การพัฒนาบทเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบและผลิตชิ้นงาน ด้วยเทคนิคสเต็ม สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านออกแบบและผลิตชิ้นงานด้วยเทคนิคสเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของบทเรียน วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบและผลิตชิ้นงานด้วยเทคนิคสเต็ม สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที 6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบและผลิตชิ้นงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 6 ระหว่างการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคสเต็มศึกษา (STEM) กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ (4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านออกแบบและผลิตชิ้นงานด้วยเทคนิคสเต็ม ระหว่างการจัดการเรียนการสอน สเต็มศึกษา (STEAM) กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า (1) การพัฒนาบทเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบและผลิตชิ้นงาน ด้วยเทคนิคสเต็ม สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ที่นำไปใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 87.58/86.67 สอดคล้องกับเกณฑ์ 80/80 (2) ดัชนีประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ของชุดบทเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ประยุกตเรื่อง ออกแบบชิ้นงาน และผลิตด้วยเทคนิคสเต็ม โดยสูตรการหาดัชนีประสิทธิผลได้เท่ากับ 0.66 (3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบและผลิตชิ้นงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 6 ระหว่างการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคสเต็มศึกษา (STEAM) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.23 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.95 กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ มีค่าเฉลี่ย 13.27 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.96 ซึ่งสูงมีค่าทางนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4.) เปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านออกแบบและผลิตชิ้นงานด้วยเทคนิคสเต็มระหว่างการจัดการเรียนการสอน สเต็มศึกษา (STEAM) = 4.79 , SD = 0.41 กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ = 3.16 , SD = 0.73 ซึ่งมีค่าเจตคติที่มากกว่าแบบปกติ โดยรวมนักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุด = 4.79 , SD = 0.41
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2560). กระบวนการเรียนรู้ พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21.
STEAM Design Process, แหล่งที่มา : https://iamkru.com/wp-content/uploads/2021/04/STEAM-Design-Process-Book.pdf
เกศินี บุญช่วย. (2564). การพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสเต็มศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 18(1), 29-36.
ธัญญเรศ ก้อนจันทร์เทศ (2566). การจัดการเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. Journal of Roi Kaensarn Academi. 9(4), 50-69
ปัณฑิตา อินทรักษา (2562). การพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ที่ประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแนวคิดเมตาคอกนิชัน เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ การกำกับตนเองในการเรียน และผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
พลศักดิ์ แสงพรมศรี และคณะ (2558). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเจตคติต่อการเรียนเคมีของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษากับแบบปกติ. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 9, 401-418.
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (2564). มารู้จัก ทักษะ STEM มีติดตัวทำไม? สำคัญแค่ไหนต่อการพัฒนาประเทศ?, แหล่งที่มา : https://www.nxpo.or.th/th/8880/
สุทธิพร ชุลีธรรม (2563). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการจัดการเรียนการสอนระหว่างการใช้การเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้นวัตกรรมการสอน Google Classroom กับการเรียนการสอนแบบปกติ (Passive Learning) กรณีศึกษา การจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, 7(2), 203-220.
สุธิดา เลขะวัฒนะ (2560). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาด้วยสื่อความจริงเสมือนโดยการเรียนรู้แบบ Active Learning. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด.
อโณทัย ใจเบอะ. (2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสาร เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 4(11), 114-125.
เอกสิทธิ์ ชนินทรภูมิ (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิด STEAM เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารวิจัยและพัฒนาหลักสูตร, 11(1), 118-131.
Bonwell, C.C. and Eison, J.A. (1991). Active Learning Creating Excitement in The Classroom, ISBN 9781878380081.
Fedler, R.M. and Brent, R. (1996). Navigating the Bumpy Road to Student-Centered Instruction. Journal of College Teaching, 44.
Meyers, C.; & Jones, T. B. (1993). Promoting Active Learning: Strategies for the College Classroom, San Francisco: Jossey-Bass.