การพัฒนาตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

Main Article Content

สมชาย จะหลาบหลอง
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษากับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 380 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ  (Stratified Random Sampling) โดยจำแนกตามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า Index of Item Objective Congruence (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.461-0.925 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูลที่มาวิเคราะห์องค์ประกอบ  Bartlett ‘s Test of Sphericity และ ค่า Kaiser-meyer-olkin Measue of Sampling Adequacy (KMO) และวิเคราะห์องค์ประกอบและตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดล กับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก มี 3 องค์ประกอบหลัก 19 องค์ประกอบย่อยและ 45 ตัวบ่งชี้ ประกอบไปด้วย ด้านวัฒนธรรมองค์กร มีจำนวน 10 องค์ประกอบย่อย และมีตัวบ่งชี้ จำนวน 25 ตัวบ่งชี้ ด้านค่านิยมองค์กร มีจำนวน 4 องค์ประกอบย่อย และมีตัวบ่งชี้ จำนวน 8 ตัวบ่งชี้ ด้านนโยบายองค์การ มี 5 องค์ประกอบย่อย และมีตัวบ่งชี้ จำนวน 12 ตัวบ่งชี้  2) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 องค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบย่อย 45 ตัวบ่งชี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยโมเดลมีลักษณะเป็น just identified model โมเดลแสดงทิศทางเดียวกันที่มีการตัดเส้นทางไม่มีนัยสำคัญ ค่าดัชนี GFI มีค่าเท่ากับ 1.000 ค่าดัชนี CFI มีค่าเท่ากับ 1.000 ค่าดัชนี RMR มีค่าเท่ากับ 0.000 ดัชนี NFI มีค่าเท่ากับ 1.000 ส่วนความเชื่อมั่นของตัวแปรแฝง ρC มีค่าเท่ากับ 0.56 และค่าเฉลี่ยความแปรปรวนที่ถูกสกัด ρv มีค่าเท่ากับ 0.30 จากค่าสถิติแสดงให้เห็นว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
จะหลาบหลอง ส. . ., & ชมภูวิเศษ ก. . (2024). การพัฒนาตัวบ่งชี้ซอฟต์พาวเวอร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน. วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี, 6(2), 1189–1198. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/5272
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ชิษณุพงศ์ ด้วงสุข และ ปริลักษณ์ กลิ่นช้าง.(2563).อำนาจละมุน(Soft Power) ที่สะท้อนในภาพยนตร์เยอรมัน Good Bye, Lenin!: การใช้มุมมองทางรัฐศาสตร์วิเคราะห์ภาษาและสัญลักษณ์ในภาพยนตร์. วารสารมนุษย์ศาสตร์ ฉบับบัณฑิตศึกษา. 9(2),52-73

ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ. (2556). การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน. วารสารจิตวิทยาคลินิก.44(1),1-16.

นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2538). วิธีวิจัยขั้นสูงด้านการวิจัยและสถิติ. วารสารวิธีวิทยาการวิจัย.7(2), 1-36

. (2542: ). การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis). กรุงเทพฯ: นิชิแอดเวอร์ไทซิ่ง.

ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูล.(2559).(ออนไลน์). ภาวะผู้นำ. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566. http://www.entraining.net/article06_leadership.php.

พนัส จันทร์ศรีทอง. (2565). การพัฒนาการศึกษาซอฟต์พาวเวอร์. วารสารครุศาสตร์สาร.16(2), 33-46

วริศรา ภาคมาลี.(2563). การทูตสาธรณะ เครื่องมือ Soft Power ของเกาหลีใต้กรณีศึกษาการทูตวัฒนธรรม. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุชาติ ประสิทธ์รัฐสินธุ์. (2551). ระเบียบวิธีวิจัยสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 15. กรุงเทพฯ:สามลดา.

สำนักเลขาธิการคุรุสภา.(2556).(ออนไลน์). ข้อบังคับครุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2566 https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1986082.pdf

Joseph. S. Ney (2011). The future of power. New York: Public Affairs.Oxford Dictionary on Lexico. (2020). Retrieved from https://www.lexico.com/definition/soft_power