https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/issue/feed
วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
2026-04-30T12:52:55+07:00
พระครูวุฒิธรรมบัณฑิต,รศ.ดร.
chitnaretes.sri@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> วารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี :</strong> ISSN :2774-0463 (Online) เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอนและการวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชน การศึกษาและจิตวิทยา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหาให้แก่สังคม อันเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ตลอดจนประเทศชาติ </p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบัน (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p> บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานีอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ของวารสาร </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6183
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 8 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2026-01-31T13:04:15+07:00
กรรณิการ์ ชาวแพร่
krrnikarxubl2@gmail.com
สุรศักดิ์ สุทธสิริ
Surasak@northcm.ac.th
ทัศนีย์ บุญมาภิ
Tasanee@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัล และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 8 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 227 คน ในปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.42 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม และด้านการบริหารความเสี่ยงตามลำดับ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ร่วมกัน การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนบริหารความเสี่ยง และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6182
การบริหารสถานศึกษาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ในกลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอเวียงแหง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3
2026-03-11T22:37:37+07:00
วีระพัฒน์ เจริญสุข
wiraphathnxubl@gmail.com
ธีรภัทร ประสมสุข
Teerapthat@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การบริหารสถานศึกษาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในกลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอเวียงแหง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 123 คน และผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.938 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการจัดองค์การและด้านการวางแผนอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านภาวะผู้นำและด้านการควบคุมอยู่ในระดับมาก แนวทางพัฒนาการบริหารด้านการวางแผน ควรพัฒนาศักยภาพครูและผู้บริหารให้มีทักษะในการวิเคราะห์ผลประเมินและปรับหลักสูตรในบริบทพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้านการจัดองค์การ ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้เรียน ด้านภาวการณ์เป็นผู้นำ ควรพัฒนาศักยภาพครูด้านการสอนบนฐานวัฒนธรรมและความฉลาดทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และด้านการควบคุม ควรพัฒนาระบบติดตามข้อมูลกลางที่เป็นรูปธรรม พร้อมกำหนดตัวชี้วัดร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชนเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องและความโปร่งใสของข้อมูล</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6224
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอสันกำแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
2026-02-04T10:20:36+07:00
พัชรี ลวดคำ
673302018@northcm.ac.th
สิทธิชัย มูลเขียน
milkpatcharee1@hotmail.com
ภูวนาท มูลเขียน
Sitthichai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอสันกำแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 66 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอน ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน การพัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบนิเทศภายในอย่างเป็นระบบและเป็นกัลยาณมิตร ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6218
การบริหารกิจการลูกเสือในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
2026-02-03T22:45:20+07:00
นเรศ ใจเหล็ก
nrescihelk05@gmail.com
เสกชัย ชมภูนุช
sekchai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารกิจการลูกเสือในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารกิจการลูกเสือในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 105 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ซึ่งเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารกิจการลูกเสือในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากทั้งหมด คือ ด้านการวางแผนและกำหนดทิศทาง อยู่ด้านการประสานงานและสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้านการพัฒนาและจัดสรรทรัพยากรบุคคล และด้านการติดตามประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการลูกเสือในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้แก่ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ชี้แจงการบริหารอย่างชัดเจน ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม รวมถึงการส่งเสริมให้บุคลากรมีวุฒิทางลูกเสือเพิ่มมากขึ้น</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6240
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในชุมชนที่มีควาหลากหลายทางชาติพันธุ์ของสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3
2026-02-04T20:45:15+07:00
วิษณุ คำมี
WisanuKhammee2540@hotmail.com
ทัศนีย์ บุญมาภิ
Tasanee@northcm.ac.th
สังวาร วังแจ่ม
Sangwan@northcm.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการบูรณาการทรัพยากรในชุมชน ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนกล้าแสดงออกและทดลองแนวทางการเรียนรู้ใหม่ ๆ การจัดสรรและบูรณาการทรัพยากรในท้องถิ่น เช่น ภาษา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชุมชน การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม พร้อมกำหนดนโยบายการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาทักษะการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับความแตกต่างด้านความสามารถและพื้นฐานของผู้เรียนในชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6219
การนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอพร้าว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
2026-02-03T22:55:06+07:00
ปรีชญา ทบลม
saderd-pp@hotmail.com
ประกอบ สาระวรรณ
Prakob@northcm.ac.th
ธีระภัทร ประสมสุข
Teerapthat@northcm.ac.th
สุรัตน์ ศรีดาเดช
Surat@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอพร้าว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอพร้าว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จำนวน 133 คน ในปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และข้าราชการครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการรายงานและการปรับปรุงแก้ไขมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ด้านการวางแผนเตรียมการนิเทศ และด้านการประเมินผลการนิเทศตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการกำหนดและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ชัดเจน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการวางแผน ดำเนินการ และสะท้อนผลการนิเทศ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการรวบรวม วิเคราะห์ และติดตามข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการรายงานผลการนิเทศในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้สะดวก เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6221
การบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
2026-02-04T10:09:17+07:00
พงศกร อินทจักร์
ton047409047@hotmail.com
สุรศักดิ์ สุทธสิริ
Surasak@northcm.ac.th
ทัศนีย์ บุญมาภิ
Tasanee@northcm.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ (1) การบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 93 คน และผู้สัมภาษณ์ซึ่งเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.967 ผลการวิเคราะห์วิจัยพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการวางแผนการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านการตรวจสอบ นิเทศติดตาม และประเมินผล และด้านการปฏิบัติตามแผนการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ตามลำดับ ควรดำเนินการภายใต้บริบทของพื้นที่และผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ด้านการวางแผนการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ต้องใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ร่วมกับบริบทผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อลดอุปสรรคทางภาษา ด้านการปฏิบัติและการส่งเสริมมุ่งเน้นรูปแบบที่เข้าใจง่ายผ่านสัญลักษณ์หรือ QR Code ควบคู่กับการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตและคลังบทเรียนออนไลน์ที่เน้นภาพและเสียง ด้านการตรวจสอบควรเน้นการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้เชิงลึกควบคู่กับกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และด้านการปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักเรียนและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและสะท้อนข้อมูลเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เกิดความยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6223
การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแม่ริม 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
2026-02-04T10:13:37+07:00
พัชรา นนทะธรรม
miew_patchara@hotmail.com
สิทธิชัย มูลเขียน
Sitthichai@northcm.ac.th
ภูวนาท มูลเขียน
Sitthichai@northcm.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแม่ริม 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 106 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ด้านการกำหนดกลยุทธ์ ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ด้านการกำหนดทิศทางขององค์กร และด้านการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์ ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม การขับเคลื่อนกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการพัฒนาครู การใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการนำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6260
การบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดเชียงใหม่
2026-02-26T14:49:20+07:00
สุรีย์พร กองเก็บดี
Pooh_scicom@hotmail.com
สุรศักดิ์ สุทธสิริ
Surasak@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มประชากร ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 111 คน ผู้สัมภาษณ์เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 2 คน และครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไป จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการ กำกับ นิเทศและติดตาม ด้านการวางแผนใช้แหล่งเรียนรู้ ด้านดำเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ และด้านปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารแหล่งเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในยุคดิจิทัล มุ่งเน้นการวางแผนใช้แหล่งเรียนรู้โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและประสบการณ์ ควบคู่กับการใช้แหล่งเรียนรู้โดยปรับปรุงห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ควรมีการกำกับ นิเทศ และติดตามอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการกัลยาณมิตร พร้อมกำหนดแนวทางปรับปรุงและแก้ไขปัญหาการบริหารและการใช้แหล่งเรียนรู้อย่างเป็นระบบ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6259
การบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลปิงโค้ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
2026-02-10T01:27:21+07:00
พุฒิพงศ์ ลิ้มไพรสาณฑ์
phutthiphong502@hotmail.com
เสกชัย ชมภูนุช
sekchai@northcm.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลปิงโค้ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 95 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน รองผู้บริหารสถานศึกษา 2 คน และครูจำนวน 87 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามตามเป้าหมายจำนวน 8 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน และรองผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ ด้านผู้นำการเรียนรู้และการสื่อสาร ด้านการใช้เทคโนโลยีและคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมเชิงสร้างสรรค์ ด้านการบริหารจัดการเชิงระบบ และด้านการสร้างความสัมพันธ์ เครือข่าย และความร่วมมือ แนวทางการพัฒนา คือความพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสองทางเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของความหลากหลายและเป็นกลาง โดยเน้นการตัดสินใจจากข้อมูลเชิงประจักษ์และการสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมกัน พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและการบริหารจัดการเชิงระบบที่บูรณาการการทำงานทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่องและไม่แยกส่วน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5995
แนวทางการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-01-20T15:12:41+07:00
ปิติพงษ์ ธาระมนต์
thidanan@ppw.ac.th
ชัยยนต์ เพาพาน
10pitipong2532@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ด ทั้ง 3 เขต จำนวน 351 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.973 และ 0.986 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ โดยวิธีการสัมภาษณ์ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การบริหารจัดการเครือข่าย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การมี ส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การบริหารจัดการเครือข่าย และความต้องการจำเป็นในการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เรียงลำดับค่าความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย 2) การประเมินผลการดำเนินงานเครือข่าย 3) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน 4) การประสานงานเครือข่าย 5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 6) การบริหารจัดการเครือข่าย 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งหมด 6 ด้าน 30 แนวทาง ด้านที่ 1 การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันมี 5 แนวทาง ด้านที่ 2 การบริหารจัดการเครือข่าย มี 6 แนวทาง ด้านที่ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย มี 5 แนวทาง ด้านที่ 4 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มี 4 แนวทาง ด้านที่ 5 การประสานงานเครือข่าย มี 5 แนวทาง และด้านที่ 6 การประเมินผลการดำเนินงานเครือข่าย มี 5 แนวทาง ทั้ง 6 ด้าน 30 แนวทาง มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 และความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 ตามลำดับ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6702
รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกยุคดิจิทัลของครู สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2
2026-03-21T15:36:06+07:00
วัชรากร เคยบรรจง
watcharagron53077@gmail.com
เสวียน เจนเขว้า
sjenkwao@gmail.com
ชัยยพล พสุรัตน์บรรจง
bigsu.kbg@gmail.com
กัญจ์ชลิการ์ กันทะเจตน์
Kunchalikar_kk@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ การบูรณาการเทคนิคการวิจัย<a href="https://www.google.com/search?q=%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93&sca_esv=7106858f813936e4&rlz=1C1UEAD_enTH967TH967&biw=1366&bih=641&sxsrf=ANbL-n6Ijl8M_9h6WOpad2cZ5jEiZbL3-g%3A1773233364083&ei=1GSxaZziBK_I1e8P6N0f&ved=2ahUKEwiDxrzO8ZeTAxUNhq8BHZLUHRcQgK4QegQIAhAC&uact=5&oq=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5+%28Mixed+Methods+Research%29+%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAia-C4p-C4tOC4mOC4teC4p-C4tOC4iOC4seC4ouC5geC4muC4muC4nOC4quC4suC4meC4p-C4tOC4mOC4tSAoTWl4ZWQgTWV0aG9kcyBSZXNlYXJjaCkg4Lir4Lih4Liy4Lii4LiW4Li24LiHMgUQABjvBTIFEAAY7wUyBRAAGO8FMgUQABjvBTIFEAAY7wVIqSBQyhFYyhFwAXgBkAEAmAGbAaABmwGqAQMwLjG4AQPIAQD4AQL4AQGYAgKgAqsBwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICFxAuGLADGLgGGNgCGMgDGNoGGNwG2AEBmAMAiAYBkAYLugYECAEYGZIHAzEuMaAHmwWyBwMwLjG4B6EBwgcFMi0xLjHIBw6ACAA&sclient=gws-wiz-serp">เชิงปริมาณ</a> (Quantitative) และ<a href="https://www.google.com/search?q=%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E&sca_esv=7106858f813936e4&rlz=1C1UEAD_enTH967TH967&biw=1366&bih=641&sxsrf=ANbL-n6Ijl8M_9h6WOpad2cZ5jEiZbL3-g%3A1773233364083&ei=1GSxaZziBK_I1e8P6N0f&ved=2ahUKEwiDxrzO8ZeTAxUNhq8BHZLUHRcQgK4QegQIAhAD&uact=5&oq=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5+%28Mixed+Methods+Research%29+%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAia-C4p-C4tOC4mOC4teC4p-C4tOC4iOC4seC4ouC5geC4muC4muC4nOC4quC4suC4meC4p-C4tOC4mOC4tSAoTWl4ZWQgTWV0aG9kcyBSZXNlYXJjaCkg4Lir4Lih4Liy4Lii4LiW4Li24LiHMgUQABjvBTIFEAAY7wUyBRAAGO8FMgUQABjvBTIFEAAY7wVIqSBQyhFYyhFwAXgBkAEAmAGbAaABmwGqAQMwLjG4AQPIAQD4AQL4AQGYAgKgAqsBwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICFxAuGLADGLgGGNgCGMgDGNoGGNwG2AEBmAMAiAYBkAYLugYECAEYGZIHAzEuMaAHmwWyBwMwLjG4B6EBwgcFMi0xLjHIBw6ACAA&sclient=gws-wiz-serp">เชิงคุณภาพ</a> (Qualitative) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ยุคดิจิทัลของครู 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินสมรรถนะที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 และแบบประเมินรูปแบบการบริหารจัดการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกยุคดิจิทัลของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก 2) รูปแบบการบริหารจัดการที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การวางแผน (Planning) การแสวงหาความรู้ดิจิทัล (Self-Learning) การนำไปปฏิบัติเชิงรุก (Active Implementation) และการประเมินผลและสะท้อนคิด (Evaluation & Reflection) โดยมีกลไกการพัฒนาตนเองเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน และ 3) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาครูสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี