ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียนกับพฤติกรรม การสูบบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนบ้านแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1

Main Article Content

คมกริช อันทรง
ฬิฏา สมบูรณ์
เริงวิชญ์ นิลโคตร
วัยวุฒิ บุญลอย

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียนกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนบ้านแก้ว กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวก จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ เพศ ระดับชั้น เกรดเฉลี่ย ที่อยู่อาศัย และคนใกล้ชิดที่สูบบุหรี่ โดยเพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติต่อผู้สูบ และเชิงลบกับความถี่ในการสูบ ระดับชั้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความถี่ในการสูบและการเริ่มสูบครั้งแรก ส่วนเกรดเฉลี่ยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติที่ยอมรับ และเชิงลบกับความถี่ในการสูบ ที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ข้อมูลโทษบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่การมีคนใกล้ชิดที่สูบสัมพันธ์กับการเริ่มสูบครั้งแรกและความถี่ในการสูบ สรุป ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสังคมใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมากกว่าปัจจัยด้านครอบครัวหรือเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะ โรงเรียนควรจัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรม เผยแพร่ข้อมูลโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างทั่วถึง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน เพื่อป้องกันการเริ่มต้นและการสูบต่อเนื่องในกลุ่มนักเรียน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อันทรง ค., สมบูรณ์ ฬ., นิลโคตร เ., & บุญลอย ว. (2026). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียนกับพฤติกรรม การสูบบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนบ้านแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. วารสารปราชญ์ประชาคม, 4(3), 1–17. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2443
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย. (2566). สานพลังภาคีฯ ขับเคลื่อนการสื่อสารภัยอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า เร่งสร้างความเข้าใจและเฝ้าระวังพฤติกรรมเยาวชน. https://www.thaihealth.or.th/สสส-ยท/

กิติพงษ์ เรือนเพ็ชร, สุภิศา ขำอเนก, ปิยะนุช บังเอิญ, ปัณณทัต บนขุนทด, ปุณยนุช สละชั่ว, เพชรตะวัน ธนะรุ่ง, จารินี คูณทวีพันธุ์, และอรศรี สุวิมล. (2568). ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 19(2), 438–448.

เจาะลึกระบบสุขภาพ. (2567, 20 พฤษภาคม). นักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 5.3 เท่า WHO ห่วงการตลาดเชิงรุกมุ่งเป้าเยาวชน. https://www.hfocus.org/content/2024/05/30613

ดุษฎี ไตรยวงศ์, นฤมล เปรมาสวัสดิ์, ฉัตรทอง จารุพิสิฐไพบูลย์, อารีย์รัตน์ เปสูงเนิน, และรศิกาญจน์ พลจำรัสพัชญ์. (2568). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในเขตจังหวัดนครราชสีมา. ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์, 15(1), 18–29.

โรงเรียนบ้านแก้ว. (2567). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567. ฝ่ายบริหารวิชาการ โรงเรียนบ้านแก้ว.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2564). การสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.

อรวรรณ เรืองสนาม, ปิยวรรณ หาญเวช, และวิภาพร อามาตย์มนตรี. (2568). ผลของการให้คำปรึกษาแบบสั้นต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 6(1), 25–40.

อารยา เชียงของ, ปราลีณา ทองศรี, และชะไมพร ธรรมวาสี. (2561). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร: การวิจัยแบบผสานวิธี. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 32(2), 1–13.

Ajzen, I., & Fishbein, M. (1980). Understanding attitudes and predicting social behavior. Prentice-Hall.

American Heart Association. (2023). Current evidence identifies health risks of e-cigarette use; Long-term research needed. https://newsroom.heart.org/news/current-evidence-identifies-health-risks-of-e-cigarette-use-long-term-research-needed

Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice-Hall.

Green, L. W., & Kreuter, M. W. (2005). Health program planning: An educational and ecological approach (4th ed.). McGraw-Hill.

Jessor, R. (1991). Risk behavior in adolescence: A psychosocial framework for understanding and action. Journal of Adolescent Health, 12(8), 597–605. https://doi.org/10.1016/1054-139X(91)90007-K

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.

McLeroy, K. R., Bibeau, D., Steckler, A., & Glanz, K. (1988). An ecological perspective on health promotion programs. Health Education Quarterly, 15(4), 351–377. https://doi.org/10.1177/109019818801500401

Polit, D. F., & Beck, C. T. (2006). The content validity index: Are you sure you know what's being reported? Critique and recommendations. Research in Nursing & Health, 29(5), 489–497. https://doi.org/10.1002/nur.20147

Simons-Morton, B., & Farhat, T. (2010). Recent findings on peer group influences on adolescent smoking. Journal of Primary Prevention, 31(4), 191–208. https://doi.org/10.1007/s10935-010-0220-x

U.S. Department of Health and Human Services. (2016). E-cigarette use among youth and young adults: A report of the Surgeon General. U.S. Department of Health and Human Services, Centers for Disease Control and Prevention, National Center for Chronic Disease Prevention and Health Promotion, Office on Smoking and Health.

World Health Organization. (2021). WHO report on the global tobacco epidemic, 2021: Addressing new and emerging products. World Health Organization.