เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw <p><strong> นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารเสฏฐวิทย์ปริทัศน์ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์ กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> กระบวนการพิจารณาบทความ :</strong> บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์</strong></p> <p>4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร : </strong></p> <p>วารสารกำหนดวงรอบการเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม </p> <p> </p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพร่ :</strong></p> <ol> <li>สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร. 084 886 8052; 092 746 7383</li> <li><a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/drive/my-drive">Clik คำแนะนำสำหรับผู้เขียน และเทมเพลตบทความ</a></li> <li>สแกนไลน์ กลุ่มวารสารฯ เพื่อการติดต่อประสานงานเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><img src="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/setthawit138/mceclip0.png" /></p> <p> </p> th-TH sanan.pra@mcu.ac.th (ดร.สนั่น ประเสริฐ) Palakorn8052@gmail.com (ดร.พลากร อนุพันธ์) Sun, 14 Sep 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการปฎิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2577 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา (2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู (4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็ก จำนวน 73 คน สำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้</p> <p>1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.10) 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.00) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์( r) เท่ากับ 0.667 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4.แนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการปฎิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พบว่า ผู้บริหารที่ดีแสดงความจริงใจและมุ่งมั่น สร้างบารมีและความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกัน มีวิสัยทัศน์ชัดเจน รับผิดชอบและเมตตาครู ส่งเสริมความไว้วางใจและให้ครูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และแรงบันดาลใจให้ครู ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและโอกาสในการเติบโตของครู ยอมรับและสนับสนุนความแตกต่าง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยและรับฟังความคิดเห็นของครู</p> ศิรภัสสร จินตนา, นิรันดร์ จุลทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2577 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารงานของการปกครองท้องที่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3083 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการปกครองท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร 2) เพื่อศึกษาหลักอปริหานิยธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารงานของการปกครองท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เอกสาร (Qualitative by Document Analysis Research ) และการสัมภาษณ์เชิงลึก ( In-dept Interviews) กลุ่มเป้าหมายจำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารงานของการปกครองท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ประเมินได้ว่า การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารงานของการปกครองท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารงานของการปกครองท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร ได้แก่ ควรมีการประชุมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทุกคนควรเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักการและกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง เน้นการมีส่วนร่วมของบุคคลทุกฝ่ายในการพัฒนาท้องถิ่น ควรให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก และควรส่งเสริมการให้เกียรติต่อสถานที่ต่างๆ</p> Suwat Saisuwan, พระสุทธิวชิรเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3083 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2339 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 โดยจำแนกตามประสบการณ์การทำงานและขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 302 คน ซึ่งได้มาโดยใช้สูตรของ ยามาเน่ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผลการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ได้ 0.67–1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 โดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีแรงจูงใจ รองลงมา คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านการมีจินตนาการ และด้านการมีความยืดหยุ่น</p> <p>2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า ทั้งภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า ทั้งภาพรวมและรายด้าน ไม่มีความแตกต่างกัน</p> <p> </p> ประวีณา เปียงแล, สุนทร คล้ายอ่ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2339 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2368 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 27 คน และครู จำนวน 311 คน รวมทั้งสิ้น 338 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ แบบสอบถาม สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบรายคู่ ผลการวิจัยพบว่าระดับการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา ภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการประเมินและสะท้อนผลการนิเทศ รองลงมา คือ ด้านการดำเนินการนิเทศ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการวางแผนการผลการเปรียบเทียบการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 ในภาพรวม การนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภัทรภร จิณสิทธิ์, กษิฎิฎฏ์ มีพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2368 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อชุดยูนิฟอร์มของพนักงานโรงแรม ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4180 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อชุดยูนิฟอร์มของพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านภาพลักษณ์ที่มีอิทธิพล<br />การตัดสินใจซื้อชุดยูนิฟอร์มของพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์<br />แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อชุดยูนิฟอร์ม ได้แก่ อายุ (F = 2.47, Sig. = 0.04) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (F = 4.95, Sig. = 0.00) โดยพนักงานอายุน้อยและรายได้สูงมีการตัดสินใจซื้อในระดับที่สูงกว่า และ 2) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อชุดยูนิฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 (r = 0.81) สามารถอธิบายการแปรปรวนได้ร้อยละ 72.3 (R² = 0.723)</p> ชัยะชัย สดสี, ภูรดา ลาลจันดานี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4180 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมของประชาชนบ้านดอนชาด ตำบลหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3836 <p style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">เพื่อศึกษาหลักเบญจธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (</span>2) <span lang="TH">เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมของประชาชนบ้านดอนชาด ตำบลหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด และ (</span>3) <span lang="TH">เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้หลักเบญจธรรมในการดำเนินชีวิตของประชาชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนบ้านดอนชาด หมู่ที่ </span>8 <span lang="TH">และหมู่ที่ </span>14 <span lang="TH">รวม </span>20 <span lang="TH">คน คัดเลือกแบบเจาะจง โดยกำหนดคุณสมบัติอายุ </span>20 <span lang="TH">ปีขึ้นไป แบ่งเป็นเพศชายและหญิงหมู่บ้านละ </span>5 <span lang="TH">คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (</span>Content Analysis) <span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมประกอบด้วย </span>6 <span lang="TH">แนวทาง ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">การส่งเสริมผ่านการศึกษา (</span>2) <span lang="TH">การสนับสนุนจากภาครัฐ (</span>3) <span lang="TH">การใช้สื่อและเทคโนโลยีในการเผยแพร่ (</span>4) <span lang="TH">การส่งเสริมผ่านองค์กรศาสนาและชุมชน (</span>5) <span lang="TH">การสร้างต้นแบบที่ดี และ (</span>6) <span lang="TH">การส่งเสริมจากครอบครัว ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมหลักเบญจธรรมในระดับชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา ภาครัฐ และเทคโนโลยีสมัยใหม่</span></span></p> พระมนูญ กตสาโร (ตาลสิทธิ์), พระครูวาปีจันทคุณ, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3836 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องเปรตกับภพภูมิในพระพุทธศาสนา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3099 <p>การวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องเปรตกับภพภูมิในพระพุทธศาสนา” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาเปรตที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาหลักกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตในเปรตวิสัย 3) เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องเปรตกับภพภูมิในพระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Document research) โดยการเก็บข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาตามหลักอุปนัยวิธี ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องภพภูมิในพระพุทธศาสนาหมายถึงดินแดนที่เป็นที่เกิดของสรรพสัตว์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามประเภทหรือที่เรียกว่าไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ หลักกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตในเปรตวิสัยที่ส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิเปรต ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากการหิวโหย เปรตมีรูปร่างและความทุกข์ที่แตกต่างกันตามกรรมที่ทำไว้ การทำบุญอุทิศให้เปรตเป็นการช่วยให้พวกเขาได้รับส่วนบุญเพื่อบรรเทาความทุกข์และเปลี่ยนภพภูมิไปสู่สถานะที่ดีขึ้น ความเชื่อนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและการตระหนักถึงผลกรรมในพระพุทธศาสนา, ความเชื่อเรื่องเปรตและภพภูมิในพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นถึงหลักกรรมที่ส่งผลต่อการเวียนว่ายตายเกิด เปรตต้องทนทุกข์จากความหิวโหยและได้รับส่วนบุญจากญาติเท่านั้นจึงจะบรรเทาทุกข์ได้ ลักษณะของเปรตแตกต่างกันตามกรรม สังคมไทยมีความเชื่อในพิธีกรรมการอุทิศส่วนบุญเพื่อช่วยเปรต เช่น บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน เป็นต้น การทำบุญอุทิศยังช่วยส่งเสริมศีลธรรม ความสำนึกในกรรม และการดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ทั้งยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมแก่เยาวชนเพื่อสร้างสังคมที่ดีและมีคุณค่าในอนาคต.</p> พระพรศักดิ์ คุณภทฺโท (ประจำถิ่น) , พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3099 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3504 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ต่างกัน มีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ 3) ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ลำดับความถี่สูงไปหาต่ำสามอันดับแรก คือ (1) ควรส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด (2) กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของบุคลากรให้ชัดเจน พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ และ (3) ควรเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงาน งบประมาณ และผลการปฏิบัติงานให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและทันท่วงที</p> ลักษณ ศุภนัส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3504 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธ์บริหารการศึกษาของโรงเรียนในเครือขจรเกียรติ จังหวัดภูเก็ต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5244 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม และสภาพปัจจุบัน ในการบริหารการศึกษาของโรงเรียนในเครือขจรเกียรติ จังหวัดภูเก็ต 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์บริหารการศึกษาของโรงเรียนในเครือขจรเกียรติ จังหวัดภูเก็ต ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ SWOT Analysis สภาพแวดล้อมภายในใช้ 2S4M และสภาพแวดล้อมภายนอกใช้ PEST ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาของโรงเรียนในเครือขจรเกียรติ จังหวัดภูเก็ต 1) Curriculum ด้านหลักสูตรการเรียนการสอน 2) Student ด้านคุณลักษณะของผู้เรียน 3) Man ด้านครูและบุคลากร 4) Management ด้านการบริหารจัดการ รวมสื่ออุปกรณ์และงบประมาณ แหล่งข้อมูลได้จากการทบทวนวรรณกรรม ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัย เอกสารทางวิชาการและข้อมูลจากการ Focus Group ของตัวแทนผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนครู และตัวแทนผู้ปกครอง โดยใช้ Ideaboardz เครื่องมือในการเก็บข้อมูล และใช้ AI ช่วยในสรุปข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำ TOWS Matrix วิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ สร้างกลยุทธ์</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า: 1) สภาพแวดล้อมภายในมีจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อนและสภาพแวดล้อมภายนอก มีโอกาสมากกว่าอุปสรรค โอกาสที่หลากหลายจากภายนอกช่วยส่งเสริมพัฒนาการบริหารการศึกษา เป็นสถานการณ์ STAR ต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุก 2) พัฒนากลยุทธ์ได้ 6 กลยุทธ์ ดังนี้ 1) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเรียนการสอน 3) พัฒนาหลักสูตรและสร้างนักเรียนให้มีทักษะ3Rs8Cs และเคารพในความหลากหลาย 4) พัฒนาครูและบุคลากรให้มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 5) บริหารจัดการโดยมีวิสัยทัศน์ ทันสมัย และความร่วมมืออย่างยั่งยืน 6) บริหารงบประมาณเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้โดยไม่เป็นภาระผู้ปกครอง</p> พัฒน์พจี จารุอริยานนท์, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5244 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 โมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน ของข้าราชการภาครัฐ ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2590 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐ ในประเทศไทย และ (2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐ ในประเทศไทยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ทำการเก็บกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานภาครัฐ ภายในประเทศไทย จำนวน 500 คน ใช้การวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้างด้วยโปรแกรม ADANCO2.7</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชา แรงจูงใจในการทำงาน ความผูกพันต่อองค์กร และนวัตกรรมการปฏิบัติงาน ส่งผลเชิงบวกโดยตรงและโดยอ้อมต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะภาวะผู้นำส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจในการทำงาน (β=0.862, p≤.01) ความผูกพันต่อองค์กร (β=0.804, p≤.01) นวัตกรรมการปฏิบัติงาน (β=0.400, p≤.05) และสมรรถนะการปฏิบัติงาน (β=0.505, p≤.05) รวมทั้งยังส่งผลทางอ้อมผ่านตัวแปรคั่นกลางไปยังสมรรถนะการปฏิบัติงาน (β=0.278, p≤.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (2) โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าความแปรปรวนของสมรรถนะการปฏิบัติงาน (R²=0.890) นวัตกรรมการปฏิบัติงาน (R²=0.890) ความผูกพันต่อองค์กร (R²=0.647) และแรงจูงใจในการทำงาน (R²=0.743) อยู่ในระดับดี แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาวะผู้นำในการส่งเสริมสมรรถนะและนวัตกรรมภายในภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณฐจินต์ เสี่ยงโชคอยู่, สุภาภรณ์ ศิวกีรัตตนะ, ศราวุฒิ สาธุประคัลภ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2590 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4638 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม มีลักษณะแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ .983 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากในทุกด้าน เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ขณะที่ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการกระตุ้นทางปัญญา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน และอยู่ในระดับต่ำสุด 2) การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์การ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการกำหนดรายละเอียดของตัวบ่งชี้วัดผลการดำเนินงาน และ ด้านการวัดและตรวจสอบผลการดำเนินงาน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ขณะที่ ด้านการให้รางวัลตอบแทนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับค่อนข้างสูง ( = .801<sup>**</sup>)</p> จารณ ถือเถี้ยน, อุบลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4638 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2340 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้) และ 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะ ของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ ตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้) จำนวน 245 คน กำหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 152 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00และได้ผลการวิเคราะห์ของแบบสอบถามเท่ากับ 0.902 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้)โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้แก่ ด้านบุคลิกภาพที่ดี รองลงมา คือด้านทักษะการบริหาร ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยน้อยสุด ได้แก่ด้านความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย (กลุ่มเชียงรายโซนใต้) 2.1) จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านทักษะการบริหาร มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทุกด้าน</p> <p> </p> กัญญาภัทธ ปิงใจ, สุนทร คล้ายอ่ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2340 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคในจังหวัดสมุทรสาคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4291 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคในจังหวัดสมุทรสาคร และ 2) เพื่อศึกษาคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคในจังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เคยซื้อเครื่องสำอางในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Forms ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าข้อคำถามทุกข้อมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ประกอบด้วย ด้านการโฆษณา ด้านการส่งเสริมการขาย ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการขายโดยพนักงาน และด้านการตลาดทางตรง ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และ 2) คุณค่าตราสินค้า ประกอบด้วย ด้านการตระหนักรู้ในตราสินค้า ด้านการรับรู้คุณภาพของตราสินค้า ด้านการเชื่อมโยงกับตราสินค้า และด้านความภักดีต่อตราสินค้า ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องสำอาง</p> อาริยา ภูวคีรีวิวัฒน์, จุฬาลักษณ์ ฟูรูโนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4291 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นของจรณทักษะตามความคิดเห็นของครูต่อผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2592 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 285 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของครูแต่ละอำเภอทั้งหมด 6 อำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามตอบสนองรายคู่ แบ่งออกเป็น 7 ด้าน จำนวน 45 ข้อ มีค่าความตรง ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.957 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิธี ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) ในการจัดลำดับของความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการจำเป็นของจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวม มีดัชนี PNI<sub>modified</sub> เท่ากับ 0.24 ถือว่ามีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการส่งเสริม และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น ได้แก่ ด้านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.24) ด้านการทำงานเป็นทีม (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.13) ด้านการคิดเชิงวิพากษ์ (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.20) ด้านภาวะผู้นำ (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.41) ด้านการแก้ปัญหา (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.32) ด้านการเป็นมืออาชีพและจริยธรรม (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.32) ด้านการบริหารเวลา (PNI<sub>modified</sub>=<sub> </sub>0.47) และทั้ง 7 ด้านดังกล่าวถือว่าเป็นความต้องการจำเป็นเร่งด่วน</p> ภัทราภรณ์ หอมจันทร์, น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2592 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงพุทธปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3097 <p>การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 3) เพื่อการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงพุทธปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการรวบรวมข้อมูลจากตำราเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูป/คน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยตามที่ได้ตั้งไว้ตามวัตถุประสงค์ แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยพรรณาวิธี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปราสาทกู่กาสิงห์เป็นโบราณสถานศิลปะเขมรสมัยพะนมบาแค็ง ตั้งอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และศาสนา เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของชุมชนและแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธปราสาทกู่กาสิงห์ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธต้องอาศัยการจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และการอนุรักษ์ศาสนสถานให้คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปัจจัยเหล่านี้ต้องดำเนินควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านวัฒนธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจของท้องถิ่น การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่ปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากรและชุมชน โดยเริ่มจากการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาและการบริหารจัดการการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการจัดการความรู้และสร้างพื้นที่ต้นแบบที่เน้นการศึกษาและพักผ่อน การส่งเสริมกิจกรรมพิเศษ เช่น โปรแกรมการฝึกอบรมสมาธิวิปัสสนา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว การพัฒนาแนวทางเหล่านี้จึงสามารถสร้างมูลค่าให้กับชุมชนและรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต.</p> พระชิต สุกฺกวาโร (ศรีเที่ยง) , พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3097 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2370 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.90 และด้านการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปค่าเฉลี่ยต่ำสุด ดังนี้ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลำดับ 2) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ดังนี้ ด้านการพัฒนา และใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r= .679)</p> <p> </p> ริดวาน สะอิ, อริสรา บุญรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2370 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นขององค์กรนวัตกรรมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอแม่อาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2371 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นขององค์กรนวัตกรรมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอแม่อาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 <br />กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ได้กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 13 คน และครู จำนวน 178 คน รวม 191 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตรวัด แบบประเมินค่า 5 ระดับ ข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่า ความเชื่อมั่นที่ 0.968 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน และความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นขององค์กรนวัตกรรมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอแม่อาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างบรรยากาศวัฒนธรรมองค์กร รองลงมาคือด้านโครงสร้างองค์กร ด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ ด้านการจัดการความรู้ ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยนต่ำสุด คือด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร</p> ชลธิชา ใจอารี, กษิฎิฎฏ์ มีพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2371 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุตามหลักสติปัฏฐาน 4 ในตำบลสมสะอาด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4008 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาหลักสติปัฏฐาน 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (2) เพื่อศึกษาการดูแลสุขภาวะของผู้สูงอายุในพื้นที่ตำบลสมสะอาด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุตามหลักสติปัฏฐาน 4 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการวิจัยภาคสนาม โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการสนทนากลุ่ม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลักสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุมทั้งมิติร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ แนวทางที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะ ได้แก่ การฝึกสติและการตระหนักรู้ในชีวิตประจำวัน การพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม การฝึกการปล่อยวางและยอมรับความเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจที่สมดุล และการสร้างกิจกรรมชุมชนที่บูรณาการหลักธรรม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และควรได้รับการบูรณาการในกิจกรรมชุมชน ครอบครัว และองค์กรทางศาสนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> พระสมชาย ปญฺญาพหุโล (ตรีจันทร์), พระครูวาปีจันทคุณ, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4008 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2238 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 2) ศึกษาระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 306 คน เคื่องที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีจับสลากแบบไม่ใส่คืน ค่าความเชื่อมั่นด้านภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ (r) เท่ากับ .975 ค่าความเชื่อมั่นด้านคุณภาพการศึกษา (r) เท่ากับ .954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 2 มีภาวะผู้นำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่าประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.768</p> <p> </p> นิภาพร สุขฟอง, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2238 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3837 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรม 6 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา (2) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และ (3) เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม การวิจัยใช้รูปแบบ การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ประชาชนในตำบลบัวขาว จำนวน 368 คน และกลุ่มข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน จำนวน 15 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑋̅ = 3.75, S.D. = 0.84) โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมตรวจสอบและประเมินผล ด้านการมีส่วนร่วมดำเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ แนวทางที่ได้จากการศึกษาเสนอให้ใช้หลักสาราณียธรรม 6 เป็นฐานในการสร้างความสามัคคี ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างประชาชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน</p> พระวุฒิ สุขิโต (เทพารส), พระครูวาปีจันทคุณ, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3837 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2655 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 129 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างใช้แบบแบ่งชั้น โดยแบ่งตามขนาดของโรงเรียน คือ ขนาดเล็กและขนาดกลาง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.53 ถึง 0.98 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก คือ ด้านการเข้าถึงและตระหนักดิจิทัล, ด้าน</p> <p> </p> <p>การใช้ดิจิทัลเพื่อการทำงานร่วมกัน และด้านการผลิตชุดข้อมูลเพื่อการบริการสาธารณะ 2) ผลของการเปรียบเทียบความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า ด้านการเข้าถึงและตระหนักดิจิทัลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยโรงเรียนขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนด้านอื่นๆ ไม่พบความแตกต่าง 3) แนวทางการพัฒนาความสามารถด้านความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหาร มี 3 ด้าน 13 แนวทาง ได้แก่ (1) ด้านการประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการทำงาน 5 แนวทาง (2) ด้านการใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน 4 แนวทาง (3) ด้านการใช้โปรแกรมดิจิทัลเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับงานประจำ 4 แนวทาง </p> ธัญญรัตน์ ถิ่นละออ, อมร มะลาศรี , คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2655 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5245 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบข้อตกลงเบื้องต้น และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะหลักของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.29, S.D.= 0.59) 2) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.37, S.D. =0.53) 3) สมรรถนะหลักของผู้บริหาร(X) ในภาพรวม ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ(Y) ในภาพรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ส่งผลทางบวก มีค่า (R = 0.744) และมีค่า (R<sup>2</sup> = 0.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .01 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2</p> อนุสรา คงช่วย, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5245 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4648 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อกลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลตำบลโนนสูง ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 357 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า:</p> <p> 1) กลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการให้บริการเสมอภาค ด้านการให้บริการที่ตรงต่อเวลา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ และด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อกลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางพัฒนากลยุทธ์การให้บริการสาธารณะเทศบาลตำบลโนนสูง พบว่า เทศบาลตำบลโนนสูง ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจ มีทักษะในการปฏิบัติงาน มีจิตใจที่เอื้อต่อการให้บริการที่ดีและให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธิดามน คำลอย, พระมหาไทยน้อย ญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4648 Sun, 19 Oct 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2342 <p>การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง (2) ศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนในสถานศึกษาในเขตพื้นที่เดียวกัน และ (3) ศึกษาของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวน 234 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยแบ่งตามกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยตุง กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาว และกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยแม่สลอง จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมาย 2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 3 ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง มี 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมาย การพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากร และ การนิเทศการศึกษา</p> <p> </p> เปนไท เกตุหิรัญ, วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2342 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนแบบบูรณาการสำหรับการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในจังหวัดน่าน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3839 <p> บทความวิจัยนี้ศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนแบบบูรณาการสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในจังหวัดน่าน ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์การวิจัยคือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การมีส่วนร่วม และ 3) เพื่อเสนอกรอบการพัฒนาที่เหมาะสม ใช้รูปแบบวิธีวิจัยแบบผสมผสานแบบอธิบายเชิงลำดับ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากผู้ตอบแบบสอบถาม 384 คน และผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึก 15 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่า IOC=0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอย และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วยสี่มิติ ได้แก่ การวางแผน (x̄=3.72) การให้บริการ (x̄=3.85) การจัดการ (x̄=3.45) และการติดตามและประเมินผล (x̄=3.67) 2) ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมมีหกปัจจัย ได้แก่ ความเข้มแข็งของภาวะผู้นำชุมชน (r=0.78, p&lt;0.01) การสนับสนุนจากภาครัฐ (r=0.65, p&lt;0.01) ความพร้อมของชุมชน การยอมรับจากนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงเครือข่าย และการจัดการความขัดแย้ง และ 3) โมเดลการมีส่วนร่วมแบบวงจรบูรณาการที่พัฒนาขึ้นแสดงผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ คือ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.2 และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติดีขึ้นร้อยละ 25.6 โมเดลที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเมืองรองทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ประโยชน์เชิงนโยบายรวมถึงการเสริมสร้างการกำกับดูแลการท่องเที่ยวโดยชุมชน การกระจายกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ และการปรับแนวการพัฒนาให้สอดคล้องกับรูปแบบ BCG เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ</p> วันโชค หุ่นผดุงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3839 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 กฎหมายสิทธิมนุษยชนกับการวิเคราะห์ พ.ร.บ. อุ้มหาย ในเขตพื้นที่ร้อยแก่นสารสินธุ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5693 <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในพื้นที่ร้อยแก่นสารสินธุ์ (2) ศึกษาปัจจัยด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีผลต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าว และ (3) ศึกษาปัญหาและความจำเป็นในการพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนอายุ 18–60 ปี จำนวน 400 คน และผู้นำชุมชน 10 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพโดยรวมของบทบาทด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนอยู่ในระดับปานกลาง ( =3.05, S.D. = 0.72) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ. อุ้มหายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ปัจจัยประชาชน ภาคีเครือข่าย การมีส่วนร่วม และการพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแปรพยากรณ์สำคัญ มีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .670 .037 .031 และ .009 ตามลำดับ และ 3) การพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ร้อยแก่นสารสินธุ์ยังประสบปัญหาและต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> สรัล เลาหพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5693 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่นคงของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4311 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่นคงของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธบูรณาการเพื่อการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่นคงของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3) เพื่อถ่ายทอดแนวทางพุทธบูรณาการการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่งคงของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า จำนวน 400 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่นคงของมนุษย์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยรวม 3.030) 2) หลักพุทธบูรณาการเพื่อการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่นคงของมนุษย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยรวม 3.130) 3) แนวทางพุทธบูรณาการการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวิถีใหม่และความมั่งคงของมนุษย์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยรวม 3.140) ปัจจัยที่มีผลต่อแนวทาง ทุกตัวแปรปัจจัยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเขียนสมการในรูปของคะแนนดิบ = 0.163 (มิติการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ) + 0.116 (มิติการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบจตุรภาคี) +0.106 (มิติการบริบาลผู้สูงอายุในสถานพยาบาล) + 0.105 (มิติการสร้างเครือข่ายสุขภาพและโอกาส) + 0.104 (หลักสังคหะวัตถุ 4) + 0.097 (หลักสัปปายะ 7)+0.071 (หลักกายภาวนา 4) และ สมการในรูปของคะแนนมาตรฐาน = 0.223 (มิติการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ) + 0.167 (มิติการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบจตุรภาคี) +0.140 (มิติการบริบาลผู้สูงอายุในสถานพยาบาล) + 0.146 (มิติการสร้างเครือข่ายสุขภาพและโอกาส) + 0.128 (หลักสังคหะวัตถุ 4) + 0.120 (หลักสัปปายะ 7)+0.100 (หลักกายภาวนา 4)</p> เวชสุวรรณ อาจวิชัย, พระครูกิตติวราทร, พระมหาไทยน้อย ญาณเมธี, สงวน หล้าโพนทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4311 Thu, 16 Oct 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2576 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการการบริหารงานของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานที่เหมาะสมของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 คน ได้มาโดยคัดเลือกลุ่มเป้าหมายจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ และการหาร้อยละ การหาค่าเฉลี่ยน้ำหนักความคิดเห็นแต่ละข้อ โดยการหาค่ากลาง หาค่าเฉลี่ยการกระจายน้ำหนักคำตอบ จากการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าสถิติเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า : 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ที่สำคัญมากที่สุดคืองบประมาณ เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานทั้งด้านบุคลากรและทางด้านการสนับสนุนโครงและการแก้ไขปัญหาตามที่ประชาชนร้องขอ 2) ปัญหาอุปสรรคในการการบริหารงาน ของเทศบาลตำบลแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ และหาแนวทางแก้ไข และพบว่าส่วนที่สำคัญที่สุดคืองบประมาณไม่เพียงพอ รวมถึงบุคลลากรไม่เพียงพอ ปริมาณคนและงานไม่สัมพันธ์กัน งานเยอะคนน้อย งบประมาณไม่เพียงพอ และแนวทางแก้ไขคือการเพิ่มบุคลากร หรือลดงานที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงการของบประมาณจากส่วนกลางเพื่อนำมาพัฒนาและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และ 3) แนวทางการบริหารงานที่เหมาะสม สรุปได้ดังนี้คือ ลดปริมาณงานที่ไม่จำเป็นให้สมดุลกับจำนวนเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รับรู้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง และตั้งใจปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของตน นอกจากนี้การนำหลักบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีมาใช้เป็นแนวทางบริหารให้มากขึ้นยังเป็นอีก 1 แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีสำหรับ เทศบาลตำบลแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ</p> ภควดี คำเรืองศรี, ณัฐดนัย แก้วโพนงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2576 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์อัตลักษณ์ชุมชนสู่การออกแบบสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมโฮมสเตย์บ้านหนองหวาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5230 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์อัตลักษณ์ของชุมชนบ้านหนองหวาย ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และพัฒนาแนวทางการออกแบบสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์ที่อ้างอิงอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อใช้ในการส่งเสริมภาพลักษณ์โฮมสเตย์บ้านหนองหวายอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตภาคสนามภายใต้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าอัตลักษณ์สำคัญของชุมชนประกอบด้วยวิถีเกษตรกรรมเรียบง่าย ความสงบของสิ่งแวดล้อมชนบท และ “หิ่งห้อยแห่งหนองไข่นก” ซึ่งเป็นทุนวัฒนธรรมและทุนทางนิเวศที่โดดเด่น อัตลักษณ์เหล่านี้ถูกนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบสื่อสร้างสรรค์ 5 ประเภท ได้แก่ โลโก้ แผนที่ท่องเที่ยว มาสคอต วิดีโอประชาสัมพันธ์ และเพจ Facebook</p> <p> กระบวนการมีส่วนร่วมส่งผลให้เกิดความแม่นยำของเนื้อหา การตีความอัตลักษณ์ที่ถูกต้องตามบริบท และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในชุมชน ด้านคุณภาพของสื่อ ผู้เชี่ยวชาญประเมินอยู่ในระดับสูงมาก (𝑥̄ = 4.69) และผู้ใช้สื่อประเมินความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.64) สะท้อนว่าสื่อที่พัฒนาขึ้นสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ได้ชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้จริง</p> ภัทธิรา สุวรรณโค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5230 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5613 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้ากลุ่มงาน 4 กลุ่มงานของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 ประจำปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง 229 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย โดยการจับสลากแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.933 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีเทส และการทดสอบเอฟเทส</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 จําแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า ภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณา รายด้านแล้ว พบว่า ด้านการสร้างบรรยากาศในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จําแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> หมิหน๊ะ เบ็ญตาหลี, ชณัฐ พรหมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5613 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของการบริหารสภาพคล่องกับการอยู่รอดของธุรกิจ กรณีศึกษา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2843 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพของการบริหารสภาพคล่องกับการอยู่รอดของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และข้อมูลที่ใช้ศึกษา งบการเงินและรายงานประจำปี (Form 56-1) ที่อยู่ในช่วงภายในรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลา 3 ปี คำนวณตัวชี้วัดทางการเงิน ได้แก่ Current Ratio, Quick Ratio, Cash Flow Liquidity, Return on Assets, Return on Equity และ กำไรสุทธิ ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบมาตรฐาน เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสภาพคล่องกับความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของการบริหารสภาพคล่องมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการอยู่รอดของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cash Flow Liquidity ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุดต่อผลประกอบการ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย ต่อ ROA ที่ 3.45 และต่อ ROE ที่ 5.78 ซึ่งสูงกว่าตัวแปรอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน Quick Ratio ที่ระดับ 1.2-1.5 เท่า ส่งผลบวกต่อ ROA และ ROE ในขณะที่ Current Ratio ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า CRQ และ Cash Flow Liquidity มีความสัมพันธ์กันที่ระดับ 0.51 นอกจากนี้ การเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทที่มี Cash Flow ≥ 0 มี ROA เฉลี่ย 8.10% และ ROE เฉลี่ย</p> <p> </p> <p> 11.20% สูงกว่ากลุ่มที่มี Cash Flow ติดลบ (ROA = 1.25%, ROE = -5.40%) อย่างชัดเจน ส่วนบริษัทที่มี CR สูง (&gt; 1.5 เท่า) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 9.87 ล้านบาท ต่อปี ขณะที่กลุ่ม CR ต่ำได้เพียง 1.98 ล้านบาท ดังนี้ องค์กรควรกำหนดเกณฑ์ Cash Flow Liquidity ≥ 0.4 เท่า และปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบริหารสภาพคล่องเชิงรุก รวมทั้งรักษาระดับ Quick Ratio ที่ 1.2-1.5 เท่า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ</p> นิกข์นิภา บุญช่วย, พนิดา กาลจักร, วรเทพ ตรีวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2843 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี ตำบลบลโคกกุง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2245 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วม ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี และ 3) ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงานดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี ตำบลโคกกุง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ผ่านแบบสอบถามและการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างประชากรได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุของค์การบริหารส่วนตำบลโคกกุง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกกุง จำนวน 159 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการพรรณนา ผลวิจัยพบว่า: 1) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี ตำบลโคกกุง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเกิดขึ้นจากหลายรูปแบบ เช่น การจัดกิจกรรมต่าง ๆ การประชุมกลุ่ม และการออกไปให้คำแนะนำด้านสุขภาพ อุปสรรคสำคัญในการมีส่วนร่วม 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี ตำบลโคกกุง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว เกิดจากความสัมพันธ์และความรับผิดชอบของครอบครัว ปัจจัยด้านชุมชน เกิดจากความสามัคคีและสนับสนุนของชุมชน ปัจจัยด้านเครือข่ายในชุมชน เกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชน ปัจจัยด้านนโยบายของภาครัฐ เกิดจากการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ ปัจจัยด้านงบประมาณ เกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ และ 3) แนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงานดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านกรุงสามัคคี ตำบลโคกกุง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมของภาคีเครือข่ายผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ผู้ดูแลผู้สูงอายุและเครือข่ายในชุมชน</p> หยาดพิรุณ ดวงเนตร, ณัฐดนัย แก้วโพนงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2245 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2091 <p> </p> <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านอำนาจการให้รางวัล ด้านอำนาจบังคับ และด้านอำนาจความเชี่ยวชาญ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือด้านอำนาจอ้างอิง 2) ครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรามและรายด้านไม่แตกต่างกัน 4) ครูผู้สอนปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรามและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> ธนภรณ์ จุลพูล, มณฑา จำปาเหลือง, มณฑา จำปาเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2091 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเชื่อพิธีกรรมและหลักธรรมในประเพณีกวนข้าวทิพย์ของชุมชนบ้านโคกหนองบัว ตำบลบัวคำ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3098 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาประเพณีกวนข้าวทิพย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาความเชื่อและหลักธรรมในประเพณีกวนข้าวทิพย์ของชุมชนบ้านโคกหนองบัว ตำบลบัวคำ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด. 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าในประเพณีกวนข้าวทิพย์ในประเพณีกวนข้าวทิพย์ ของชุมชนบ้านโคกหนองบัว ตำบลบัวคำ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการรวบรวมข้อมูลจากตำราเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูป/คน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยตามที่ได้ตั้งไว้ตามวัตถุประสงค์ แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยพรรณาวิธี ผลการวิจัยพบว่าประเพณีกวนข้าวทิพย์มีความเชื่อมโยงกับหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เช่น การถวายทานข้าวสาลีของพระอัญญาโกญฑัญญะ เป็นต้น ทุกขั้นตอนสะท้อนความศรัทธา ความเคารพ และความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันในชุมชน ประเพณีกวนข้าวทิพย์ของชุมชนบ้านโคกหนองบัวเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สะท้อนความสามัคคีและการร่วมมือของชุมชนในการจัดเตรียมงาน พิธีกรรมนี้เชื่อมโยงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยมีการฝึกปฏิบัติศีลและภาวนา ผ่านการให้ทานที่บริสุทธิ์ใจ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และการฝึกจิตให้นิ่งและมีสมาธิ ทั้งนี้ยังเป็นเวทีในการถ่ายทอดศีลธรรม จริยธรรม และความเชื่อทางพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ สร้างความสัมพันธ์ในชุมชน พัฒนาคุณธรรมและจิตใจของสมาชิกในชุมชนให้มีความสงบสุข ประเพณีกวนข้าวทิพย์ของชุมชนบ้านโคกหนองบัวเป็นกิจกรรมที่หล่อหลอมคุณค่าหลายมิติ ทั้งด้านบุคคล ครอบครัว สังคม ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเน้นการร่วมแรงร่วมใจในการทำบุญและฝึกฝนคุณธรรมผ่านการปฏิบัติจริง ก่อให้เกิดความศรัทธา ความสามัคคี และจิตสาธารณะในชุมชน อีกทั้งยังเป็นเวทีในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุณค่าทางจริยธรรมสู่คนรุ่นใหม่ ส่งเสริมการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมอย่างมีชีวิตชีวาและยั่งยืน</p> พระใบฎีกาไพบูลย์ จิตฺตวโร (สร่างโคก) , พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต, ไพฑูรย์ สวนมะไฟ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3098 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5501 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำแนกตามระดับการศึกษาประสบการณ์ในการทำงานและขนาดโรงเรียน และ 3)รวบรวมข้อเสนอแนะของครูที่มีต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยใช้แบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบหาค่าที และการทดสอบหาค่าเอฟ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านนิเทศการศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดโรงเรียนพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันโดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และประสบการณ์ ในการทำงาน ขนาดของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3)ข้อเสนอแนะของครูที่มีต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรในระดับกลุ่มสาระการเรียนรู้ก่อนนำไปใช้สอนจริงเป็นประจำทุกปี 2) เน้นให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ active learning ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างผู้เรียน 3) มุ่งการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของชุมชน โดยขอความร่วมมือจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ความชำนาญ และปราชญ์ชาวบ้านมาถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้นต่อไป</p> กัญญานาถ จิสวัสดิ์, ศัจนันท์ แก้ววงศ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5501 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียน ในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2778 <p>บทความวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา และ 3) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ไช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 170 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) วัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสุขในการทำงานของครู โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) วัฒนธรรมองค์กรส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุข โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่า ด้านการมอบอำนาจ ด้านการตัดสินใจ ด้านความมีคุณภาพ ด้านการยอมรับ และด้านความเอื้ออาทร สามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา โดยสามารถพยากรณ์ความน่าเชื่อถือได้ร้อยละ 97.50 (R<sup>2</sup> = 0.975)</p> ภูวเดช ไชยศรี, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2778 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรม ทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติ ของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4235 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างและความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างของการเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติ ของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความเชื่อทางศาสนา 2) พิธีกรรมทางศาสนา 3) ความสัมพันธ์ในเครือญาติของชุมชน 2) ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างและความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามิติความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาในประเพณีบุญข้าวสากเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของชุมชนเชิงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ทั้ง 3 องค์ประกอบหลัก 9 องค์ประกอบย่อย และ 45 ตัวบ่งชี้ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) โมเดลมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ซึ่งพิจารณาจากค่า χ<sup>2</sup> = 18.867, df = 24, p-value = 0.759, CFI = 1.000, TLI = 1.002, SRMR = 0.062, RMSEA = 0.030, χ<sup>2</sup>/df = 0.786 และความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง (Construct Reliability : CR) เท่ากับ 0.987 ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.60 แสดงว่าโมเดลมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> บรรจง ลาวะลี, พระมหาสากล สุภรเมธี (เดินชาบัน), พระครูสีลสราธิคุณ, สงวน หล้าโพนทัน, ไกรราช แก้วเกตุพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4235 Sat, 04 Oct 2025 00:00:00 +0700 การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในสังกัดสำงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2357 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับระดับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาตามมุมมองของครู 2) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับระดับการทำงานร่วมกันเป็นทีมของครู 3) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครู 4) เพื่อศึกษาตัวแปรที่สามารถทำนายการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีมของครู กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 327 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><strong> </strong>1) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงในทุกด้าน โดยการจัดลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การหลีกเลี่ยง, การร่วมมือ, และการประนีประนอม ตามลำดับ ส่วนการยอมให้และการเอาชนะ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน</p> <p> 2) การทำงานเป็นทีมของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงในทุกด้าน โดยการจัดลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การไว้วางใจซึ่งกันและกัน, การสื่อสาร, การมีเป้าหมายร่วมกัน และการมีมนุษย์สัมพันธ์ ส่วนการร่วมมือและการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน</p> <p> 3) ความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครู โดยมีความสัมพันธ์ที่ระดับสูงมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>001</p> <p> 4) ตัวแปรการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลต่อการทำงานเป็นทีมของครู ได้แก่ ด้านการยอมให้, ด้านการเอาชนะ, ด้านการหลีกเลี่ยง, และด้านการประนีประนอม ซึ่งสามารถทำนายการ</p> <p> </p> <p>ทำงานเป็นทีมของครูได้ถึงร้อยละ 80.70 โดยสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานมีดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p> = 1.022 + .333(X<sub>5</sub>) + .325(X<sub>2</sub>) + .102(X<sub>1</sub>) + .010(X<sub>3</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p> = .442(X<sub>2</sub>) + .403(X<sub>5</sub>) + .127(X<sub>1</sub>) + .012(X<sub>3</sub>)</p> วีรชัย ปานการ, สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2357 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2369 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Coefficients)</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.31, SD = .50) 2. ระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.42, SD = .46) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวก ในระดับสูง ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .712</p> <p> </p> ปรเมศวร์ ธนูศร, วัน เดชพิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2369 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ ด้วยการใช้รูปแบบการสอน 7E ร่วมกับบทเรียนออนไลน์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5726 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอน 7E ผ่านบทเรียนออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอน 7E ผ่านบทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จำนวน 20 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ 7E จำนวน 7 แผน รวมเวลาเรียนทั้งหมด 14 ชั่วโมง เครื่องมือ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอน 7E ร่วมกับบทเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.07/84.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการสอนด้วยรูปแบบดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> กัญญาวีร์ เมืองปาก, อมรรัตน์ พันธ์ประโคน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5726 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคุณภาพ : กรณีศึกษาโรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2658 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 2) เพื่อศึกษาความต้องการการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยา และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยา การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการและศึกษาความต้องการการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยา ระยะที่ 2 ศึกษาข้อเสนอการบริหารงานวิชาการ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้เป็นการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาจรฐานและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) โรงเรียนแซงบาดาลบ้านบากวิทยามีจุดแข็งด้านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน การวางแผนงานวิชาการอย่างเป็นระบบ การจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ งบประมาณจำกัด ขาดแคลนครูเฉพาะทาง และภาระงานที่มากเกินไปของครู ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ 2) ความต้องการด้านการบริหารวิชาการโรงเรียนมีความต้องการพัฒนาหลายมิติ เช่น การอบรมครูให้มีทักษะหลากหลาย การจัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning การปรับปรุงหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารข้อมูลนักเรียน 3) ผลการประเมินและข้อเสนอแนะผลการศึกษาพบว่าด้านที่มีความเหมาะสมสูงสุด เช่น การวัดผล การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และการประกันคุณภาพ มีค่าเฉลี่ย 4.60 ส่วนด้านที่มีความเป็นไปได้สูงสุด เช่น การส่งเสริมชุมชน และการใช้สื่อเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ย 4.30 โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับมาก</p> กิตติพงษ์ นาสมยนต์, ปาริชา มารี เคน , รัชฎาพร งอยภูธร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2658 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3450 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต และ 4) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 280 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าทีอิสระ (Independent t-test) ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Anova) ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต จำแนกตามเพศ จำแนกตามการศึกษาขั้นสูงสุด ตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ผู้บริหารควรมีความรู้ ส่งเสริมให้มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับสถานศึกษา เป็นต้น 4) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ควรจัดทำโครงการพัฒนาหลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนการสอน เป็นต้น</p> ดาราวดี บรรจงการ, นวรัตน์ ไวชมภู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3450 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5241 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาประวัติและความเป็นมาการอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อศึกษาการอนุรักษ์ชุมชนโคกหินลาด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม 3) เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่ออนุรักษ์ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมีวิธีการวิจัย ได้แก่ การศึกษาในเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จำนวน จำนวน 25 รูป/คน นำเสนอผลการวิจัยด้วยพรรณนาวิธี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> การอนุรักษ์ทรัพยากรตามแนวพุทธศาสนาเน้นสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ โดยมี ป่าชุมชนโคกหินลาด เป็นต้นแบบการบูรณาการที่สำคัญ ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างการปลูกป่าและ "บวชป่า" เพื่อสร้างจิตสำนึกรักหวงแหนมรดกจากบรรพบุรุษ หัวใจสำคัญคือการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ 1) หิริ-โอตตัปปะ คือสร้างความละอายและเกรงกลัวต่อการทำลายป่า 2) อิทธิบาท 4 คือปลุกพลังให้คนในชุมชนมุ่งมั่นปกป้องธรรมชาติอย่างมีเป้าหมาย 3) สังคหวัตถุ 4 และ พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความสมัครสมานสามัคคีในเครือข่าย กระบวนการนี้เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทรัพยากร แต่ยังช่วยขัดเกลาจิตใจคนในชุมชน โดยใช้คุณธรรมเป็นรากฐานสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงทั้งในระดับบุคคลและสังคม</p> พระวุฒิกร จิตฺตสุตฺโต (ชัยกองชา), พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5241 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2573 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 191 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตารางของเครซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามสัดส่วนจำนวนผู้บริหารสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .964 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.18) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีวิจารณญาณ และจรรยาบรรณ อยู่ในระดับมาก ( = 4.44) รองลงมา คือ ด้านการใช้ดิจิทัล อยู่ในระดับมาก ( = 4.19) ด้านการเข้าใจดิจิทัล อยู่ในระดับมาก ( = 4.12) ด้านการผลิตสื่อดิจิทัล อยู่ในระดับมาก ( =4.12) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการติดต่อสื่อสารด้วยเครื่องมือดิจิทัล อยู่ในระดับมาก ( =4.07)</p> พิชญาพร แจงทอง, ภัทร์พงศ์ พงศ์ภัทรกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2573 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4345 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และ 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ประชากรในการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 681 คน จาก 26 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 245 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.934 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 ใช้เครื่องมือเป็นแบบประเมินแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้และด้านความเป็นประโยชน์</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาสภาพปัจจุบันของทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมากและสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ พบว่า ได้องค์ประกอบ 5 ด้าน ยืนยันโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) ผลการประเมินการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ราตรี เลิศหว้าทอง, คมคาย อุดรพิมพ์, พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4345 Wed, 08 Oct 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2315 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ป.พัทลุง เขต 2 ปีการศึกษา 2568 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ป.พัทลุง เขต 2 จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ป.พัทลุง เขต 2 มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมี อิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการกระตุ้นทางปัญญาอยู่ในระดับมาก 2. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ป.พัทลุง เขต 2 มีการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านงานนิเทศการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด งานจัดการเรียนการสอน งานประกันคุณภาพการศึกษา งานวัดผลและประเมินผล งานวิจัยในชั้นเรียน งานพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และงานหลักสูตรและการบริหารงานหลักสูตรอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ป.พัทลุง เขต 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.633</p> ภัทราวุธ เหล็บหลี, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2315 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4489 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด 3) เพื่อส่งเสริมเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ดเป็น การวิจัยเชิงคุณภาพ มีรูปแบบการวิจัย ได้แก่ การศึกษาในเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 25 รูป/คน นำเสนอผลการวิจัยด้วยพรรณนาวิธี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ชุมชนปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีปรางค์กู่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและอัตลักษณ์ของชุมชนอีสาน ผ่านงานประเพณีบุญสรงกู่ที่จัดขึ้นทุกปีในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 5 เป็นพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้รูปแบบงานจะเปลี่ยนแปลงไปจากการสนับสนุนของภาครัฐ แต่แก่นแท้ของงานยังคงอยู่ในความร่วมมือและจิตสำนึกของชุมชน การรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานบุญสรงกู่จึงสะท้อนถึงความกลมเกลียวและความร่วมมือของคนในท้องถิ่น ที่สามารถสืบทอดวัฒนธรรมให้คงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาโดยยึดฐานทุนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีปรางค์กู่เป็นศูนย์กลางของความศรัทธาและวิถีชีวิตท้องถิ่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เพียงแค่การพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชุมชน วัดและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรมและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนด้านนโยบาย งบประมาณ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนปรางค์กู่เป็นกระบวนการที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมีการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน</p> พระมหาฤทธิยงค์ กิตฺติโก (ไชยคิรินทร์) , พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต, พระอธิการนัฐวุฒิ สิริจนฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4489 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจและสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของบุคลากร สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2781 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความสำคัญของแรงจูงใจ สมรรถนะการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน <br />(2) แรงจูงใจ และสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 318 คน ซึ่งมาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย <br />สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน สถิติที่ใช้ในการดำเนินการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสำคัญของแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน สรรถนะในการปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ <br />ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านความมั่นคงของงาน และด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีอำนาจในการทำนายประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานร่วมกันร้อยละ 73.70 และปัจจัยสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ด้านบริการที่ดี ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ และด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีอำนาจในการทำนายสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน ร่วมกันร้อยละ 72.10</p> จินต์วรา ศรีมูล, ศิริกานดา แหยมคง, ชัชชัย สุจริต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2781 Sun, 14 Sep 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงขยะกับพฤติกรรมการซื้อซ้ำของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3872 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงขยะของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์ถุงขยะของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงขยะกับพฤติกรรมการซื้อซ้ำของผู้บริโภค การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC = 0.67–1.00) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ถุงขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้คุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 3.92) โดยด้านสมรรถนะมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.88) 2) พฤติกรรมการซื้อซ้ำอยู่ในระดับสูง โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อซ้ำทุก 1–2 เดือน (ร้อยละ 45.3) และ 3) การรับรู้คุณภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .642) ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าในตลาดผลิตภัณฑ์ถุงขยะ</p> ธัญรดา ชุนถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3872 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ศักยภาพ ปัญหาและความต้องการในการแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชนในพื้นที่รอบศูนย์การเรียนรู้บ้านยางน้อย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5325 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพ ปัญหาและความต้องการในการแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชนในพื้นที่รอบศูนย์การเรียนรู้บ้านยางน้อย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของชุมชนรอบศูนย์การเรียนรู้บ้านยางน้อยมีฐานทรัพยากรทางการเกษตร พื้นที่เพาะปลูก และทุนทางวัฒนธรรมเข้มแข็ง เช่น ภูมิปัญญาการทอผ้าไหม เกษตรอินทรีย์ และการแปรรูปสมุนไพร มีการรวมกลุ่มอาชีพระดับหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มทอผ้า กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มโคกหนองนา และได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาทักษะและสนับสนุนอาชีพ ปัญหาของชุมชนคือรายได้หลักจากการเกษตรตามฤดูกาลไม่มั่นคง ครัวเรือนมีหนี้สินเรื้อรัง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกและการถือครองที่ดินที่มั่นคง โครงสร้างประชากรมีผู้สูงอายุสูงและแรงงานวัยทำงานย้ายถิ่น ทำให้แรงงานในชุมชนลดลง ขาดทักษะด้านการจัดการกลุ่มอาชีพ การตลาด และการเงิน อีกทั้งโครงการพัฒนาจากภายนอกไม่ต่อเนื่อง ความต้องการของชุมชนชาวบ้านคือต้องการอาชีพเสริมที่สามารถทำได้ในครัวเรือน เช่น การแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เกษตรอินทรีย์ และการตลาดออนไลน์ รวมทั้งต้องการการสนับสนุนด้านทุน เครื่องมือประกอบอาชีพ ระบบชลประทานถาวร ตลาดรองรับผลผลิต และการอบรมพัฒนาทักษะด้านการตลาดดิจิทัล และการจัดการกลุ่ม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p> บุญมี โททำ, ไพโรจน์ สุขสบาย, กษมา ดอกดวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5325 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตในการทำงานของครูส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา เขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2779 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 2) เพื่อศึกษาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 3) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา เขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษาเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ และค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตในการทำงานของครูเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) คุณภาพชีวิตในการทำงานของครู ในภาพรวม ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ ในภาพรวมของสถานศึกษาเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ส่งผลทางบวก มีค่า (R = 0.830) และมีค่า (R<sup>2</sup> = 0.688) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .01 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้</p> เทิดศักดิ์ ทิพย์ลุ้ย, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2779 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 งานบริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4484 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับงานบริหารและระดับความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานบริหารกับความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา 3) เพื่อศึกษางานบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา และ 4) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานเพื่อความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามเท่ากับ .959 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับงานบริหารในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.24) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างงานบริหารกับความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา พบว่า มีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) งานบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดสงขลา จาก 4 ด้าน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3 ด้าน และความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 1 ด้าน 4) แนวทางการบริหารงานเพื่อความสำเร็จในการเป็นสถานศึกษาพอเพียง พบว่า สถานศึกษามีการวางแผนงบประมาณที่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นต้น</p> เกศินี วงศ์ชนะ, อุบลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ, จรัส อติวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4484 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของ โรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2656 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน และ 5) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 119 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซีและมอร์แกน และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ 1. ผู้บริหารการศึกษา 2 คน 2. ผู้บริหารสถานศึกษา 2 คน 3. ผู้แทนครู 1 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.557 - 0.955 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการส่งเสริมองค์กรนวัตกรรมและเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 6.5 (= .065) 5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมคือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้บุคลากรคิดอย่างอิสระ ไม่ยึดติดกรอบเดิม<br />ผู้บริหารควรเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและแสวงหาวิธีใหม่ในการแก้ปัญหาและพัฒนางาน</p> อุชุกร ถิ่นละออ, อมร มะลาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2656 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ในโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จังหวัดนครพนม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5725 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่อการเรียน แรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ บรรยากาศการเรียนรู้ และพฤติกรรมการสอนของครู กับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) พัฒนาสมการพยากรณ์ทักษะดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน และครู 5 คน จากโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) ปีการศึกษา 2568 โดยใช้การสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมในระดับนัยสำคัญ .01 ได้แก่ เจตคติต่อการเรียน บรรยากาศการเรียนรู้ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และพฤติกรรมการสอน ของครู โดยมีความสัมพันธ์เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยตามลำดับ และ 2) ตัวแปรที่สามารถทำนายทักษะ การเรียนรู้และนวัตกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ได้แก่ เจตคติต่อการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ส่วนพฤติกรรมการสอนของครูมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เมื่อรวมกันทั้งสามปัจจัยสามารถพยากรณ์ระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมได้ร้อยละ 56.28 โดยสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานมีดังนี้</p> <p> Y’ = 0.454 + 0.571 + 0.113 + 0.073 + 0.083</p> <p> Z’<sub>y</sub> = 0.630Z<sub>ATL</sub> + 0.135Z<sub>AMO</sub> + 0.092Z<sub>LEN</sub> + 0.063Z<sub>TTB</sub></p> อมรรัตน์ พันธ์ประโคน , กัญญาวีร์ เมืองปาก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5725 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ต้นทุนวงจรชีวิตและผลตอบแทนผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2664 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาต้นทุนวงจรชีวิตและผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด และ (2) เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินของผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด ในตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด ตำบลเกยไชย จำนวน 20 สถานประกอบการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า (1) ต้นทุนวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด โดยผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึกใช้ต้นทุนรวมเฉลี่ย 33,440.12 บาทต่อเดือน ส่วนผลิตภัณฑ์น้ำตาลสดมีต้นทุนรวมเฉลี่ย จำนวน 21,323.32 บาทต่อเดือน ผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ที่ให้รายได้สูงสุด คือ น้ำตาลปึกเป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 50,706.00 บาทต่อเดือน และน้ำตาลสดเป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 31,080.00 บาทต่อเดือน (2) อัตรากำไรสุทธิของผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด พบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำตาลสด มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน ร้อยละ 31.39 และผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึก มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน ร้อยละ 34.05 ส่วนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน พบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำตาลสด มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อเดือน ร้อยละ 8.91 และผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึก มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อเดือน ร้อยละ 13.86 และปริมาณการขาย ณ จุดคุ้มทุนของผลิตภัณฑ์น้ำตาลสดจำนวนเฉลี่ยเท่ากับ 103 ขวดต่อเดือน และผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึกเฉลี่ยเท่ากับ 16 กิโลกรัมต่อเดือน โดยมูลค่า ณ จุดคุ้มทุนของผลิตภัณฑ์น้ำตาลสด ต้องทำยอดขายให้ได้ 2,060.00 บาทต่อเดือน และผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึก ต้องทำยอดขายให้ได้ 960.00 บาทต่อเดือน ดังนั้น จากผลการศึกษาทุกด้านของการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นในเชิงปริมาณว่า ผลิตภัณฑ์น้ำตาลปึกเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มทุนมากกว่าผลิตภัณฑ์น้ำตาลสด</p> charum Nenyim, ลักษมี งามมีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2664 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3467 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล และ 3) เพื่อศึกษารวบรวมข้อเสนอแนะการพัฒนาของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 324 คน โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับ มาก (𝑥̅ = 4.12, S.D.= 0.53) 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน จำแนกตามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า ครูที่มีเพศต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) ผลการรวบรวมข้อเสนอแนะ พบว่า (1) ผู้บริหารควรได้รับการพัฒนาการอบรมเชิงปฏิบัติการทุก ๆ ภาคการศึกษา (2) ควรมีการคิดเชิงวิพากษ์ โดยการแยกแยะข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์ปัญหาให้ครบทุกมุมก่อนที่จะตัดสินใจแก้ไข (3) ควรให้ความสำคัญกับความคิดของครูทุกคน สื่อสารเป้าหมายที่จะปฏิบัติงานแต่ละครั้งให้ชัดเจน เกิดความเข้าใจตรงกัน ให้ความสำคัญในบทบาทหน้าที่ของครูทุกคนอย่างเท่าเทียม และเน้นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงานให้ถูกต้อง</p> รติสรณ์ ติ่งสง่า, ศัจนันท์ แก้ววงศ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3467 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4486 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูในสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปร เพศ ประสบการณ์การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ขนาดสถานศึกษา และระดับวิทยฐานะ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 288 คน เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าที และค่าเอฟ วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ใช้ Normality Probability Plot วิเคราะห์ด้วยสถิติพาราเมตริก การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู จำแนกตามตัวแปร พบว่า ตัวแปรที่ไม่แตกต่างกัน จำนวน 2 ตัวแปร คือ เพศ และขนาดสถานศึกษา ตัวแปรที่มีความแตกกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .001 คือ ประสบการณ์การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และตัวแปรที่พบว่ามีความแตกกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 คือ วิทยฐานะ 3) แนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการเลื่อนวิทยฐานะของครู ผ่านการพัฒนาตนเอง การอบรมอย่างต่อเนื่อง แนวทางที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับทฤษฎีต่าง ๆ เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> พิชชานันท์ มูดี, ชณัฐ พรหมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4486 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4578 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่งวิทยฐานะ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 295 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์สัดส่วน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยการหยิบสลากแบบไม่ใส่คืน แบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .960 สถิติที ่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีอิสระ และการทดสอบ ค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลวิเคราะห์ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด วิธีการปกครองบังคับบัญชา รองลงมา คือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งการ นโยบายและการบริหารงานองค์กร และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความเป็นอยู่ส่วนตัว ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 จำแนกระดับการศึกษาที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน รายด้านทุกด้าน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จำแนกตามวิทยฐานะ รายด้าน พบว่า ทุกด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านสภาพการทำงาน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามวิทยฐานะ รายด้าน ทุกด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความมั่นคงและความปลอดภัย มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภัทราพร กมลเจริญ, มณฑา จำปาเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4578 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรกับประสิทธิผล ของสถานศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2337 <p>การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรของสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผล ของสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 332 คน โดยได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ เครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ซึ่งมีความเที่ยงตรงของเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.973 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารงานตามหลักธรรมกัลยาณมิตรผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับ มากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านผู้นำเอาใจใส่ ด้านผู้นำรู้จักการใช้คำพูด ด้านผู้นำใช้ถ้อยคำที่มีความลึกซึ้ง ด้านผู้นำชักนำไปในทางที่ดี ด้านผู้นำน่าเคารพ ด้านผู้นำมีความอดทน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านผู้นำน่ายกย่อง ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 โดยภาพรวม และรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการบรรลุเป้าหมายของสถานศึกษา ด้านการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ด้านการพัฒนานักเรียน ให้มีเจคติทางทางบวก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนา สถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักกัลยาณมิตร 7 ด้าน กับประสิทธิผลของสถานศึกษา 4 ด้าน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 มีความสัมพันธ์กันในทางบวกและอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ไกรระวี จันต๊ะตาด, นริศรา เสือคล้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2337 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Intellectual Hero's Journey: An Analysis of Vibhishana and Mandodari through Campbell's Monomyth in Tulsidas's Ramcharitmanas https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4947 <p> This research examines the intellectual hero’s journey of Vibhishana and Mandodari in Tulsidas's Ramcharitmanas through Joseph Campbell's monomythological framework. Unlike traditional heroes who emphasize armed struggle, these two characters exemplify the hero's journey through moral reasoning, ethical courage, and spiritual wisdom. This comparative analysis demonstrates how Tulsidas reinvents the character of Valmiki, positioning intellectual and moral conviction as a form of heroism comparable to physical heroism. Through textual analysis of the Sundarakanth and Lankakanth, this study reveals that both characters undergo archetypal stages of separation, initiation, and return, ultimately achieving liberation through viveka (discerning wisdom) and dhammā (righteousness).</p> Sasasiri Suwannathip ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4947 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3825 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพี่อศึกษาบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ จำนวน 272 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าทีเทส ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><strong> </strong>1) บทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณภาพกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญาตามลำดับ</p> <p><strong> </strong>2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้</p> <p><strong> </strong>3) ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลแคนใหญ่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ควรส่งเสริมกิจกรรมป้องกันโรคและการกินอาหารสุขภาพ สนับสนุนการดูแลจากบุตรหลานและเพื่อนบ้าน พร้อมให้ทุนประกอบอาชีพ เสริมรายได้และลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้การดูแลตนเองอย่างปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกด้าน</p> วิชัย สระแก้ว, พระมหาไทยน้อย ญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3825 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาสาขา อีคอมเมิร์ซที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้าขั้นสูงแห่งมณฑลกวางซี ประเทศจีน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3219 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้าขั้นสูงแห่งมณฑลกวางซี สาธารณรัฐประชาชนจีน และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษา ประชากรที่ศึกษาคือนักศึกษาสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 689 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane (1967) ได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 255 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการในระดับปานกลาง ตัวแปรอิสระ 4 ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ ได้แก่ ความเชื่อในความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการ และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการได้ 83.5% ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 4 ตัวแปรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือความเชื่อในความสามารถของตนเอง ซึ่งสามารถเสริมสร้างได้ผ่านการฝึกฝนทักษะและการพัฒนาอัตลักษณ์ทางธุรกิจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการประกอบการ และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่างๆ ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความตั้งใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจ ผลการวิจัยนี้สามารถใช้ในการพัฒนาโปรแกรมหรือแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น</p> Samroeng Kaiyawong, หวาง ตองเมย, อัญชลี ชัยศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3219 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 วินัย : เรื่องใหญ่กว่าที่คิด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3838 <p> The book " The Unheralded Value of the Vinaya: The Buddhist Teachings on Social Disciplin" by Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto) systematically presents the meaning, role, and value of "Discipline" within the Buddhist dimension. It explains its foundations in Dhamma and Vinaya principles, and connects them with modern concepts in social science, political science, and ethics. This demonstrates that discipline is not merely a set of rules or behavioral constraints, but rather a crucial tool for training and developing oneself, fostering responsibility, and organizing society to operate peacefully and morally.</p> <p> The content covers the relationship between Dhamma and Vinaya, the differences between discipline and morality, discipline as a tool for allocating opportunities, methods for fostering discipline through the integration of behavior, mind, and intellect, and the role of discipline in democracy and global governance. Key observations include the book's ability to add perspectives from an international context and examples of application in modern organizations, such as business, government, and education, to align with changes in the digital age.</p> <p> This review concludes that the book's contributions span three main dimensions: (1) academic value, which can be used as a teaching resource; (2) value for personal and social development through the creation of sustainable internal discipline; and (3) value for building a democratic culture through the steadfast cultivation of civic virtue.</p> พระมหาสมศรี ติกฺขปญโญ (กะตะโท) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3838 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ธรรมเหนือทุกข์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3731 <p> บทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการต่อผลงานเรื่อง ธรรมเหนือทุกข์ โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ ซึ่งจัดพิมพ์โดยสถาบันพัฒนาพระวิทยากร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเนื้อหาเชิงวิชาการทางพระพุทธศาสนาในมิติของการประยุกต์ใช้ธรรมะเพื่อการเยียวยาทางจิตวิญญาณและการพัฒนาชีวิตในสังคมร่วมสมัย ผู้เขียนได้นำเสนอหลักธรรมจากพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์อรรถกถาอย่างเป็นระบบ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงเข้ากับบริบทของชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค รวมถึงแนวทางการปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น</p> <p> บทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เน้นการวิเคราะห์คุณค่าทางพุทธปรัชญา แนวคิดเรื่องทุกข์ตามหลักอริยสัจ และวิธีการอธิบายธรรมะที่สอดรับกับจิตวิทยาเชิงพุทธ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสน์ศึกษาในฐานะศาสตร์ว่าด้วยการเข้าใจธรรมชาติของทุกข์และหนทางแห่งการดับทุกข์ บทความนี้เสนอให้เห็นถึงศักยภาพของหนังสือธรรมเหนือทุกข์ ในฐานะเครื่องมือการเรียนการสอน ตลอดจนเป็นเสื่อกลางในการสื่อสารธรรมะสู่สาธารณชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> รัตนาวดี สุริยวนากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/3731 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2822 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยในยุคหลังโควิด-19 ภายใต้บริบทการแข่งขันที่รุนแรงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยวิเคราะห์ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน การยอมรับเทคโนโลยี ทุนทางปัญญา และนวัตกรรมบริการ ผลการศึกษาพบว่า โรงแรมที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เช่น การสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวและการสื่อสารแบรนด์อย่างมีอัตลักษณ์จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับลูกค้าได้อย่างยั่งยืน การยอมรับเทคโนโลยี เช่น ระบบจองออนไลน์ CRM และ AI ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการตลาด ขณะที่ทุนทางปัญญาโดยเฉพาะทุนมนุษย์ ทุนโครงสร้าง และทุนความสัมพันธ์ เป็นทรัพยากรสำคัญที่ส่งเสริมการสร้างคุณค่าและความยืดหยุ่นขององค์กร ส่วนการนำนวัตกรรมบริการที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคเข้ามาใช้ มีบทบาทในการสร้างความแตกต่างทางการตลาดอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า การบูรณาการทั้ง 4 ปัจจัยสู่กิจกรรมทางการตลาดจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ยิ่งเจริญ บุญยัง, เตือนใจ แสงทอง, เบ็ญจวรรณ ลี้เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2822 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทใหม่ของผู้นำทางการศึกษาในโลกดิจิทัล: จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2657 <p> โลกดิจิทัลในปัจจุบัน ผู้นำทางการศึกษามีบทบาทสำคัญในการปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาให้เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ โดยผู้นำการศึกษาควรเริ่มต้นด้วยการสร้าง วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้าสู่สถานศึกษา และกำหนด กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง ที่สามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมและพัฒนาทักษะดิจิทัลของทั้งครูและนักเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผู้นำการศึกษาควรสร้างโอกาสให้ครูได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสอนและเรียนรู้ นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีในการ บริหารจัดการการศึกษา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินผลและการสื่อสารภายในโรงเรียน การสร้าง สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่ผู้นำการศึกษาควรใส่ใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ยังควรสร้าง เครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษา การพัฒนาเหล่านี้จะช่วยให้การศึกษาในยุคดิจิทัลมีคุณภาพและยั่งยืน</p> กฤตยากร ลดาวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2657 Fri, 07 Nov 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาประวัติศาสตร์: ความสำคัญแนวทางและบทบาทต่อการพัฒนาสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2363 <p> </p> <p>การศึกษาประวัติศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรากเหง้าและพัฒนาการของสังคมไทย ผ่านการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ กระบวนการตีความ และการบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์อื่นๆ บทความนี้มุ่งศึกษาความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร์ พัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ตลอดจนบทบาทของการศึกษาประวัติศาสตร์ต่อพัฒนาการด้านการเมือง การปกครอง วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัญหาและข้อท้าทายที่พบในการศึกษาประวัติศาสตร์ พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยสร้างพลเมืองที่มีความคิดวิเคราะห์ ตระหนักถึงบทเรียนในอดีต และสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการพัฒนาสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน</p> กาญจนา ไข่คงรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/2363 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 พลวัตความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา สังคม และวัฒนธรรม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4668 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ ความสัมพันธ์เชิงพลวัตและรากฐานทางทฤษฎีของการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทแกนกลางของ ศาสนา สังคม และวัฒนธรรมศาสนา เป็นมากกว่าความเชื่อส่วนบุคคล หากแต่เป็นระบบความเชื่อ กลไกสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งระเบียบสังคม ศาสนาทำหน้าที่หลักในการสร้างความหมายและศีลธรรมให้กับชีวิต โดยสร้างจิตสำนึกร่วม ทำให้มนุษย์แยกแยะระหว่าง ความศักดิ์สิทธิ์กับบรรทัดฐานและค่านิยม พิธีกรรมทางศาสนาจึงนำไปสู่ความสามัคคีทางสังคม การหล่อหลอมค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกัน นอกจากนี้ แนวคิดเชิงตีความยังชี้ว่าศาสนาเชื่อมโยงโลกทัศน์เข้ากับจริยธรรม อย่างเป็นระบบ</p> <p> ดังนั้น ศาสนสถานจึงเป็นศูนย์กลางชุมชนและกลไกควบคุมทางสังคม ที่ส่งเสริมเสถียรภาพ การก่อเกิดของสังคม เป็นผลผลิตของกระบวนการวิวัฒนาการที่ยาวนาน ขับเคลื่อนด้วยแรงหลักสามประการ คือ ความอยู่รอดตามหลักชีววิทยา สัญญาประชาคม เพื่อแลกกับความปลอดภัย การจัดระเบียบการผลิตทางเศรษฐกิจ สังคมได้พัฒนาจากกลุ่มนักล่าขนาดเล็กสู่สังคมเกษตรกรรมที่มีรัฐและชนชั้น การก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมภายใต้ระบบทุนนิยม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสังคมเป็นพลวัตที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับวัฒนธรรมนั้น ถูกมองจากมุมมองที่หลากหลาย ทฤษฎีวิวัฒนาการมองว่าวัฒนธรรมเป็นผลผลิตจากการสั่งสมความรู้และปัญญาเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้า ขณะที่ทฤษฎีปฏิบัติ เสนอว่าวัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปฏิบัติและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมประจำวันผ่านกลไกทุนทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจองค์ประกอบทั้งสามนี้อย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแสวงหาแนวทางในการธำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม</p> พลากร อนุพันธ์, หัทยา ผิวฟัก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/4668 Wed, 08 Oct 2025 00:00:00 +0700