การศึกษาวิเคราะห์กระบวนการลงนิคหกรรมตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11ข้อ 29 กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรณีศึกษา : การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย

Main Article Content

วัชรินทร์ อึ้งอภิธรรม
พระสิทธินิติธาดา ธาดา
ประเสริฐ ลิ่มประเสริฐ

บทคัดย่อ

ปัญหาและที่มาของการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการพิจารณาคดีวินัยสงฆ์ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่11 ข้อ 29 ว่าด้วยการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม และการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากรณีที่วินัยสงฆ์นั้นเป็นความผิดทางอาญาด้วย  2) เพื่อศึกษาการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยทั้งในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ข้อที่ 29 ว่าด้วยการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3) เพื่อศึกษากฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีทางวินัยศาสนา 4) เพื่อปรับปรุงการพิจารณาคดีวินัยสงฆ์ตามกฎนิคหกรรมให้สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้โดยเหมาะสมและเป็นธรรม พระภิกษุเป็นบุคคลที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสาวกที่ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา พระภิกษุจึงอยู่ในฐานะที่สูงอันควรแก่การสักการะสมควรต้องประพฤติตนอยู่ในพระธรรมวินัยเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไป การที่พระภิกษุกระทำผิดความผิดแล้วหลบหนีจึงควรต้องรับผิดตามสมควรแก่การกระทำความผิด เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาควบคู่กับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งผลการศึกษาวิจัยพบว่า ปัญหาอันเกิดจากการบังคับใช้กฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ ควรมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมว่าด้วยการลงนิคหกรรม ในข้อ 29 ดังต่อไปนี้ 1) กำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองจำเลยในกรณีที่จำเลยมิได้มีเจตนาหลบหนี แต่ไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาได้ อันมิใช่ความผิดของจำเลยเอง เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลย โดยเพิ่มข้อยกเว้นใน ข้อ 29 “ในกรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงได้ว่าจำเลยมิไม่ได้มีเจตนาหลบหนีในวันพิจารณา ให้คณะผู้พิจารณาตั้งองค์คณะพิจารณาความผิดของจำเลย “เมื่อจำเลยกลับมา” 2) จากบทบัญญัติ ข้อยกเว้นตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 11 ข้อ  29 (11) ว่าด้วยการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม ผู้วิจัยเห็นว่าข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นการกำหนดให้มีพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมลับหลังจำเลยได้ก็จริง แต่เป็นการกำหนดให้ข้อยกเว้นในการพิจารณาให้อยู่ในดุลพินิจของคณะผู้พิจารณา ดังความที่บัญญัติว่า “คณะผู้พิจารณาชั้นต้นมีอำนาจดำเนินการพิจารณาต่อไปตามที่เห็นสมควร” ผู้วิจัยเห็นว่าในการพิจารณาคดีดังกล่าวคณะผู้พิจารณาอาจใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาคดีลับหลังก็ได้หรือไม่ลับหลังก็ได้ ซึ่งในส่วนใหญ่แล้วในการพิจารณาคดีก็จะไม่กระทำลับหลังจำเลย แต่ยังคงยึดถือการพิจารณาคดีต้องกระทำต่อหน้าจำเลย เป็นหลัก ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีวินัยสงฆ์เกิดความล่าช้า และเกิดเป็นผลเสียภายในภาพรวมของการชี้ขาดในการพิจารณาแก่พระภิกษุผู้กระทำความผิด ดังนั้นผู้วิจัยเห็นว่าควรตัดคำว่า “เห็นสมควรออก”

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อึ้งอภิธรรม ว. ., ธาดา พ. ., & ลิ่มประเสริฐ ป. (2023). การศึกษาวิเคราะห์กระบวนการลงนิคหกรรมตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11ข้อ 29 กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรณีศึกษา : การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย. วารสารพุทธศาสตร์ มจร.อุบลราชธานี, 5(3), 177–184. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JOBU2025/article/view/4350
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

จีรวรรณ ประยูรพีรพุฒิ. (2561). การพิจารณาโดยไม่มีตัวจำเลย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 29.