การเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Main Article Content

พัชรี โกเอี้ยน
ชุติมา ทัศโร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดควนวิเศษมูลนิธิ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา (2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (3) แบบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา สูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเห็นคุณค่าและความเชื่อมั่นในตนเองมีความพึงพอใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ ด้านครูผู้สอนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ต่อมาด้านเนื้อหามีความพึงพอใจในระดับมาก และด้านกิจกรรมการเรียนการสอนมีความพึงพอใจในระดับมาก ตามลำดับ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
โกเอี้ยน พ. ., & ทัศโร ช. (2023). การเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมทางภาษา กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี, 5(3), 237–248. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4375
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.

กรองกาญจน์ มูลไธสง. (2563). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Food and Drink โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 13(36), 149-157.

กุลชนก ทิพฤาชา. (2550). การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์.

พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์. (2556). เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้เก่ง โดยไม่มีครูสอน. สืบค้นจาก http://surarin81.blogspot.com/2010/08/blog-post_21.html

พนอ เล็ดรอด. (2560). การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้และความพึงพอใจวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) และวิธีการสอนแบบปกติ. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรุงเทพมหานคร.

พัชรี รื่นนาค. (2564). การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, สกลนคร.

ภัณทิชา อำนวยวิทยากุล. (2565). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ด้วยการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ศรีนครินทรวิโรฒ, 23(1), 50-65.

วัศพล โอภาสวัฒนกุล. (2563). เน้นไวยากรณ์สอนเพื่อท่องจำมากกว่านําไปใช้ปัญหาการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนไทย. สืบค้นจาก https://thematter.co/social/education/english-learning-in-thailand/112152

ศิริพร ฉันทานนท์. (2538). การพัฒนารูปแบบการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร.

อมร เสือคํา. (2543). การศึกษาความต้องการพัฒนางานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเขาพนม. กรุงเทพฯ:คณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา เขตการศึกษา 4.

อรอุมา จารเครือ. (2562). การศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เกมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งใหญ่รัตนศึกษา. การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 20, 1751-1759.

อิสริยะ อิ่มกระโทก. (2558). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการสื่อสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, นครปฐม.

Gerlach, V.S. & Ely, D.P. (1971). Teaching and Media: A systematic approach. New Jersey: Prentice-Hall, Inc.

Ghaith, G. H. (2003). The relationship between forms of instruction. achievement and perceptions of classroom climate. Educational Research, 45(1), 83-93.

Iamsaard, P. & Kerdpol, S. (2015). A Study of Effect of Dramatic Activities on Improving English Communicative Speaking Skill of Grade 11th Students. English Language Teaching, 8(11), 69-78.

Litterwood, W. (1995). Communication Language Teaching. Cambridge: Cambridge University Press.

Paul R. P. (2004). Teaching to facilitate self-regulated learning. In Jessie Ee, Agnes Chang and Oon-Seng Tan. Thinking about Thinking, What Educators Need to Know. Singapore: Mc Graw Hill.

Salavin, E. (1981). Cooperative Learning and Cooperative School. Educational Leadership, 45(3), 7-13.