ประสิทธิผลของระบบเฝ้าระวังและติดตามอาการไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพ้ยาแบบรุนแรงของโรงพยาบาลแกลง

ผู้แต่ง

  • ฤทัยทิพย์ พรกระแส โรงพยาบาลแกลง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 21110
  • ฑิตาพันธุ์ สุวัฒนรัตน์ โรงพยาบาลแกลง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 21110

คำสำคัญ:

การแพ้ยา, ประสิทธิผล, ยาที่มีความเสี่ยงสูง, ระบบเฝ้าระวังฯ, อาการไม่พึงประสงค์

บทคัดย่อ

การศึกษาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระบบเฝ้าระวังและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรง ณ โรงพยาบาลแกลง ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่สนใจอย่างน้อย 1 รายการ ได้แก่ อัลโลพูรินอล คาร์บามาเซพีน โคไตรม็อกซาโซล เอฟฟาไวเร็นซ์ และเฟนิโทอิน จำนวน 770 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนมีระบบเฝ้าระวังฯ 339 ราย (ร้อยละ 44.0) และกลุ่มหลังมีระบบเฝ้าระวังฯ 431 ราย (ร้อยละ 56.0)  โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาลระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 66.1 อายุเฉลี่ย 54.47 ปี มีโรคร่วม ร้อยละ 79.5 และได้รับยาร่วมอื่น ร้อยละ 84.8 อัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังมีระบบเฝ้าระวังฯ ลดลงจากร้อยละ 9.4 เป็นร้อยละ 4.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.01 โดยกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน และท็อกซิกอีพิเดอร์มัลเนโครไลซิส มีอัตราลดลงหลังมีระบบเฝ้าระวังฯ จากร้อยละ 50.0 เป็น 15.0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05 ระยะเวลาการตรวจพบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงก่อนและหลังมีระบบเฝ้าระวังฯ ไม่แตกต่างกัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบเฝ้าระวังและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา มีประสิทธิผลในการลดอัตราและความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มเสี่ยงสูง จึงควรส่งเสริมการดำเนินงานระบบนี้อย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาล

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

Khalil H, and Huang C. Adverse drug reactions in primary care: a scoping review. BMC Health Services Research. 2020; 20(1): 1-13.

WHO. The Importance of Pharmacovigilance: Safety monitoring of medicinal Products. World Health Organization. 2002.

WHO. WHO Draft Guideline for Adverse Event Reporting and Learning Systems. World Health Organization. 2005.

Patton K, and Borshoff D. Adverse drug reactions. Anesthesia. 2018; 73: 76-84.

Costa MJ, Herdeiro MT, Polónia JJ, Ribeiro-Vaz I, Botelho C, Castro E, and et al. Type B adverse drug reactions reported by an immunoallergology department. Pharmacy Practice (Granada). 2018; 16(1): 1070.

Kumar N, Prasanth Y, Narendra B, Upendra K, and Rajesh K. A review on adverse drug reactions monitoring and reporting. International Journal of Pharmacy Research & Technology (IJPRT). 2019; 9(2): 12-5.

Phillips EJ. Classifying ADRs–does dose matter? British journal of clinical pharmacology. 2015; 81(1): 10.

Shibbiru T, and Tadesse F. Adverse drug reactions: An overview. Journal of Medicine, Physiology and Biophysics. 2016; 23: 7-14.

Coleman JJ, and Pontefract SK. Adverse drug reactions. Clinical Medicine. 2016; 16(5): 481-5.

Schatz S, and Weber RJ. Adverse drug reactions. Pharmacy Practice. 2015; 1(1): 16-23.

Yan Z, Feng Z, Jiao Z, Chen C, Wang G, and Feng D. The severity of adverse drug reactions and their influencing factors based on the ADR monitoring center of Henan Province. Scientific Reports. 2021; 11(1): 20402.

Koyama T, Iinuma S, Yamamoto M, Niimura T, Osaki Y, Nishimura S, and et al. international trends in adverse drug event-related mortality from 2001 to 2019: an analysis of the World Health Organization Mortality Database from 54 countries. Drug Safety. 2024; 47(3): 237-49.

Montastruc JL. Fatal adverse drug reactions in children: A descriptive study in the World Health Organization pharmacovigilance database, 2010–2019. British Journal of Clinical Pharmacology. 2023; 89(1): 201-8.

Montastruc JL, Lafaurie M, de Canecaude C, Durrieu G, Sommet A, Montastruc F, and et al. Fatal adverse drug reactions: a worldwide perspective in the World Health Organization pharmacovigilance database. British journal of clinical pharmacology. 2021; 87(11): 4334-40.

กองยุทธ์ศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. สรุปรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ประจำปี 2565. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2566.

Oh HL, Kang DY, Kang H-R, Kim S, Koh Y-I, Kim SH, and et al. Severe cutaneous adverse reactions in Korean pediatric patients: a study from the Korea SCAR Registry. Allergy, Asthma & Immunology Research. 2019; 11(2): 241-53.

นนทญา นาคคำ, วิจิตรา ทัศนียกุล, สมศักดิ์ เทียมเก่า, ชลภัทร สุขเกษม, ศิริมา ศักดิ์กาญจนวาส, ปริญญา คนยัง, และกันยารัตน์ แข้โส. เภสัชพันธุศาสตร์ของการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังชนิดรุนแรงจากยาที่เป็นสาเหตุหลักในประเทศไทย (ปีที่ 2). สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2566.

Sasidharanpillai S, Riyaz N, Khader A, Rajan U, Binitha MP, and Sureshan DN. Severe cutaneous adverse drug reactions: a clinicoepidemiological study. Indian Journal of Dermatology. 2015; 60(1): 102.

Duong TA, Valeyrie-Allanore L, Wolkenstein P, and Chosidow O. Severe cutaneous adverse reactions to drugs. The Lancet. 2017; 390(10106): 1996-2011.

กฤติกา แย้มพยนต์. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมกับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังชนิดรุนแรงจากยาเฟนิทอยน์ในผู้ป่วยชาวไทย. [วิทยานิพนธ์]. ปริญญาเภสัชศาสตรมหาบัณฑิต, คณะเภสัชศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2559.

Baniasadi S, Fahimi F, and Shalviri G. Developing an adverse drug reaction reporting system at a teaching hospital. Basic & Clinical Pharmacology & Toxicology. 2008; 102(4): 408-11.

Patidar D, Rajput MS, Nirmal NP, and Savitri W. Implementation and evaluation of adverse drug reaction monitoring system in a tertiary care teaching hospital in Mumbai, India. Interdisciplinary Toxicology. 2013; 6(1): 41.

บุปผา แสงท้าว. การติดตามการเฝ้าระวังในการบริหารยาและอาการไม่พึงประสงค์ในการใช้ยา Sedative drugs และ Paralytic drugs ในไอซียู อายุรกรรม โรงพยาบาลตำรวจ. วชิรสารการพยาบาล. 2564; 23(2): 70-81.

อรอุมา บัวเบิก, และรุจาภา โสมาบุตร. การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามการใช้ยาความเสี่ยงสูงแบบมีส่วนร่วม ณ แผนกผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล. 2567; 34(2): 132-42.

ธิรัตว์ พาพล. การพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังการแพ้ยาและอาการไม่ถึงประสงค์จากยา โรงพยาบาลหาดสำราญเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 2567; 9(2): 491-501.

นิธิกานต์ สายรัตน์, และตุลาการ นาคพันธ์. การพัฒนาระบบการจัดการยาที่ต้องมีความระมัดระวังในการใช้สูงในผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โรงพยาบาลท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 2567; 9(4): 654-60.

ทนงศักดิ์ สมัครสมาน. การศึกษาผลของระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในโรงพยาบาลศีขรภูมิ. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 2567; 9(4): 15-22.

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทุบรี, การพิมพ์เทียนกวง. 2565.

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). เป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยของประเทศไทย (Patient safety Goal :SIMPLE Thailand 2018). พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี, 2561.

ฉัตรมณี แท่งทองหลาง, และวิระพล ภิมาลย์. ความร่วมมือในการใช้ยา ปัจจัยในการควบคุมระดับเม็ดเลือดขาว CD4 และอุบัติการณ์ของอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีของผู้ป่วยโรงพยาบาลสังขละ. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2558; 34(6): 662.

Giardina C, Cutroneo PM, Mocciaro E, Russo GT, Mandraffino G, Basile G, and et al. Adverse drug reactions in hospitalized patients: results of the FORWARD (Facilitation of Reporting in Hospital Ward) Study. Frontiers in Pharmacology. 2018; 9: 350.

นิรมล ตันติธรรม. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข. 2568; 3(2): 96-106.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

08-10-2025

รูปแบบการอ้างอิง

พรกระแส ฤ., & สุวัฒนรัตน์ ฑ. (2025). ประสิทธิผลของระบบเฝ้าระวังและติดตามอาการไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพ้ยาแบบรุนแรงของโรงพยาบาลแกลง. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข, 3(3), 174–190. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERPH_Yala/article/view/3946