J. (2007). Instructional coaching: A partnership approach to improving instruction. Corwin Press.
Meyers, C., & Jones, T. B. (1993). Promoting active learning: Strategies for the college classroom. Jossey-Bass.
Michael, J. (2006). Where's the evidence that active learning works? Advances in Physiology Education, 30(4), 159–167.
National Association for the Education of Young Children. (2020). Developmentally appropriate practice position statement. NAEYC.
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2019). Helping our youngest to learn and grow: Policies for early learning. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/9789264313873-en
Piaget, J. (1952). The origins of intelligence in children. International Universities Press.
Prince, M. (2004). Does active learning work? A review of the research. Journal of Engineering Education, 93(3), 223–231.
Stoll, L., Bolam, R., McMahon, A., Wallace, M., & Thomas, S. (2006). Professional learning communities: A review of the literature. Journal of Educational Change, 7(4), 221–258.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.