การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ในสมัยพุทธกาล กับภิกษุสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ในสมัยพุทธกาล 2) เพื่อศึกษาบทบาทของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และ3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของภิกษุผู้ทรงธุดงค์สมัยพุทธกาลกับภิกษุผู้ทรงธุดงค์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า ธุดงควัตร คือ เครื่องมือและเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อขัดเกลาความประพฤติของพระสงฆ์ ในการกำจัดความมักมาก เห็นแก่ตัว ธุดงค์เป็นวัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ แต่ไม่มีการบังคับ ผู้ใดจะสมัครใจปฏิบัติตามก็ได้ เป็นอุบายวิธีกำจัดขัดเกลากิเลส ทำให้เกิดความมักน้อยสันโดษยิ่งขึ้น ไม่สะสมกิเลสตัณหาอุปาทาน ทำให้การปฏิบัติธรรมเจริญก้าวหน้า จนถึงขั้นบรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นสูงในพระพุทธศาสนาได้เปรียบเทียบการปฏิบัติธุดงควัตรของพระมหากัสสปเถระแล้ว ท่านถือสมาทานธุดงค์ 3 ประการ (1) ถือการนุ่งห่มบังสุกุลเป็นวัตร (2) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร (3) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จนได้รับยกย่องเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ทรงธุดงค์ เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติธุดงควัตรของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต, การปฏิบัติธุดงควัตรของพระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท), การปฏิบัติธุดงควัตรของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน การถือสมาทานธุดงค์ เหมือนกัน 3 ข้อ คือ 1) ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล 2) เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็น 3) ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ที่แตกต่างกันคือ ไม่รับอาหารที่นำมาถวายในภายหลัง ส่วนการปฏิบัติธุดงควัตรของพระอุปเสนเถระ และการปฏิบัติธุดงควัตรของพระราหุลเถระถือสมาทานธุดงค์ 13 ข้อ การปฏิบัติธุดงควัตรของพระเรวตขทิรวนิยเถระ และการปฏิบัติธุดงควัตรของพระสุภูติเถระ ถือสมาทานธุดงค์ 1 ข้อ คือ อยู่ในป่าเป็นวัตร จนได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ที่ประกอบด้วยเมตตา (อรณวิหารธรรม)
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ธรรมสภา. อสีติมหาเถระสาวก 80 พระอรหันต์. กรุงเทพฯ: สถาบันบันลือธรรม, ม.ป.ป..
ธนากิต. (2549) เอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านต่างๆ ในพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น,.
พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์. (2546). เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 6, กรุงเทพฯ: สหธรรมิก,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2543). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 9, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,