https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/issue/feed
เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
2026-07-04T09:46:03+07:00
ดร.สนั่น ประเสริฐ
sanan.pra@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารเสฏฐวิทย์ปริทัศน์ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์ กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> กระบวนการพิจารณาบทความ :</strong> บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์</strong></p> <p>4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร : </strong></p> <p>วารสารกำหนดวงรอบการเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม </p> <p> </p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพร่ :</strong></p> <ol> <li>สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร. <p>06-4457-6869</p> </li> <li><a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/drive/my-drive">Clik คำแนะนำสำหรับผู้เขียน และเทมเพลตบทความ</a></li> <li>สแกนไลน์ กลุ่มวารสารฯ เพื่อการติดต่อประสานงานเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><img src="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/setthawit138/mceclip0.png" /></p> <p> </p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7752
การวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัลและความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภค
2026-05-23T20:11:43+07:00
ณัฐพนธ์ เกษสาคร
chaiyawit.m@bsru.ac.th
ชัยวิชญ์ ม่วงหมี
chaiyawit.m@bsru.ac.th
ขวัญชัย ช้างเกิด
chaiyawit.m@bsru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม และความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครที่เคยใช้บริการระบบจัดส่งอัจฉริยะจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงเส้นของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม และความตั้งใจซื้อสินค้าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความคุ้มค่าด้านต้นทุนมีน้ำหนักอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.294) รองลงมาคือ ด้านความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่ง (β = 0.241) และด้านการสื่อสารทางดิจิทัล (β = 0.152) ตามลำดับ และ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มมีน้ำหนักอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.138) รองลงมาคือ ด้านความปลอดภัยของระบบและข้อมูล (β = 0.124) ทั้งนี้ ตัวแบบพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภคได้ร้อยละ 34.6 (R<sup>2</sup> = 0.346) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-07-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6399
การสร้างฉาก 3 มิติด้วยเทคนิคการพับกระดาษ เพื่อการเข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรม ของวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง
2026-03-07T10:04:21+07:00
หม่า หลงชิง
lewesasa@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
lewesasa@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
lewesasa@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ) เพื่อศึกษามรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์วรรณกรรมเรื่อง “ความฝันในหอแดง” วิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่องราว ตัวละคร ฉาก ช่วงเวลาของเรื่อง หลักการสร้างภาพเทคนิคการพับกระดาษ 3 มิติ ทฤษฎีการออกแบบ 2) ออกแบบงาน 2 มิติ เพื่อเป็นแบบงาน 3 มิติ ตามเนื้อหาของเรื่องราว จำนวน 10 ฉาก สามารถสื่อถึงเรื่องราวในวรรณกรรมความฝันในหอแดง 3) สร้างฉาก 3 มิติของวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง ผ่านการออกแบบสื่อสารร่วมสมัยเป็นแผ่นที่พับ 3 มิติแสดงระยะหน้า ระยะกลาง และระยะหลัง สามารถเคลื่อนไหวจาก 2 มิติสู่งาน 3 มิติ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์เนื้อหาเพื่อออกแบบภาพแผ่นพับ 3 มิติ ผลการศึกษาพบว่าวรรณกรรมความฝันในหอแดงสามารถสร้างงาน 3 มิติได้ ที่สื่อถึงเรื่องราวในวรรณกรรม จากเดิมที่มีเพียงงาน 2 มิติแผ่นราบเท่านั้น เป็นการสื่อสารการเข้าถึงสมจริงมากขึ้น สามารถสัมผัสได้และยังรักษาทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนอีกด้วย </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/8194
บทบาทนางวิสาขากับการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา
2026-06-25T13:07:29+07:00
สุทธินันท์ ศรีอ่อน
suddhinan.s@ubu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทนางวิสาขากับการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา ผลการศึกษาพบว่า (1) นางวิสาขาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถามีบทบาทต่อการสร้างสรรค์คำสอน 10 ข้อในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา กล่าวคือวรรณกรรมนี้ได้เสนอสารธรรมคำสอนสตรีคือหลักการ 10 ประการ อันเป็นโอวาททั้ง 10 ของธนัญชัยเศรษฐีบิดานางวิสาขา พร่ำสอนนางวิสาขาในฐานะสตรีที่จะต้องไปอยู่บ้านสามีครั้งก่อนที่นางจะออกเรือน (2) โอวาทธรรม 10 ข้อเป็นสารธรรมสำคัญสำหรับสตรีที่ปรากฏชั้นแรกในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาธรรม สารธรรมสำคัญคือเรื่องไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้าได้เสนอความเปรียบเรื่องราวที่ทำให้เดือดร้อนว่าเป็นทั้งไฟในและไฟนอก แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการบูชายัญแบบอินเดีย</p> <p> การสร้างสรรค์คำสอนในวรรณกรรมแทรกในเรื่องปัญหานางเทวดาได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีบาลีเรื่องนางวิสาขาชั้นอรรถกถา ดังนั้นจึงพบว่า เรื่องนางวิสาขาได้มีบทบาทต่อการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา และทำให้ปัญหานางเทวดาเป็นวรรณกรรมคำสอนสำหรับสตรีอีสานที่สำคัญเรื่องหนึ่ง</p>
2026-08-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6419
การใช้สัญลักษณ์ทางศิลปะไทย เพื่อการสร้างแบรนด์ เป็นเครื่องหมายการค้า บรรจุภัณฑ์และออกแบบร้านค้าปลีกจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารไทย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
2026-02-20T22:37:53+07:00
หลิน เชนกวน
visa6696@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
visa6696@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
visa6696@gmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ สัญลักษณ์ที่โดดเด่น ความหมายทางวัฒนธรรมของงานศิลปะไทย 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนต่อองค์ประกอบการออกแบบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย 3) สร้างแบบแบรนด์ เป็นเครื่องหมายการค้า บรรจุภัณฑ์ และสร้างแบบการตกแต่งร้านค้าปลีกผลิตภัณฑ์อาหารไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 300 คน แสดงความต้องการแบรนด์เพิ่มจากที่มีอยู่ จะทำให้เกิดความหลากหลายของสัญลักษณ์แบรนด์ไทย และจากการสอบถามผลงานออกแบบทั้งสามส่วน มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00- 4.49 แสดงถึงความพึงพอใจอยู่ในระดับสูงค่อนข้างดี ค่า S.D. มาตรฐานค่อนข้างต่ำ เห็นพ้องกันโดยส่วนใหญ่ที่พึงพอใจมากที่สุด การใช้รูปดอกบัวรวมกับงานสถาปัตยกรรมไทยใช้โทนสี สีทอง สีแดง และโทนสีเขียว สอดคล้องกับความชอบทางวัฒนธรรมของผู้บริโภคชาวจีนเป็นส่วนมาก ทำให้การออกแบบรู้สึกถึง "ความใกล้ชิดธรรมชาติ” งานตกแต่งภายนอกจะเน้นโครงสร้างขององค์ประกอบของโบสถ์ วิหาร ส่วนภายในออกแบบโดยใช้โมเดลรูปทรงทางสถาปัตยกรรมไทย เป็นจุดสนใจ และงานบรรจุภัณฑ์ใช้แบรนด์เป็นสัญลักษณ์ </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/8309
การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ ในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-07-04T09:46:03+07:00
สุกานดา จันทวารีย์
sukanda.chantawaree@gmail.com
สยามพร พันธไชย
Sukanda.cha@mcu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ๒) เพื่อพัฒนาการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ๓) เพื่อประเมินความพึงพอใจและนำเสนอการเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนกระบวนการวิจัย ดังนี้ การวิจัยระยะที่ ๑ ศึกษาสภาพพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะ (R1) การวิจัยระยะที่ ๒ ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของชุมชนและความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (R1) การวิจัยระยะที่ ๓ การสร้างรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (D1) การวิจัยระยะที่ ๔ ทดลองใช้รูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (R2) และการวิจัยระยะที่ ๕ รับรองรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (D2 , D3) โดยการเก็บข้อมูลจากการสอบถามประชากรในพื้นที่ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๙,๑๒๐ คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcia & Morgan, 1970) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๔๐๐ คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๗ คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ๑. การศึกษาแนวคิดการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการวิเคราะห์จากแนวคิดผู้นำท้องที่หรือผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา พบว่า ในภาพรวมแหล่งการเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีศักยภาพและมีความพร้อมในการนำมาพัฒนาออกแบบพื้นที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ อยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๐๐, S.D. = ๐.๗๖) ๒. ผลการพัฒนาการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาโดยการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๒๔, S.D. = ๐.๕๖) ๓. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๒๖, S.D. = ๐.๕๒) และในการเรียนรู้โดยการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างคณะสงฆ์กับชุมชนท้องถิ่น โดยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและตอบสนองกับความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีการใช้สื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีการใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความท้าทายและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานและสร้างความเข้าใจอันดีกับคนในชุมชน โดยนำเสนอเกี่ยวกับประเพณีและกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีแห่เทียนพรรษา งานประเพณีกินข้าวปุ้นบุญผะเหวด ประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป กิจกรรมลานธรรมลานกีฬา กิจกรรมอุ้มบุญอุ้มธรรม กิจกรรมฟังธรรมนั่งสวรรค์ กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน กิจกรรมต่อบุญต่อธรรม กิจกรรมไหว้พระสวดมนต์ เข้าค่ายคุณธรรม กิจกรรมทางสังคม เป็นต้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การพัฒนา, การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ, พื้นที่สาธารณะ</p>
2026-07-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6541
การสร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์ทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของสตรีชาวฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน
2026-03-05T22:21:42+07:00
เฉิน เสี่ยวชา
lewesasa@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
lewesasa@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
lewesasa@gmail.com
<p> การสร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์ทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรม และเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจของสตรีชาวฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 1) เพื่อ ศึกษาวิเคราะห์ประวัติความเป็นมา การแต่งกาย สภาพภูมิศาสตร์ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม ของสตรีฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน 2) เพื่อวิเคราะห์แนวความคิดทฤษฎีการออกแบบการแต่งกายการสร้างแบรนด์ และนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม 3) สร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์นิเวศวิทยาวัฒนธรรม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประวัติความเป็นมาของสตรีฮุ่ยอัน ทฤษฎีการออกแบบ ทฤษฎีทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรม วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสอบถามจากกลุ่มประชากร 5 กลุ่ม โดยทุกกลุ่มสนับสนุนให้มีการสร้างแบรนด์และชุดแต่งกาย เน้นการอนุรักษ์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า เครื่องแต่งกายสตรีฮุ่ยอันเป็นเอกลักษณ์จากนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมดั้งเดิม การออกแบบต้องผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิต อนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมของเก่าเอาไว้ ได้แบรนด์เล่าเรื่องวิถีชีวิตและชุดแต่งกาย ที่เน้นการอนุรักษ์นิเวศวิทยา การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ สินค้ามีคุณค่ามากกว่าแฟชั่นทั่วไปพร้อมกับให้ชุมชนมีส่วนร่วม </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6698
การออกแบบพื้นที่บำบัดด้วยศิลปะในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ในบริบทวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
2026-03-16T09:55:44+07:00
ใหม่ ไมติง
visa6696@gmail.com
ประดิพัทธ์ ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล เลิศรุจิดำรงค์กุล
visa6696@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
visa6696@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ดำเนินการวิเคราะห์ประวัติความเป็นมา มรดกทางวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมผู้สูงอายุของชาติพันธุ์จ้วงในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์พื้นที่ของผู้สูงอายุในชีวิตปัจจุบัน เป็นชาวเกษตรกรรม ทำนา อาคารบ้านเรือนจะมีลักษณะยกพื้น ปลูกบ้านตามสภาพของภูมิศาสตร์ ทฤษฎีการออกแบบเชื่อมต่อกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง 3) การออกแบบพื้นที่เชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างสภาวะต่อการเยียวยา มีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและเข้ากับธรรมชาติของพื้นที่ สะท้อนชีวิตของชาติพันธุ์จ้วง บำบัดด้วยความคุ้นเคย ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานเชิงคุณภาพกับเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณของชาติพันธุ์จ้วงผูกพันกับวัฒนธรรมเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตการทำนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ มีอัตลักษณ์ที่สำคัญ ปลูกบ้านยกพื้นตามภูมิประเทศ สืบสานวัฒนธรรมกลองสำริด มีลวดลายผ้าที่โดดเด่นที่ใช้สีดั้งเดิม ผลการสำรวจความต้องการรูปแบบศูนย์พื้นที่บำบัดด้วยศิลปะในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นแนวความคิดมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการองค์ประกอบวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง ที่เป็นตัวแทนคือบ้านบนเสาสูงยกพื้น วัฒนธรรมกลองทองสำริด ลวดลายผ้าจ้วงใช้สีแบบดั้งเดิม โดยออกแบบให้เข้ากับหลักการที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุที่ทันสมัย สร้างสภาวะต่อการเยียวยา บำบัดด้วยความคุ้นเคย ได้รูปแบบอาคารและห้องบำบัด ที่เกิดจากทรัพยากรทางศิลปะและภูมิศาสตร์ของพื้นที่ </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6335
รูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมยกระดับสู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยของชุมชนบ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
2026-02-13T12:16:40+07:00
ภานุวัฒน์ ภานุวัฒน์ สิงห์คำป้อง
arsomman1653@gmail.com
พระวิมาน คมฺภีรปญฺโญ
arsomman1653@gmail.com
พระครูพิศาลโพธิธรรม
arsomman1653@gmail.com
สงวน หล้าโพนทัน
arsomman1653@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของผู้สูงอายุและลักษณะการอยู่ร่วมกันของประชาชนชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์สู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมยกระดับสู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปฏิบัติการแบบมีส่วนรวม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 1) พระภิกษุ 2 รูป 2) ผู้สูงอายุ 5 คน 3) ผู้นำชุมชน 2 คน 4) อสม. 2 คน 5) เยาวชน 2 คน และ 6) ประชาชน 5 คน รวม 18 รูป/คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และชุดกิจกรรมปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและสรุปเชิงพรรณาวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ผู้สูงอายุชุมชนบ้านลาดมีปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ เศรษฐกิจ ครอบครัวและสังคม จิตใจ วัฒนธรรมและการสืบสานภูมิปัญญา การไม่เห็นคุณค่าในตนเอง และขาดพลังสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะการอยู่ร่วมกันแบบเครือญาติ โดยสร้างกลไกการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์ผ่าน 3 กลไก ได้แก่ กลไกด้านสุขภาพ กลไกด้านการมีส่วนร่วม และกลไกด้านความมั่นคง และใช้รูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์เชิงพุทธบูรณาการกับต้นทุนของชุมชนตามปัญหาและความต้องการผู้สูงอายุ โดยใช้พละ 5 ในการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์ผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมผ่านพลังกลไกความร่วมมือ 3 เครือข่าย ได้แก่ พลังปฏิบัติการจากชุมชน พลังภายนอกชุมชุน และพลังสนับสนุน ส่งผลให้เกิดพลังผู้สูงอายุและการปรับตัวอยู่ร่วมกันทุกช่วงวัย ส่งผลให้ผู้สูงอายมีสุขภาวะที่ดี มีส่วนร่วมทางสังคม มีรายได้เสริม และมีความมั่นคงในชีวิต</p>
2026-05-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์