การพัฒนารูปแบบการจัดการภาวะถดถอยในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล (พชต.) ตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
คำสำคัญ:
ภาวะถดถอย , การดูแลผู้สูงอายุ , การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม , แนวทางการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ , คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลบทคัดย่อ
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ปัญหาภาวะถดถอย Frailty จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและสถานการณ์ภาวะถดถอยของผู้สูงอายุ ตามแนวทางการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการภาวะถดถอย “ชำผักแพวโมเดล”และ 3) ประเมินความเหมาะสมและประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การดำเนินงานใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) 3 ระยะ ได้แก่ ศึกษาบริบทพื้นที่ พัฒนารูปแบบผ่านวงจร PAR (วางแผน – ปฏิบัติ – สังเกต – สะท้อนผล) และประเมินผล โดยใช้แบบคัดกรอง แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 ในพื้นที่ตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ผลการศึกษาพบว่า ผลการคัดกรองผู้สูงอายุ 439 คน พบกลุ่มเสี่ยงภาวะถดถอย 312 คน (ร้อยละ 71.1) และพบผู้มีภาวะถดถอยที่ต้องดูแล 66 คน รูปแบบการจัดการภาวะถดถอยประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบสนับสนุนบริการ การบูรณาการบริการ การพัฒนาศักยภาพทีม การจัดการข้อมูล การสร้างการมีส่วนร่วม และการเสริมคุณค่า การประเมินความเหมาะสมจากภาคีเครือข่าย 103 คน พบว่ามีความเหมาะสมระดับมากทุกด้าน ( = 3.91 – 4.10) ส่วนประสิทธิผลหลังทดลองใช้รูปแบบเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าผู้สูงอายุ 54 คน (ร้อยละ 81.8) มีภาวะถดถอยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01) ในทุกด้าน สรุปได้ว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการชะลอภาวะถดถอย เสริมศักยภาพกลไก พชต. และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอย่างยั่งยืน จึงควรบรรจุรูปแบบนี้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ยั่งยืน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Walston J, Hadley EC, Ferrucci L, Guralnik JM, Newman AB, Studenski SA, and et al. Research agenda for frailty in older adults: Toward a better understanding of physiology and etiology. Journal of the American Geriatrics Society. 2006; 54(6): 991-1001.
Fried LP, Tangen CM, Walston J, Newman AB, Hirsch C, Gottdiener J, and et al. Frailty in older adults: Evidence for a phenotype. The Journals of Gerontology: Series A. 2001; 56(3): M146 - 56.
Rockwood K, and Mitnitski A. Frailty in relation to the accumulation of deficits. The Journals of Gerontology: Series A. 2007; 62(7): 722-7.
Xue QL. The frailty syndrome: Definition and natural history. Clinics in Geriatric Medicine. 2011; 27(1): 1-15.
Sukkriang N, and Punsawad C. Comparison of geriatric assessment tools for frailty among community elderly. Heliyon. 2020; 6(9): e04797.
Chen B, Wang M, He Q, Wang Y, Lai X, Chen H, and et al. Impact of frailty, mild cognitive impairment and cognitive frailty on adverse health outcomes among community - dwelling older adults: A systematic review and meta-analysis. Frontiers in Medicine. 2022; 9: Article 1009794.
Thinuan P, Siviroj P, Lerttrakarnnon P, and Lorga T. Prevalence and potential predictors of frailty among community - dwelling older persons in Northern Thailand: A cross - sectional study. International Journal of Environmental Research and Public Health. 2020; 17(11): 4077.
สำนักงานสถิติและสังคมแห่งชาติ. สรุปสถิติข้อมูลที่สำคัญ พ.ศ.2566: ผลสำรวจ/สำมะโนของสำนักงานสถิติและสังคมแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2567 จาก https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/ebook/2023/20231005150338_12860.pdf.
Morkphrom E, Srinonprasert V, Sura-amonrattana U, Siriussawakul A, Sainimnuan S, Preedachitkun R, and et al. Severity of frailty using modified Thai frailty index, social factors, and prediction of mortality among community-dwelling older adults in a middle-income country. Frontiers in Medicine. 2022; 9: Article 1060990.
กระทรวงสาธารณสุข. ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC). สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2567 จาก https://hdc.moph.go.th/center/public/main.
World Health Organization. Integrated care for older people (ICOPE): Guidelines on community-level interventions to manage declines in intrinsic capacity. Accessed 18 November 2024 from https://www.who.int/publications/i/item/9789241550109.
กรมอนามัย. ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care: LTC) แบบบูรณาการ. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2567 จาก https://eh.anamai.moph.go.th/th/ltc.
ประเสริฐ อัสสันตชัย. คู่มือการดำเนินงานการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ (Integrated Care for Older People: ICOPE). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ, เรือนแก้วการพิมพ์. 2567.
สำนักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ. 2561. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 54 ง. 2561.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC). สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2567 จาก https://ltcnew.nhso.go.th.
จังหวัดสระบุรี.นโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต: คุณภาพชีวิตดี “คนสระบุรีไม่ทอดทิ้งกัน”. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2567 จาก https://saraburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/296915.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2553–2583. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2567 จาก https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Report-File-408.pdf.
Stufflebeam DL. Strategies for institutionalizing evaluation: revisited. Evaluation for the 21st Century: A Handbook. Thousand Oaks, CA: Sage Publications. 1997. p. 261 - 5.
กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน. แนวทางการดำเนินงานคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน โดย อสม.ผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2567 จาก https://osm.hss.moph.go.th/uploads/OIT/O11_3.pdf.
สุมิตรา วิชา, ณัชพันธ์ มานพ, สุภา ศรีรุ่งเรือง, เบญจพร เสาวภา, ศิริรัตน์ ศรีภัทรางกูร, และณัฐกานต์ ตาบุตรวงศ์. การศึกษารูปแบบเครือข่ายบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและกลุ่มติดเตียง ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฮ่องห้า อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ. 2561; 22(43-44): 70 – 85.
จักราวุฒิ วงษ์ภักดี, คงฤทธิ์ วันจรูญ, และปรียะพร นาชัยเวียง. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการป้องกันและจัดการ อุบัติเหตุทางถนนด้วยกลไกของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์. 2568; 18(1): 49 – 58.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
