การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลปกรรมของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

Main Article Content

พระสฤทธิ์ สุมโน (บุญใหญ่),
เอกชัย ศรีบุรินทร์
พระดบัสวิน ปภสฺสโร (แสนสุริวงค์)

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่อง“การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลปกรรมของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน”มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและด้านประเพณีที่เกี่ยวข้องของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน  2) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและด้านประเพณีที่เกี่ยวข้องของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 3) เพื่อจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลป์ต้นแบบและประเพณีที่เกี่ยวข้องพุทธศิลป์ของประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ผลการศึกษา พบว่า1) เครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและด้านประเพณีที่เกี่ยวข้องของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน พบว่า เครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงยังมีความร่วมมือกันน้อยและไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่จะเป็นวัดและคนในชุมชนนั้นๆเป็นผู้ประสานงานให้มีเครือข่าย โดยมีการจัดกิจกรรมของวัดและชุมชนให้เกิดความร่วมในการในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลปกรรมของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและด้านประเพณีที่เกี่ยวข้องของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง พบว่า นอกจากภาคประชาชนและคนในชุมชนมีส่วนร่วมแล้วในการเป็นเครือข่ายร่วมกัน ภาครัฐถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ตลอดจนนโยบายของภาครัฐแต่ละช่วงเวลา ที่มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือได้ และได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ในการวางรากฐาน/การวางแผน ที่มาจากส่วนบนหรือผู้ที่มีอำนาจ จะมีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันให้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและด้านประเพณีที่เกี่ยวข้องของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงให้เป็นรูปธรรมและอย่างเป็นทางการ และสามารถพัฒนาให้มีเครือข่ายอย่างยั่งยืนได้ 3) จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลป์ต้นแบบและประเพณีที่เกี่ยวข้องพุทธศิลป์ของประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการเป็นเครือข่ายพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลปกรรมกับวัดที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย คือ 1) วัดทุ่งศรีเมือง  2) วัดแจ้ง  และ 3) วัดพุทธวนาราม (วัดกลางเมือง) เมืองจำปาศักดิ์ แขวงจำปาศักดิ์ สปป.ลาว ซึ่งถือว่าวัดเป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปกรรมเป็นที่ศึกษาค้นคว้า มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมอย่างเป็นระบบ และสร้างความเชื่อมโยงของการเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธศิลปกรรม และแหล่งจูงใจพุทธศิลป์ที่เป็นทัศนูปกรณ์ ในการเป็นสื่อสอนธรรมะได้อย่างยอดเยี่ยม พุทธศิลป์จึงมีคุณค่าต่อการสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สุมโน (บุญใหญ่), พ. ., ศรีบุรินทร์ เ. ., & ปภสฺสโร (แสนสุริวงค์) พ. . (2024). การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพุทธศิลปกรรมของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน. วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี, 6(1), 383–398. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5432
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร (2539), การดูแลรักษาศิลปโบราณวัตถุ, กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปาริชาติ วลัยเสถียรและคณะ. (2559). กระบวนการและเทคนิคการทำงานของนักพัฒนา.กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,

ภานุ สรวยสุวรรณ. (2562), พุทธปรัชญาปรัชญาสากล :เล่าเรื่องพุทธปรัชญาผ่านผลงานศิลปะแบบ Conceptual art, รายงานการวิจัย : มหาวิทยาลัยบูรพา

สมชาติ มณีโชติ, (2529). จิตรกรรมไทย, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,

สันติ เล็กสุขุม, (2556), จิตรกรรมแบบประเพณีและแบบสากล, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,

https://www.thansettakij.com/lifestyle/400427 สืบค้น 25 ตุลาคม 2465

Graham, S., & Aurigi, A. (1997). Virtual Cities, Social Polarization, and the Crisis in

Urban Public Space. The Journal of Urban Technology, 4, 19-52. http://dx.doi.org/