จิตตปัญญาศึกษา : การเห็นคุณค่าในตนเอง
Main Article Content
บทคัดย่อ
จิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองโดยมุ่งพัฒนาความตระหนักรู้ผ่านการเข้าใจและเท่าทันมิติภายใน เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ และมุมมองต่อชีวิต แนวคิดนี้เน้น การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ซึ่งคือการสังเกตและตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในตนเองจากประสบการณ์ต่าง ๆ การเห็นคุณค่าในตนเอง คือ การรับรู้คุณค่าของตนเองโดยมองภาพรวมอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตมโนทัศน์ (self-concept) บุคคลที่รับรู้จุดเด่นของตนเองได้อย่างเหมาะสมจะมองตนเองในเชิงบวกมีความภาคภูมิใจและแสดงออกอย่างเหมาะสม การเห็นคุณค่าในตนเองเกี่ยวข้องกับการประเมินระหว่าง ตัวตนตามความเป็นจริง (real self) และ ตัวตนตามอุดมคติ (ideal self) หากบุคคลสามารถยอมรับตนเองและปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงได้จะมีความมั่นคงทางอารมณ์มองเห็นคุณค่าในตนเองและสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคคลที่มีคุณค่าในตนเองสูง (high self-esteem) จะสามารถเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตอย่างมีความหวังและความกล้าหาญมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และมองตนเองในเชิงบวก ซึ่งช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีคุณค่าในตนเองต่ำ (low self-esteem) มักมองตนเองในเชิงลบไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่าซึ่งอาจนำไปสู่ความเครียด ความกดดัน สภาพจิตใจที่ไม่ดีและขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น กระบวนการจิตตปัญญาศึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยบุคคลประเมินและพัฒนาคุณค่าในตนเองผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและสร้างความตระหนักรู้ในตนเองเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชีวิตในเชิงบวก
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ประเวศ วะสี. (2547). การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในในประเวศ วะสี (บรรณาธิการ)ธรรมชาติของสรรพสิ่งการเข้าถึงวามจริงทั้งหมด. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ สํานึกรักบ้านเกิด.
ประเวศ วะสี. (2554). ระบบการศึกษาที่แก้ความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดิน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
วิจารณ์ พานิช. (2560). การจัดการความรู้ คืออะไร : ไม่ทำไม่รู้. สืบค้น 10 ธันวาคม 2567, จาก https://www.gotoknow.org/posts/21446
วิภาวี วงศ์อนันต์นนท์. (2552). ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1.บัณฑิตวิทยาลัย :มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2553). Everest พาลูกค้นหาความนับถือตนเอง (พิมพ์ครั้งที่ 3).กรุงเทพฯ: ซันตร้าการพิมพ์.
Atwater, E. (1979). Psychology of adjustment: Personal growth in a changing world. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall. Page 8. 101. Barry, P. D. (1988).
Aronson, E., Wilson, T. D., & Akert, R. M. (2007). Social psychology (6th ed.). Pearson Education.
Berk, L.E. (1998). Development Through the Lifespan. Massachusetts: A Division of Paramount.
Coopersmith, S (1981, 1987). Self-esteem inventories. Palo Alto: Consulting Psychologists Press.
Coopersmith, S. (1984). SEI: Self-Esteem Inventories. California: Consulting Psychologist Press,Inc.
Hamachek, D. E. (1978). Psychodynamics of normal and neurotic perfectionism. Psychology: A Journal of Human Behavior, 15(1), 27–33.
Hewitt, J. P. (2009). The social construction of self-esteem. In S. J. Lopez & C. R. Snyder (Eds.), Oxford handbook of positive psychology (2nd ed., pp. 217– 224). Oxford University Press
Lindenfield, G. (1995). The power of personal development. Management Development Review, 8(1).28-31.
Maslow, A. H. (1970). Motivation and Personality. New York : Harper and Row.Mussen, Paul Henry; Conger, John Janeway; and Kagan, Jerome. Child Development and Personality. Third edition. New York: Harper, 1969. 795 pp
Smith, E. R., & Mackie, D. M. (2007). Social psychology (3rd ed.). Psychology Press/Taylor & Francis (UK).
Voigt S. (2007), Explaining Constitution Change- A Positive Economic Approach, Cheltenham, UK and Northampton, MA, USA: Edward Elgar.