ปัจจัยแรงจูงใจที่ทำให้แพทย์และพยาบาลยังคงปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุข : กรณีศึกษาโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช

ผู้แต่ง

  • รัติกร สวนดอก กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล ภารกิจด้านบริหารจัดการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000

คำสำคัญ:

การคงอยู่ของบุคลากร , ความตั้งใจในการปฏิบัติงาน , ความผูกพันในองค์กร , บุคลากรทางการแพทย์ , แรงจูงใจ

บทคัดย่อ

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เป็นปัญหาเร่งด่วนของระบบสาธารณสุขไทย โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชมีอัตราการลาออกร้อยละ 6.7 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยแรงจูงใจภายใน และภายนอก ความผูกพันต่อองค์กร และความตั้งใจในการปฏิบัติงานต่อ เปรียบเทียบตามลักษณะส่วนบุคคล และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการปฏิบัติงานต่อใช้การวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางกับกลุ่มตัวอย่าง 164 คน ประกอบด้วยแพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไม่อิงพารามิเตอร์ และการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าบุคลากรมีปัจจัยแรงจูงใจภายในระดับสูง (equation= 4.10) โดยความรู้สึกมีคุณค่าและความภาคภูมิใจสูงสุด (equation = 4.54) แต่ความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วมต่ำสุด (equation = 3.81) ปัจจัยแรงจูงใจภายนอกระดับปานกลาง-สูง (equation = 3.48) โดยความสัมพันธ์และทีมงานสูงสุด (equation = 3.94) แต่เงินเดือนและสวัสดิการต่ำสุด (equation = 3.06) ความผูกพันต่อองค์กรระดับปานกลาง - สูง (equation = 3.70) และความตั้งใจในการปฏิบัติงานต่อระดับปานกลาง (equation = 3.43)
อายุมีผลต่อปัจจัยแรงจูงใจภายใน โดยกลุ่ม 31 - 35 ปีต่ำสุด ประสบการณ์ทำงานมีผลต่อปัจจัยแรงจูงใจภายในและความผูกพันต่อองค์กร โดยกลุ่ม 5 - 10 ปีต่ำสุด สถานภาพสมรส กลุ่มหย่าร้าง/แยกทางมีผลต่อปัจจัยแรงจูงใจภายในและความผูกพันต่อองค์กรต่ำสุด การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าปัจจัยแรงจูงใจภายนอกมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.513) รองลงมาคือปัจจัยแรงจูงใจภายใน (β = 0.280) การศึกษานี้สรุปว่า การพัฒนาปัจจัยแรงจูงใจภายนอกมีความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาบุคลากร โดยควรให้ความสำคัญเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization.Global strategy on human resources for health: Workforce 2030. Seventy-fifth World Health Assembly. 2022. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2568 จากhttps://apps.who.int/gb/ebwha/pdf_files/WHA75/A75_15-en.pdf.

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. รายงานสถิติข้าราชการ ประจำปี 2566. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2568 จาก https://www.ocsc.go.th/strategy-policy-work-plan/reports-statistics.

Nursing Solutions Incorporated. NSI National Healthcare Retention & RN Staffing Report. 2024. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2568 จาก https://www.nsinursingsolutions.com/documents/library/nsi_national_health_care_retention_report.pdf.

กองบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายงานข้อมูลบุคลากรด้านสาธารณสุข ประจำปี 2565 .สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2568 จาก https://spd.moph.go.th.

วิมลรักษ์ ศานติธรรม. ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของประเทศไทย. วิจัยปริทัศน์. 2566; 38: 1-19.

สมสมัย สุธีรศาสตร์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกโอนย้ายของพยาบาลวิชาชีพ ฝ่ายบริการพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สืบค้นเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 จาก http://www.hs.chula.ac.th/journal_article.

Herzberg F, Mausner B, and Snyderman BB. The Motivation to Work. 2nd ed. New York, John Wiley & Sons. 1959.

ดำรัสศิริ โลหะกาลก. ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ความผูกพันต่อองค์กร และคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีผลต่อความตั้งใจลาออกของพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ในเขตภาคเหนือตอนล่าง. [วิทยานิพนธ์]. ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2566.

วัลลภ ปิ่นรัตนกร, สุวิมล ตันติวงษ์วาณิช, และชนิดาภา เลิศวิริยะพันธ์. ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจลาออกของพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ จังหวัดเชียงใหม่. วารสารพยาบาลศาสตร์ล้านนา. 2563 ;16(1) :112-26.

สมพงษ์ ศรีสมบัติ, รัตนา ทองอินทร์, และสุกัญญา วงศ์ประเสริฐ. แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดขอนแก่น. วารสารสาธารณสุขภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. 2564; 39(2): 89-102.

วศิน คัมภีระ.คุณภาพชีวิตแพทย์โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดสงขลา. สืบค้นเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.skho.moph.go.th/research/files-download/document/wasin/wasin.pdf.

Yamane T. Statistics. An Introductory Analysis. 3rd ed. New York Harper and Row. 1967.

Gagné M, Forest J, Vansteenkiste M, Crevier-Braud L, Van den Broeck A, Aspeli AK, and et al. The Multidimensional Work Motivation Scale: Validation evidence in seven languages and nine countries. The European Journal of Work and Organizational Psychology. 2015; 24(2): 178-96.

Allen NJ, and Meyer JP. The measurement and antecedents of affective, continuance and normative commitment to the organization. Journal of Occupational Psychology.1990; 63(1): 1-18.

Likert, and Rensis. New Pattern of Management. New York, McGraw – Hill. 1961.

Deci EL, and Ryan RM. The "what" and "why" of Goal Pursuits: Human Needs and the Self-Determination of Behavior. Psychological Inquiry. 2000; 11(4): 227-68.

Maslach C, and Leiter MP. Understanding the burnout experience: recent research and its implications for psychiatry. World Psychiatry. 2016; 15(2): 103-11.

Super DE. A life-span, life-space approach to career development. In: Brown D, Brooks L, editors. Career choice and development. San Francisco: Jossey - Bass; 1990: 197-261.

Ng TW, and Feldman DC. The relationships of age and tenure with job performance: a meta-analysis. Pers Psychol. 2010; 63(2): 677-718.

Liu J, Zhu B, Wu J, and Mao Y. Job satisfaction, work stress, and turnover intentions among rural health workers: a cross-sectional study in 11 western provinces of China. BMC Health Service Research. 2018; 18(1): 1-11.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

04-02-2026

รูปแบบการอ้างอิง

สวนดอก ร. . (2026). ปัจจัยแรงจูงใจที่ทำให้แพทย์และพยาบาลยังคงปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุข : กรณีศึกษาโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข, 4(2), 171–188. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERPH_Yala/article/view/4372