https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/issue/feed
วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
2026-08-31T00:00:00+07:00
พระครูวุฒิธรรมบัณฑิต,รศ.ดร.
chitnaretes.sri@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> วารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี :</strong> ISSN :2774-0463 (Online) เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอนและการวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชน การศึกษาและจิตวิทยา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหาให้แก่สังคม อันเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ตลอดจนประเทศชาติ </p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบัน (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p> บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานีอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ของวารสาร </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6029
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการวาดรูปบาร์โมเดล เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2026-04-09T13:51:27+07:00
สุดารัตน์ บุญมาก
sudarat.boo@bru.ac.th
กระพัน ศรีงาน
Kraphan.s@bru.ac.th
เบญจพร วรรณูปถัมป์
Benjaphorn.wn@bru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการวาดรูปบาร์โมเดล และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการวาดรูปบาร์โมเดล จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ชนิดอัตนัย จำนวน 5 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired-sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6816
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
2026-07-08T12:58:20+07:00
ชัยยพล พสุรัตน์บรรจง
bigsu.kbg@gmail.com
ลออ วิลัย วิลัย
pun-pun28@hotmail.com
สมุทร สมปอง
samoot.1958@gmail.com
สมกิต บุญยะโพธิ์
boonyapo2499@gmail.com
<p>การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยจำแนกตามสถานบุคคล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 462 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 210 คน จากกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูป Krejcie & Morgan เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า มี 3 ตอน ค่าความเชื่อมั่นของการทดสอบแบบสอบถามทั้งชุดเป็นค่าแอลฟ่า 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลทำการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ คำนวณหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ผลการวิจัย พบว่า ความคิดเห็นของครูต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียนโดยภาพรวมและรายข้อทุกด้านอยู่ในระดับมาก เลียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารทั่วไป ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างความคิดเห็นของครู จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ประสบการณ์ พบว่า ทั้งภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6147
แนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนปฐมวัยโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ในศตวรรษที่ 21
2026-01-28T22:09:52+07:00
ชัยยพล พสุรัตน์บรรจง
bigsu.kbg@gmail.com
ณัฏฐ์กชพร ปุลินถิรพุทธิ์
Natkotchaporn112@gmail.com
วัชรากร เคยบรรจง
watcharagron53077@gmail.com
ไพโรจน์ กระจ่างพันธ์
rotk1959@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษาต่อแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนปฐมวัยโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรในการศึกษา คือบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วยครูและพนักงานของสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จำนวน 976 คน จากจำนวน 11 โรงเรียน รวมประชากรทั้งสิ้นจำนวนคน 278 กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามจำนวน. 278 คน เปรียบเทียบจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) เครื่องมือเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่ามี 3 ตอน มีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากการทดสอบแบบสอบถามทั้งชุดได้ค่าแอลฟ่า 0.94 การวิเคราะห์ข้อมูลทำการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และค่า F-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษาต่อแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนปฐมวัย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการประเมินผล ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านอาคารสถานที่ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านเนื้อหาของหลักสูตร ตามลำดับ 2) บุคลากรทางการศึกษาที่มี เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์บริหาร ต่างกันกันมีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนปฐมวัย ไม่แตกต่างกัน ส่วนผู้ที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6392
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตดอยอ่างขาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่
2026-02-16T16:09:40+07:00
อัจฉรา ตราเทพ
packyoyo@hotmail.com
สิทธิชัย มูลเขียน
Sittichai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตดอยอ่างขาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ โดยศึกษาจากประชากรคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 171 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และมีค่าความเชื่อมั่น 0.95 1) การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตดอยอ่างขาง โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับ คือ ด้านการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้าย คือ ด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาควรเริ่มจากการกำหนดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาบุคลากรด้วยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายนอกเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรเรียนรู้ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายสนับสนุนทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักด้านจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6390
การบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่
2026-02-16T15:21:42+07:00
นริศ อากาศทิพย์
mmaster_mna@hotmail.com
สุรัตน์ ศรีดาเดช
surat@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครู จำนวน 248 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การประชาสัมพันธ์งานการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ งานกิจการนักเรียน การพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การดำเนินงานธุรการ งานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม แนวทางการพัฒนาการการดูแลอาคารสถานที่ของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม สพม.เชียงใหม่ ควรวางแผนระบบงานที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย และจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้นวัตกรรมอย่างคุ้มค่า โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนผ่านระบบนิเทศติดตามและการแจ้งซ่อมที่มีประสิทธิภาพ พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความยั่งยืนตามแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6391
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในงานวิชาการของหน่วยบริการประจำอำเภอ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดน่าน
2026-02-16T16:12:50+07:00
วาทินี ดอนป่าน
wdonpan@gmail.com
จันทรฉาย ยมสูงเนิน
janchai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มี1) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในงานวิชาการ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในงานวิชาการของหน่วยบริการประจำอำเภอ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน กลุ่มประชากร ผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด น่าน จำนวน 3 คน หัวหน่วยบริการ จำนวน 8 คน ครูผู้สอน จำนวน 22 คน พี่เลี้ยงเด็กพิการจำนวน 44 คน นักสหวิชาชีพจำนวน 23 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 8 คน รวม จำนวนทั้งสิ้น จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในงานวิชาการ โดยอยู่ในระดับมาก ที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมดำเนินการ ,ด้านการมีส่วนร่วมประเมินผล และอยู่ในระดับมาก คือ ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ และด้านการมีส่วนร่วมได้รับผลประโยชน์ ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน เน้นให้ภาคีเครือข่ายร่วมตัดสินใจกำหนดเป้าหมายตามหลักกระจายอำนาจและสร้างชุมชน PLC ร่วมดำเนินการผ่านวิจัยชั้นเรียนเพื่อสร้างนวัตกรรมสู่แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ร่วมประเมินผลด้วยเครื่องมือที่หลากหลายพร้อมนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ และร่วมรับประโยชน์ผ่านระบบสร้างแรงจูงใจ ยกย่องเกียรติคุณในผลงานวิชาการ ควบคู่กับการดูแลสวัสดิการและสุขภาพจิตของบุคลากร</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6334
การบริหารระบบการประกันคุณภาพภายในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้าว 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
2026-02-16T10:18:08+07:00
ดารณี อินชัย
daraneeinchai512@hotmail.com
จันทรฉาย ยมสูงเนิน
Junchai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการบริหารระบบการประกันคุณภาพภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้าว 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 โดยศึกษาจากประชากรคือ ผู้บริหาร 4 จำนวน 7 คน ครูผู้สอนจำนวน 67 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 74 คน ใช้เครื่องมือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1) การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า การบริหารระบบประกันคุณภาพภายในโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง และการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านการติดตามผลการดำเนินงาน แต่ยังคงอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน 2) แนวทางการพัฒนาด้านการกำหนดมาตรฐานและแผนพัฒนาการจัดการศึกษา เน้นการกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายดิจิทัลให้ชัดเจน โดยเชื่อมโยงมาตรฐานกับนโยบายระดับชาติและข้อมูลจริงจากการเรียนการสอน ควรนำผลการประกันคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อระบุจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาผ่านนวัตกรรมทางการบริหาร ส่วนการดำเนินงานตามแผนต้องขับเคลื่อนด้วยกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม เช่น ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการนำงานวิจัยทางการศึกษาหรือนวัตกรรมดิจิทัลมาเป็นฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้และการบริหารงานอย่างเป็นระบบ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/7503
การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสี่ระดับ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-06-29T21:03:58+07:00
ศิริพร พินิจผล
siripronsi2537@gmail.com
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
namthipo@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสี่ระดับวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสี่ระดับ 3) เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 จังหวัดพิจิตร จำนวนนักเรียน 338 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) การสร้างแบบทดสอบเพื่อสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน 2) การสร้างและตรวจคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสี่ระดับ 3) การศึกษาเพื่อจำแนกมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบทดสอบวินิจฉัยสี่ระดับที่ทำการศึกษามโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนจำนวน 7 มโนทัศน์ ประกอบด้วย 3 เนื้อหาหลัก คือ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว การแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และการนำความรู้เกี่ยวกับการแก้สมการชิงเส้นตัวแปรเดียวไปใช้ในชีวิตจริง โดยมีข้อคำถามจำนวน 40 ข้อ แต่ละข้อประกอบด้วยขั้นคำตอบ (A-tier) ขั้นความมั่นใจของคำตอบ (CA-tier) ขั้นเหตุผล (R-tier) และขั้นความมั่นใจของเหตุผล (CR-tier) (2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสี่ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยากง่ายเฉลี่ยของขั้นคำตอบเท่ากับ 0.40 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.21-0.68 และขั้นเหตุผลเท่ากับ 0.39 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.21-0.75 ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยของขั้นคำตอบเท่ากับ 0.45 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.21-0.79 และขั้นเหตุผลเท่ากับ 0.36 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.21-0.79 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบตามสูตรคูเดอร์–ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ 0.87 สำหรับขั้นคำตอบ และ 0.82 สำหรับขั้นเหตุผล และ (3) ผลการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนของนักเรียน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน (M) รองลงมา คือ กลุ่มขาดความรู้้ (LK) กลุ่มมโนทัศน์ที่สมบูรณ์ (SK) และกลุ่มขาดความมั่นใจในความรู้ ( NCK) โดยมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนมากที่สุด คือ มโนทัศน์การแทนค่าในนิพจน์พีชคณิต</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/7810
แนวทางการบริหารงานวิชาการตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับ นานาชาติ (PISA) ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
2026-05-29T22:58:18+07:00
กนกวรรณ พันธุ์ลาภ
krupor2465@gmail.com
สาโรจน์ เผ่าวงศากุล
sengcomm@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารงานวิชาการ และ 2) แนวทาง การบริหารงานวิชาการตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำนวน 212 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา และผู้ให้ข้อมูลการสนทนากลุ่มจำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษาและด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 2. แนวทางการบริหารงานวิชาการตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) มีดังนี้ 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา สถานศึกษาควรมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สถานศึกษาควรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนรู้กับสถานการณ์จริงหรือบริบทในชีวิตประจำวันของผู้เรียน 3) ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน สถานศึกษาควรพัฒนาการวัดและประเมินผลโดยเน้นการประเมินตามสภาพจริง มีการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลที่หลากหลาย และนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง 4) ด้านการนิเทศการศึกษา ผู้บริหารควรดำเนินการนิเทศแบบกัลยาณมิตรโดยมุ่งเน้น การให้คำแนะนำและส่งเสริมการพัฒนาครู และควรเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานภายนอกเข้ามา มีส่วนร่วมในการนิเทศ 5) ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สถานศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้รวมถึงพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/6616
การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล
2026-03-11T21:38:17+07:00
พระมหาไสว สิริปญฺโญ
sawai03099@gmail.com
กิตติธัช นาชัย
pm.kittidhat@gmail.com
อนุศาสน์ วรบูรณ์ภูมิสุข
anusat5122510@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความหมายและความสำคัญของภาษาอังกฤษในยุคดิจิทัล (2) วิเคราะห์บทบาทของภาษาอังกฤษต่อการเรียนรู้และการสื่อสารออนไลน์ และ (3) นำเสนอปัญหา ความท้าทาย และแนวทางในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในสังคมดิจิทัล การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษ การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และการสื่อสารในสังคมออนไลน์ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา เพื่อนำเสนอผลการศึกษาในลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญในฐานะภาษาสากลที่ใช้เป็นสื่อกลางในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และองค์ความรู้จากแหล่งข้อมูลดิจิทัลในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลทางวิชาการ เช่น วารสารวิชาการ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลการวิจัยออนไลน์ ซึ่งช่วยส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่หลากหลายได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษยังมีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารในสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้คนจากหลากหลายประเทศและวัฒนธรรมสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี