แนวทางการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และความต้องการการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน และ 2) นำเสนอแนวทางการเสริมศักยภาพและการประเมินการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี การศึกษาเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูที่ปรึกษาชมรม ประธานชมรม เลขานุการชมรม และผู้จัดการศูนย์เพื่อนใจ จำนวน 265 คน การศึกษาเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และนำเสนอด้วยรูปแบบการพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์และความต้องการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน พบว่า โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ และ 2) แนวทางการเสริมศักยภาพและการประเมินการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน คือ 2.1 การยืดหยุ่นทางจิตใจ 2.2 การมองโลกในแง่ดี 2.3 การมีทักษะสัมพันธ์เชิงสังคม 2.4 การควบคุมตนเอง และ 2.5 ความยืดหยุ่นในการคิด และการประเมินแนวทางการเสริมศักยภาพ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือความทุกต้อง ความเหมาะสมความมีประโยชน์ และความเป็นไปได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2557). คู่มือการดำเนินงาน โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉบับปรับปรุง ปี 2557. กรม.
กรมสุขภาพจิต. (2564). โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE. กรม
ก้องเกียรติยศ แขพิมพันธ์, ประจักร บัวผัน และสุรชัย พิมหา. (2564). แรงจูงใจและปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มี
ผลต่อการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ.
วารสารวิจัย มข. (ฉบับบัณฑิตศึกษา), 21(3), 236-249.
กิตติวงค์ สาสวด และปรีชา ดิลกวุฒิสิทธิ์. (2559). การพัฒนารูปแบบการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในกลุ่มเด็กและเยาวชนในเขตพื้นที่เทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารชุมชนวิจัยและพัฒนาสังคม, 10(2), 115-124.
ชลิตดา อุมรักษาสกุล. (2564). รูปแบบการบริหารจัดการชมรม TO BE NUMBER ONE จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารสหวิทยาการเพื่อสุขภาพ, 3(1), 14-28.
ไชยยา รัตนพันธ์. (2562). การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด. วารสารร้อยแก่นสาร, 4(2), 18-33.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542, 19 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116 ตอนที่ 74 ก. หน้า 4-16.
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546. (2546, 2 ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 120 ตอนที่ 95 ก, หน้า 1-33.
พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550. (2551, 14 มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 125 ตอนที่ 9 ก หน้า 1-12.
ยุทธนา กรรมสิทธิ์ และวิวัฒน์ มีสุวรรณ์. (2565). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้การคิดเป็น
ฐานการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ในชุมนุมTO BE NUMBER ONE ที่มีต่อทักษะ
ชีวิตด้านการตระหนักรู้และการเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.
วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์, 73-86.
ศิริพร เกื้อกูลนุรักษ์. (2566). ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชน. มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.
อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์, มัณฑนา เหมชะญาติ, สดับพินท์ พสุหิรัณย์, ณัจยา เกีสยรติเกษม, สมจิต ยาใจ, และทิพย์วิมล ตั้งชูทวีทรัพย์. (2568). การพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว จังหวัดจันทบุรี: Chan THARAK System. วารสารสานักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น, 7(1), 1-16.
Botvin, G. J., & Griffin, K. W. (2004). Life skills training: Empirical findings and future directions. Addictive Behaviors, 29(6), 125-130.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Patton, M. Q. (2008). Utilization-Focused Evaluation (4th ed.). SAGE Publications.
Steinberg, L., & Silverberg, S. B. (1986). The influence of peers on adolescent decisions
making. Child Development, 57(4), 1255-1264.
Stufflebeam, D. L. (2002). The CIPP model for evaluation. In T. Kellaghan & D. L. Stufflebeam
(Eds.), International Handbook of Educational Evaluation (pp. 279–317). Springer.
Wyman, P. A., Goldstein, A. L., & Schmeelk-Cone, K. (2000). Developmental prevention of
adolescent substance use: The role of individual and family factors. American Journal of Community Psychology, 28(3), 413-429.