การพัฒนารูปแบบการร่วมมือเชื่อมการเรียนรู้ (CSCSR) โดยใช้สื่อประสมชุดเศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Main Article Content

ศิริพร ศรีขาวรส

บทคัดย่อ

         บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ (CSCSR) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบดังกล่าว และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยทราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 18 คน และครูผู้สอนสังคมศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการร่วมมือเชื่อมการเรียนรู้ (CSCSR) 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 40 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ 20 ข้อ มีค่าความตรงระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน การออกแบบและพัฒนา การนำไปใช้ และการประเมินผล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่า E1/E2 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์


        ผลการวิจัยพบว่า


        1) รูปแบบการเรียนรู้ (CSCSR) ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญคือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการสอน และการประเมินผล โดยกระบวนการสอนประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ (1) สร้างจินตนาการ (Create your imagination) (2) แสวงหาความรู้ (Seek knowledge) (3) เชื่อมความสัมพันธ์ (Connect relationships) (4) สรุปผลงาน (Summary of work) และ (5) สะท้อนผลลัพธ์ (Reflect on results) รูปแบบที่พัฒนามีประสิทธิภาพ 85.85/87.50 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนรวมทั้งครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบดังกล่าวในระดับมากที่สุด

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ศรีขาวรส ศ. . (2026). การพัฒนารูปแบบการร่วมมือเชื่อมการเรียนรู้ (CSCSR) โดยใช้สื่อประสมชุดเศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. เสฏฐวิทย์ปริทัศน์, 6(1), 3649–3660. สืบค้น จาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5594
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

ชยาภรณ์ เค้านา. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดล ซิปปา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาสุขศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

นรินธร วงสีสา. (2561). การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเรื่อง เพศศึกษา โดยใช้รูปแบบการสอน แบบ ซิปปา (CIPPA) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

ญดาภัค กิจทวี. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพของนักศึกษาครูสังคมศึกษา. วิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต. วิทยาลัยครุศาสตร์: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

มัทนา สถิต. (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเสริมทักษะการเรียนรู้ เรื่อง นครพนมเมืองมหัศจรรย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. วารสารครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. 1(3), 109 130.

วิมลรัตน์ รูปแก้ว. (2565). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสื่อประสมออนไลน์เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. การค้นคว้าอิสระ. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2561). ผลงานทางวิชาการสู่...การเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพมหานคร: อี.เค.บุ๊คส์.

สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2561). การพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2564). รายงานการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามแนวคิดศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

อุเทน วางหา. (2560). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนสังคมศึกษาโดยประยุกต์แนวคิดชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้และทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น. วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. คณะศึกษาศาสตร์: มหาวิทยาลัยบูรพา.

Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1985). Intrinsic motivation and self-determination in human behavior. Springer Science & Business Media.

Joyce, B. & Weil, M. (2020). Models of Teaching. (8th ed). New York: Courtesy of Reece Galleries Inc.

Mayer, R. E. (2001). Multimedia learning. Cambridge University Press.

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.