แนวทางการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ด ทั้ง 3 เขต จำนวน 351 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.973 และ 0.986 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNIModified) ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ โดยวิธีการสัมภาษณ์ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การบริหารจัดการเครือข่าย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การมี ส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การบริหารจัดการเครือข่าย และความต้องการจำเป็นในการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เรียงลำดับค่าความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย 2) การประเมินผลการดำเนินงานเครือข่าย 3) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน 4) การประสานงานเครือข่าย 5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 6) การบริหารจัดการเครือข่าย 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งหมด 6 ด้าน 30 แนวทาง ด้านที่ 1 การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันมี 5 แนวทาง ด้านที่ 2 การบริหารจัดการเครือข่าย มี 6 แนวทาง ด้านที่ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย มี 5 แนวทาง ด้านที่ 4 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มี 4 แนวทาง ด้านที่ 5 การประสานงานเครือข่าย มี 5 แนวทาง และด้านที่ 6 การประเมินผลการดำเนินงานเครือข่าย มี 5 แนวทาง ทั้ง 6 ด้าน 30 แนวทาง มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 และความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 ตามลำดับ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). แนวทางปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ:ที.เอส.บี. โปรดักส์.
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์. (2550).การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภา.
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวรีิยาสาส์น.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2550). แนวทางการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาให้คณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สุรเดช รอดจินดาและคณะ. (2560). การพัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคเหนือตอนบน.
Veridian E-Journal, Silpakorn University, 12(1): 1020-1042.
หวานใจ เวียงยิ่ง. (2564). กลยุทธ์การบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
Kasperson, R.E.,and Breitbank. (1974). Participation Decentralization and Advocacy Planning. Resource Paper No.25 (Washington D.C.: Association of America Geographer).
Kinlaw, D. C. (1995). The practice of empowerment. Hampshire England: Gower.
Starkey, Paul. (1997). Networking for Development, International Forum for Rural. Transport and Development. London.
Storer. (1996). Management Theory from Taylorism to Japanization. London: International Thompson Business Press.