https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/issue/feed
เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
2026-09-27T12:15:09+07:00
ดร.สนั่น ประเสริฐ
sanan.pra@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารเสฏฐวิทย์ปริทัศน์ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์ กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> กระบวนการพิจารณาบทความ :</strong> บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์</strong></p> <p>4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร : </strong></p> <p>วารสารกำหนดวงรอบการเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม </p> <p> </p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพร่ :</strong></p> <ol> <li>สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร. <p>06-4457-6869</p> </li> <li><a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/drive/my-drive">Clik คำแนะนำสำหรับผู้เขียน และเทมเพลตบทความ</a></li> <li>สแกนไลน์ กลุ่มวารสารฯ เพื่อการติดต่อประสานงานเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><img src="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/setthawit138/mceclip0.png" /></p> <p> </p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7257
ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในระบบ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
2026-04-20T07:44:52+07:00
ธนัญก์สิชณ์ภ์ บำรุงอโญฑ์สกุล
thanunsich.bum@student.mbu.ac.th
สันติ อุนจะนำ
thanunsich.bum@student.mbu.ac.th
ทิพมาศ เศวตวรโชติ
thanunsich.bum@student.mbu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน<br />ในระบบ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนและยืนยันองค์ประกอบ<br />ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในระบบ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และผู้จัดการ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเอกชนในระบบ <br />กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จำนวน 940 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค เท่ากับ 0.989 และเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบหลักมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.945 - 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์<br />การกระจาย และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในระบบ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 19 องค์ประกอบย่อย และ 66 ตัวบ่งชี้ โดยตัวบ่งชี้ทั้งหมดมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</li> </ol> <ol start="2"> <li>โมเดลตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในระบบ กลุ่มจังหวัดภาคใต้<br />ฝั่งอ่าวไทย มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าไค-สแควร์ (ꭓ<sup>2</sup>) เท่ากับ 17.481 ค่าองศาอิสระ (df) เท่ากับ 10 ค่านัยสำคัญทางสถิติ (p-value) เท่ากับ 0.064 ดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) เท่ากับ 0.998 ดัชนีวัดระดับความสอดคล้องที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.963 และค่าความคลาดเคลื่อน<br />ในการประมาณค่าพารามิเตอร์ (RMSEA) เท่ากับ 0.028 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้ <br />ทั้ง 4 องค์ประกอบหลัก มีค่าเป็นบวก (0.78 - 0.92) และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกค่า <br />โดยองค์ประกอบหลักที่มีค่าน้ำหนักสูงสุด คือ การมีความประพฤติดี (0.92) รองลงมา คือ การมีความเชี่ยวชาญ และการมีวิสัยทัศน์ (0.91) และการมีมนุษยสัมพันธ์ (0.78) ตามลำดับ</li> </ol>
2026-10-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7402
การศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-04-27T16:50:27+07:00
พร้อมบุญ รักษ์สุระ
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ (2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงาน PLC และสมรรถนะครู และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนา PLC เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานตามรูปแบบลำดับขั้นเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 325 คน จาก 234 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และครูแกนนำ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) PLC ของโรงเรียนประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ รวม 20 ตัวบ่งชี้ และสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 6 ด้าน รวม 24 ตัวบ่งชี้ โดยทุกตัวบ่งชี้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.60–1.00) (2) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การสืบสอบร่วมกันอย่างเป็นระบบของ PLC และการสะท้อนผลและพัฒนาตนเองของครู (PNImodified = 0.67) และ (3) แนวทางการพัฒนา PLC สรุปได้ 5 ประการ คือ การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมบนฐานข้อมูลจริง การจัดกระบวนการสืบสอบและสะท้อนผลอย่างเป็นระบบ การจัดวงเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและต่อเนื่อง การเสริมสร้างภาวะผู้นำและการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง และการพัฒนาวัฒนธรรมความไว้วางใจทางวิชาชีพ</p>
2026-09-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7403
แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-04-27T16:48:41+07:00
พร้อมบุญ รักษ์สุระ
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสถานศึกษา และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำนวน 178 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้อำนวยการสถานศึกษา 26 คน ศึกษานิเทศก์ 14 คน และครู 282 คน รวมทั้งสิ้น 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (PNI_modified) ผลการศึกษาพบว่า 1. องค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ 25 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) การพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) การฝึกปฏิบัติการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4) การเสริมต่อความรู้ และ 5) การสะท้อนผลและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง 2. สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (PNI_modified) พบว่า 1) การฝึกปฏิบัติการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ (0.744) 2) การสะท้อนผลและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (0.383) 3) การเสริมต่อความรู้ (0.381) 4) การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (0.346) และ 5) การพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (0.344) ตามลำดับ</p>
2026-09-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/9266
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษา ที่สอดคล้องตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา
2026-09-18T10:17:57+07:00
อรรถพงษ์ อินต๊ะวงศ์
khom310818@gmail.com
<p>บทความวิจัยการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องตาม พระบรมราโชบายด้านการศึกษา มีองค์ประกอบ ได้แก่ ทิศทางของรูปแบบ กระบวนการของรูปแบบ ผลลัพธ์ของรูปแบบ และ เงื่อนไขความสำเร็จ ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร้อยละ 95 จัดการเรียนการสอนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ร้อยละ 95 ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนพระบรมราโชบายด้านการศึกษา สถานศึกษามีการขับเคลื่อนพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ ร้อยละ 93.37 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาส่งเสริมการขับเคลื่อน พระบรมราโชบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบูรณาการการดำเนินงานกับโครงการต่าง ๆ และผู้เรียนร้อยละ 87.45 มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิต ที่มั่นคง มีคุณธรรม มีงานทำ มีอาชีพ เป็นพลเมืองที่ดี อยู่ในระดับดีขึ้นไป ส่วนผลการประเมินรูปแบบตามความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-09-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7193
การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
2026-04-17T22:55:52+07:00
สุภพิชา โรจนธีรนาถ
supapicha.roj048@hu.ac.th
อริสรา บุญรัตน์
supapicha.roj048@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เปรียบเทียบระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 328 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .967 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมครูที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ขณะที่ครูที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาควรพัฒนาการดำเนินงาน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</p>
2026-09-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์