ผลการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ 75/75 2) ปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำแสน อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 16 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยี มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.30 - 0.72 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.27 - 0.61 และค่าความเชื่อมั่น 0.92 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, E1/E2, ค่าทีแบบไม่อิสระ และแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์
ผลการวิจัยพบว่า
- ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 78.56 /79.85
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- ความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับ มากที่สุด