วารสารการบริหารและพัฒนาวิทยาลัยพิชบัณฑิต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/pcbu
วิทยาลัยพิชญบัณฑิต
th-TH
วารสารการบริหารและพัฒนาวิทยาลัยพิชบัณฑิต
-
การประยุกต์สื่อการเรียนออนไลน์ที่ผสาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ด้วยตนเอง ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ABC
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/pcbu/article/view/7996
<p> การวิจัยเรื่อง“การประยุกต์สื่อการเรียนออนไลน์ที่ผสาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ABC มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประยุกต์สื่อการเรียนออนไลน์ที่ผสานเทคโนโลยี AI สำหรับนักศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของสื่อการเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้สื่อการเรียนออนไลน์ที่ผสาน AI การวิจัยเป็นการวิจัยแบบพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยมีขั้นตอนการออกแบบ พัฒนา ทดลองใช้ และประเมินผลสื่อการเรียน ผู้เข้าร่วมการทดลองประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 50 คน ที่ใช้สื่อออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผลการประเมินประสิทธิภาพของสื่อพบว่านักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นจาก 62.8 เป็น 80.8 คะแนน นอกจากนี้ นักศึกษาให้ความพึงพอใจต่อสื่ออยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะฟีเจอร์ AI ที่ช่วยแนะนำเนื้อหา ให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล และให้ ฟีดแบ็กทันที สรุปได้ว่าสื่อการเรียนออนไลน์ที่ผสาน AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาได้อย่างชัดเจน งานวิจัยนี้เสนอแนวทางในการพัฒนาฟีเจอร์ AI เพิ่มเติม เช่น การสรุปเนื้อหาและการจัดลำดับบทเรียนแบบปรับตามผู้เรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้สูงสุด</p>
มุจรินท์ บุรีนอก
อรรถพล อรรถเวทิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-07
2026-06-07
9 1
1
7
-
ผลการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA เสริมด้วยเกมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/pcbu/article/view/7998
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการแบบ CIPPA เสริมด้วยเกม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังได้รับการจัดการแบบ CIPPA เสริมด้วยเกม กับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) ศึกษาความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA เสริมด้วยเกม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาสีนวน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.68 - 0.74 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.36 - 0.48 และค่าความเชื่อมั่น 0.98 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA เสริมด้วยเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA เสริมด้วยเกม สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) ความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม แบบ CIPPA เสริมด้วยเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ประดับเกียรติ จันทร์ไทย
อมรรัตน์ พันธ์ประโคน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-07
2026-06-07
9 1
8
21
-
การวิเคราะห์กลยุทธ์การแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในยุคดิจิทัล กรณีศึกษา CJ MORE จังหวัดอุดรธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/pcbu/article/view/8550
<p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การแข่งขันของ CJ MORE ในจังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สร้างความได้เปรียบทางการตลาดของ CJ MORE ในมุมมองของผู้บริโภค และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับใช้กลยุทธ์การแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กในจังหวัดอุดรธานี งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน และวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 384 คน ซึ่งได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์กลยุทธ์การแข่งขันของ CJ MORE จังหวัดอุดรธานี ทั้ง 5 กลยุทธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านทำเลที่ตั้งและบรรยากาศ ด้านการบริการ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และ ด้านผลิตภัณฑ์ 2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่สร้างความได้เปรียบทางการตลาดของ CJ MORE ในมุมมองของผู้บริโภค พบว่า การวิเคราะห์ความได้เปรียบทางการตลาดตามแนวคิดของ Michael Porter ทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากระดับมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำด้าน ด้านสร้างความแตกต่าง และด้านการมุ่งเน้น และ 3) แนวทางการปรับใช้กลยุทธ์การแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กในจังหวัดอุดรธานี ดังนี้ 1. ผู้ประกอบการควรขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ลูกผสมเน้นคุณค่า โดยตั้งราคาที่แข่งขันได้ควบคู่กับการจัดโซนสินค้าเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นยอดซื้อ เลือกทำเลใกล้ชิดชุมชนพร้อมปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ท้องถิ่น และใช้ช่องทางดิจิทัลอย่าง Line หรือ Facebook มอบโปรโมชั่นส่วนบุคคล ผสานการบริการที่รวดเร็วและเป็นมิตร เพื่อสร้างความผูกพันและนำไปสู่ความภักดีของลูกค้าในระยะยาว 2. แนวทางการปรับใช้กลยุทธ์ 4 ด้านเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันควรผสานกลยุทธ์ 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 การเป็นผู้นำด้านต้นทุนโดยใช้เทคโนโลยีจัดการสต็อกและรวมศูนย์จัดซื้อเพื่อลดต้นทุน มิติที่ 2 การสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการท้องถิ่นที่คู่แข่งรายใหญ่ไม่มี มิติที่ 3 มุ่งเน้นจัดผังร้านและคัดสรรสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายเฉพาะพื้นที่ ท้ายสุดคือ มิติที่ 4 การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยนำแชทบอทและระบบสั่งล่วงหน้ามาใช้อำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ</p>
ฐีระ สุวรรณสังข์
สุทธินันท์ สุวรรณสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-09
2026-06-09
9 1
22
35