วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025 <p><strong> วารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี :</strong> ISSN :2774-0463 (Online) เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอนและการวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชน การศึกษาและจิตวิทยา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหาให้แก่สังคม อันเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ตลอดจนประเทศชาติ </p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบัน (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p> บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานีอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ของวารสาร </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี th-TH วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2774-0463 การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้กิจกรรมแบบเน้นภาระงานสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีนและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏเลย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3771 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้กิจกรรมแบบเน้นภาระงานสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีนและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนและอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีนและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้กิจกรรมแบบเน้นภาระงาน ที่ได้มาโดยการเลือกกลุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องมือ 3 ชนิดคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมแบบมุ่งเน้นภาระงาน 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษาพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 โดยมีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 94.42 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 76.78 นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงหลังเรียน (เฉลี่ย 33.85 จากคะแนนเต็ม 40) สูงกว่าก่อนเรียน (เฉลี่ย 22.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.64 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ( = 4.60)&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> ณัฐนันท์ สุ่มมาตย์ ศรีจิตรา นวรัตนาภรณ์ ศุภกานต์ บำรุงราชหิรัณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 MCU UBONRATCHATHANI JOURNAL OF BUDDHIST STUDIES (JOBU) 2025-12-31 2025-12-31 7 3 1 12 การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในฐานะเป็น Home Stay Host สำหรับนักเรียนโรงเรียนบ้านนาหว้าน้อย ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4508 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการ ด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาหว้าน้อย และบริบทของชุมชนในฐานะแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์ 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรและแบบฝึกทักษะ ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนในบทบาท Home Stay Host ที่บูรณาการความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น 3) เพื่อเปรียบเทียบและประเมินผล ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองในบทบาทของ เจ้าบ้าน (Home Stay Host) ต่อ กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์จริงในชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวโดยมี เป็นกลุ่มประชากรเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนบ้านนาหว้าน้อย จำนวน 26 คน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และเครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน (pre-test/post-test) และแบบสอบถามความพึงพอใจ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการด้านการสื่อสารของนักเรียนและชุมชน จากนั้นจึงนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรและแบบฝึกทักษะที่เน้นการฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้นักเรียนและผู้ปกครองยังแสดงความพึงพอใจต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนมีความมั่นใจในการใช้ภาษาและเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน</p> ณัฐนันท์ สุ่มมาตย์ เนาวรัตน์ ฤทธิศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 13 22 การบูรณาการหลักธรรมเชิงพุทธของผู้บริหารท้องถิ่นในการจัดการความขัดแย้ง ด้านการใช้น้ำในชุมชน ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3745 <p>การบริหารจัดการน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและรักษาความสมดุลของทรัพยากรน้ำในระดับชุมชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำหลักธรรมเชิงพุทธมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำของผู้นำท้องถิ่นในตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยเน้นการใช้หลักพุทธศาสนาในการลดความขัดแย้งด้านการใช้น้ำผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า ผู้นำท้องถิ่นนำหลักพุทธศาสนา เช่น อริยสัจ 4 หลักพละ 4 และหลักเมตตาธรรม มาใช้ในการจัดการความขัดแย้งเกี่ยวกับการแย่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำโดยใช้หลักโยนิโสมนสิการยังช่วยให้เกิดการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนานโยบายสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมโดยใช้หลักศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง</p> พระมหาธงชัย วชิรญาโณ เขมิกา วริทธิ์วุฒิกุล พระสิริชัย ธมฺมจาโร (สายสิงห์) สมนึก จันทร์โสดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 23 36 การพัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ 21 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3031 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ 21 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 พัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน ใช้วิธีการคัดเลือกด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือในการเก็บ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และตอนที่ 2 ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ 21 กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ คุณครู จำนวน 658 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการเก็บได้แก่ แบบสอบถาม ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ 21 มีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ทักษะการจัดการข้อมูล องค์ประกอบที่ 2 ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล องค์ประกอบที่ 3 ทักษะทางสังคม องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการปรับตัว องค์ประกอบที่ 5 ทักษะความคิดออกแบบนวัตกรรม และองค์ประกอบที่ 6 ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และตัวบ่งชี้ มีจำนวน 21 ตัวบ่งชี้ และ 2) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันลำดับที่สอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานในอนาคตของครูในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาจากค่าสถิติทีใช้ตรวจสอบ ค่า Chi-squared (<em>χ</em>2) = 187.781, องศาอิสระ (df) = 163, และค่า p-value = 0.089, SRMR = 0.030, RMSEA = 0.015, CFI = 0.985, GFI = 1.000, AGFI = 1.000 และ&nbsp; <em>χ</em><sup>2</sup>/df = 1.152</p> ณัฐวรินทร์ วงศ์สุวรรณ ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม ยุวรี ญานปรีชาเศรษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 37 52 The การประยุกต์ใช้ญาณวิทยาของโสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล เพื่อการวิจัยแบบคุณภาพเชิงเอกสาร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4765 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักการและทฤษฎีในเรื่องญาณวิทยาของโสกราตีส เพลโตและอริสโตเติล 2) เพื่อสำรวจกระบวนการวิจัยแบบคุณภาพเชิงเอกสาร 3) เพื่อประยุกต์ใช้ญาณวิทยาของโสกราตีส เพลโตและอริสโตเติลในการวิจัยแบบคุณภาพเชิงเอกสาร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบคุณภาพเชิงเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า 1) โสกราตีส เพลโตและอริสโตเติล มีแนวคิดญาณวิทยาที่ทั้งแตกต่างและคล้ายกัน โสกราตีสเน้นการแสวงหาความรู้ผ่านการสนทนาและการรู้จักตนเอง เพลโตเชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงมาจากการระลึกถึงแบบที่อยู่ในโลกเหนือธรรมชาติ ขณะที่อริสโตเติลเน้นการสังเกตและประสบการณ์เป็นแหล่งที่มาของความรู้ แนวคิดเหล่านี้ได้วางรากฐานสำคัญให้กับการศึกษาทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมา 2) กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเอกสาร มีขั้นตอนหลักๆ คือ กำหนดปัญหาวิจัย ทบทวนวรรณกรรม ออกแบบการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุป อภิปรายผล ข้อเสนอแนะและการวิจัยคุณภาพเชิงเอกสารนี้จะมีปัญหาสำคัญ เช่น ปัญหาความถูกต้องของเอกสาร ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล การตีความและการเลือกเอกสาร 3) การประยุกต์ใช้ญาณวิทยาของโสกราตีส เพลโตและอริสโตเติลมาใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเอกสารมีกระบวนการวิจัยที่สำคัญ เช่น การใช้คำถามเพื่อเจาะลึกข้อมูลในเอกสาร แนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ของแต่ละนักปรัชญาสามารถปรับใช้ในการวิจัยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตีความข้อมูลและการเข้าใจความหมายของข้อมูลในเอกสาร วิธีการตั้งคำถามของโสกราตีสเน้นกระตุ้นการคิดและการเปิดเผยความรู้ใหม่ๆ และการวิจารณ์ความคิดเห็นที่มีเหตุผล ส่วนทฤษฎีโลกอุดมคติของเพลโต ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์เอกสารและการตีความข้อมูลให้มีความหลากหลายมากขึ้น และหลักอริสโตเติลเน้นการใช้เหตุผลและตรรกะในการศึกษา นักวิจัยสามารถใช้ตรรกะของอริสโตเติลในการแยกแยะและวิเคราะห์เอกสารโดยใช้หลักตรรกะแบบนิรนัยหรือการสรุปจากข้อเท็จจริงใช้ตรรกะแบบอุปนัย</p> <p> </p> <p> </p> ประเวศ อินทองปาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 53 72 การศึกษาประยุกต์หลักพุทธธรรมการพัฒนาจิตใจของคนรุ่นใหม่ในสังคมยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3212 <p>บทบทความนี้กล่าวถึงการใช้หลักธรรมตามแนวพุทธเพื่อพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนวัยรุ่นในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การทำงาน หรือการสื่อสารกับผู้อื่น แม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกในหลายด้าน แต่ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในโลกออนไลน์ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือหรือแนวทางที่จะช่วยเสริมสร้างจิตใจให้เข้มแข็งและสมดุล หลักพุทธธรรมเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่เน้นการฝึกฝนจิตใจให้เกิดความสงบ มีสติ และสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างมีสติปัญญา หลักธรรมสำคัญ เช่น สติ (สติปัฏฐาน 4) สมาธิ (สัมมาสมาธิ) และปัญญา (สัมมาทิฏฐิ) สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถจัดการกับความกดดันจากสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระบุญเพ็ง ปยุตโต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 73 84 พุทธศาสนา: ความขัดแย้งสู่มูลเหตุแห่งการปกครอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3744 <p>ความขัดแย้งทำให้เกิดการรังสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่สังคม และความวุ่นวายระหว่างมนุษย์และสังคม โดยมีนักสังคมวิทยา มองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากการคบหาสมาคม เพราะการที่มนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดในสังคมได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยทางชีวภาพ หรือปัจจัยด้านอื่นๆ เพื่อสนองความต้องการของตนเอง ดังนั้นจึงเข้าไปสัมพันธ์กับความขัดแย้งโดยที่มนุษย์ไม่เข้าใจธรรมชาติของความอยาก หรือความต้องการอย่างแท้จริงจึงทำให้ติดกับดักของความขัดแย้ง แต่ก็มีตัวแปรสำคัญโดยการยึดหลักความสัมพันธ์กับความอยาก โดยมีศาสนาเป็นศูนย์กลางที่นำสู่การคลี่คลาย ความขัดแย้ง ความบาดหมางกันระหว่างบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือสถาบันเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนสังคม ความตรึงเครียด ความไม่สงบสุข ความหวาดระแวง มีปัจจัยจากการตัดสินใจ การรับรู้ผลประโยชน์ ค่านิยมที่ต่างกัน การไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการแตกแยกทางทัศนะ ความคิด และความต้องการทางภูมิภาคเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งในการหาทางออก ให้ทุกสังคมหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไห้ได้ สามารถหาข้อยุติได้ในกรอบของกลไกที่มีอยู่ในสังคม สามารถดำเนินต่อไปได้ตราบเท่าที่ปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสัดส่วนที่ไม่แผ่กระจายไปทั่ว ตลอดจนหาวิธีการหรือกลไกเพื่อยุติความขัดแย้งในสังคม ก็สามารถดำเนินต่อไป ถือได้ว่าสังคมนั้นยังอยู่ได้อย่างสมานฉันท์</p> พระสิริชัย ธมฺมจาโร พระมหาสิงห์ณรงค์ สิรินฺธรเมธี พระสังวาน เขมปญฺโญ ศราวุธ ขันธวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 85 96 ปักหมุดการดำเนินชีวิตแบบพุทธ แนวทางสู่ความสุขและความมั่นคงในชีวิต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3211 <p>การดำเนินชีวิตแบบพุทธเป็นแนวทางที่ช่วยให้บุคคลพัฒนาตนเองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และปัญญา โดยยึดหลัก อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดความสุขที่แท้จริงและความสงบภายใน การมี ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องนำทางทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้อง มีคุณธรรม และมีจริยธรรม ส่งผลให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว การงาน และสังคม การนำหลักพุทธธรรม เช่น สติปัฏฐาน 4 และ เศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ ช่วยให้บุคคลลดความยึดมั่นถือมั่น เข้าใจธรรมชาติของชีวิต และสามารถเผชิญกับปัญหาได้อย่างมีสติ การปักหมุดชีวิตตามหลักพุทธศาสนาไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดปัญญาและความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต แต่ยังเป็นเส้นทางสู่ความสุขที่มั่นคงและยั่งยืน</p> พระอธิการธีรวัฒน์ ภทฺทธมฺโม (ศิริบุตร) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 98 108 พุทธธรรม: พลังขับเคลื่อนการเมือง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/3743 <p>หลักพุทธรรมกับพลังขับเคลื่อนทางการเมืองการปกครอง การบริหารรัฐคือบริบททางการเมือง ทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เป็นคุณลักษณะผู้ทรงธรรม มีความยุติธรรม มีความรอบรู้และเป็นธรรม โดยผู้นำการปกครองจะต้องยึดถือเป็นข้อปฏิบัติ ให้เหมาะสมตามธรรม คือหลักหลักอธิปไตย 3 หลักสังคหวัตถุ 4 หลักสุจริต 3 หลักสัปปุริสธรรม 7 ที่ส่งเสริมศีลธรรมทางการเมืองการปกครอง “หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการเป็นผู้นำ” คือศีล 5 ธรรม 5 กัลยาณมิตร 7 ราชธรรม 10 และจักรวรรดิวัตร 12 ธรรมเหล่านี้เกิดความยุติธรรม ร่มเย็น สันติสุข เป็นเครื่องมือในการเมืองการปกครองส่วนที่ผู้ดูแลบริหารบ้านเมือง “หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ” ก่อเกิดชุมชนเข้มแข็งประเทศชาติยั่งยืน นั้นคือ ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4, อิทธิบาท 4, วุฑฒิธรรม 4, จักร 4 พละ 5 “หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสงเคราะห์คนในสังคม” เป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิตประชาชนในประเทศ ประกอบด้วย สังคหวัตถุ 4 ราชสังคหวัตถุ 4 “หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการวินิจฉัยสั่งการ” ธรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารปกครองบ้านเมือง คือหลักอคติ 4 หลักพรหมวิหาร 4 หลักโลกธรรม 8 หลักอริยสัจ 4 “หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการพัฒนาองค์กร” ธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นความผูกพันระหว่างคนกับคนได้เป็นอย่างดีจนสามารถก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ ได้แก่ ฆราวาสธรรม 4 หลักพุทธธรรมที่ระบุมาทั้งหมดนี้ เป็นการวางกรอบแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครองตามแนวพุทธศาสนา ส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองมีเป้าหมายและหลักการยึดถือเพื่อนำไปสู่สันติสุขได้</p> พระมหาสิงห์ณรงค์ สิรินฺธรเมธี พระสิริชัย ธมฺมจาโร พระกองสี ญาณธโร ศราวุธ ขันธวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 109 122 การตกทอดพระบรมสารีริกธาตุมาสู่ประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5521 <p>พระบรมธาตุ คือพระอัฐิของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ทรงอธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพาน ให้คงเหลือไว้หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท พระบรมธาตุมีสองลักษณะคือ พระบรมธาตุที่ไม่แตกกระจาย และที่แตกกระจาย มีขนาดเล็กสุดประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในศาสนาพุทธ จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เป็นสัญลักษณ์เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัทเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้วสิ่งที่เป็นสรณะแทนพระองค์ คือ การเข้าเห็นธรรมสามารถปฏิบัติให้ถึงขั้นสูงสุดก็จะสามารถเข้าถึงพระพุทธองค์ เพราะพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางให้เกิดกุศลในการดำเนินชีวิต ส่วนการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนเป็นเรื่องของพุทธบริษัทที่จะทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป การยึดถือบูชาสิ่งที่ควรบูชาอันเป็นเครื่องยึดทางด้านจิตใจของพุทธบริษัทในปัจจุบันที่เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายถือเป็นการบูชาสิ่งที่เป็นปูชนียบุคคลอันถือทรงไว้ด้วยคุณค่ามากทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และศาสนา</p> ทิพย์ภวิษณ์ ใสชาติ พระครูโกศลวิหารคุณ (จูม) พระครูธีรธรรมบัณฑิต (ศิริวัฒน์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 123 138 แนวทางการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสะท้อนคิด ด้วยหลักพุทธธรรม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4736 <p>การเขียนภาษาอังกฤษเชิงสะท้อนคิด (Reflective Writing in English) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้งเพื่อนำไปสู่การพัฒนาทางวิชาการและจิตใจ การใช้หลักพุทธธรรมมาประยุกต์ในการพัฒนาทักษะการเขียนรูปแบบนี้ สามารถช่วยเสริมสร้างคุณธรรม การรู้คิดอย่างมีวิจารณญาณ และความสม่ำเสมอในการฝึกฝนทักษะภาษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสะท้อนคิด โดยใช้หลักพุทธธรรม ได้แก่ อิทธิบาท 4, สัปปุริสธรรม 7, พรหมวิหาร 4, และ สังคหวัตถุ 4 มาเป็นกรอบแนวคิดในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะทางภาษาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> เอกชัย ศรีบุรินทร์ เกริก พิสัยพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 139 150 การประยุกต์ใช้หลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตในผู้ป่วยจิตเวช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4645 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของผู้ป่วยจิตเวช โดยเน้นการบูรณาการกระบวนการตามหลักกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนาเข้ากับแนวทางการบำบัดทางจิตเวช อาทิ จิตบำบัดเชิงพุทธ การฝึกสติเพื่อการรับรู้ตนเอง (Mindfulness-Based Therapy) และแนวคิดสุขภาพองค์รวม ผลการวิเคราะห์พบว่าหลักสติปัฏฐาน 4 สามารถช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชมีความสามารถในการตระหนักรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางความคิด ลดอารมณ์ด้านลบ และพัฒนาความสงบทางใจได้อย่างยั่งยืน</p> นันทนา มวลเมืองสอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 151 160 เจตนา : การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมตามหลักพุทธจริยศาสตร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5519 <p>บทความวิชาการเรื่อง “เจตนา:การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมตามหลักพุทธจริยศาสตร์”นี้ โดยใช้วิธีการศึกษาด้วยการศึกษาและค้นคว้าจากเอกสารสำคัญโดยมีพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ ตำราและงานวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแยกประเภท เรียบเรียง สรุปสาระสำคัญ และวิเคราะห์เนื้อหา โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ส่วน คือ 1) บทนำ 2) ความหมายของเจตนา 3) บ่อเกิดของเจตนา 4) เจตนากับสถานภาพการกระทำทางศีลธรรม 5) การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมตามหลักพุทธจริยศาสตร์ และ 6) บทส่งท้าย บทความนี้เป็นการเขียนเชิงวิเคราะห์เอกสาร จากการศึกษาพบว่า เจตนา คือ ความตั้งใจในการกระทำกรรมต่างๆ ของมนุษย์ทั้งในแง่ของการสร้างสรรค์และทำลายเกิดจากมโนกรรมทั้งที่เป็นกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา มีผลต่อการแสดงออกของการกระทำผ่าน 3 ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ เจตนาตามหลักพุทธจริยศาสตร์ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมสมดังพระพุทธพจน์โดยมีใจความว่า“เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม”โดยแท้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับความชอบ ไม่ชอบของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เป็นที่แน่ชัดว่า การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมตามหลักพุทธจริยศาสตร์จัดเป็นเจตนาวาทโดยใช้เจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสินปัญหาจริยธรรม</p> นคร จันทราช พระครูธีรธรรมบัณฑิต (ศิริวัฒน์) สิปป์มงคล ป้องภา พระอธิการสุภาพร เตชธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 161 172 พุทธศาสนากับการพัฒนาสมดุลทางจิตวิญญาณในยุคดิจิทัล: การเผชิญกับความเครียดและความสุขที่แท้จริง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5520 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักคำสอนทางพุทธศาสนากับความท้าทายในชีวิตยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความเร่งรีบ ซึ่งผู้คนในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ใช้การศึกษาจากเอกสารงานวิจัย การสังเกต แบบมีส่วนร่วมต่อปรากฏการณ์ ทางการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า หลักคำสอนทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับสติ สมาธิและปัญญา สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเผชิญกับความเครียดและความท้าทายที่เกิดจากการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล ผู้ที่ฝึกฝนการมีสติและการทำสมาธิเป็นประจำ สามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น มีสมาธิและจิตใจที่สงบมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้สุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า การผสมผสานหลักธรรมทางพุทธศาสนากับวิถีชีวิตประจำวัน ช่วยให้บุคคลสามารถพัฒนาความสมดุลทางจิตวิญญาณและบรรลุความสุขที่แท้จริง แม้จะอยู่ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิตในยุคดิจิทัลก็ตาม</p> พระครูสุเขตวุฒิคุณ พระมหาวีระชาติ ธีรสิทฺโธ เกียรติศักดิ์ บุตรราช จันทร์สิริ พลอยงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 173 182 ภาวะผู้นำทางการเมืองในมิติพุทธศาสตร์ ศึกษาบทบาทของสัปปุริสธรรมในการพัฒนาผู้นำที่มีคุณธรรม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5233 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นำทางการเมืองในมิติพุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นบทบาทของ สัปปุริสธรรม ในการพัฒนาผู้นำที่มีคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ ได้แก่ ธัมมัญญุตา (ความเข้าใจในธรรม) อัตถัญญุตา (ความเข้าใจในผลของการกระทำ) อตตัญญุตา (ความเข้าใจในตนเอง) มัตตัญญุตา (ความพอประมาณ) กาลัญญุตา (การรู้กาลเทศะ) ปริสัญญุตา (การรู้จักสังคม) และ ปุคคลัญญุตา (การรู้จักบุคคล) ถือเป็นหลักธรรมที่สามารถช่วยพัฒนาผู้นำทางการเมืองให้มีคุณธรรมและสามารถตัดสินใจอย่างรอบคอบ บทความนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารทางพระพุทธศาสนาและแนวคิดภาวะผู้นำทางการเมือง จากการวิเคราะห์พบว่า สัปปุริสธรรมมีศักยภาพในการพัฒนาผู้นำให้มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสามารถบริหารจัดการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชนและนำไปสู่การปกครองที่มีความเป็นธรรมและสันติสุข บทความนี้สรุปว่า การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้นำทางการเมืองให้สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและคุณธรรมในสังคมไทย</p> พระสังวาน สายเนตร พระสิริชัย ธมฺมจาโร/สายสิงห์ พระสมุห์กองสี ญาณธโร ปรียาภรณ์ ฤทธาพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี 2025-12-31 2025-12-31 7 3 183 196