https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/issue/feed
เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
2026-07-04T09:46:03+07:00
ดร.สนั่น ประเสริฐ
sanan.pra@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong> นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารเสฏฐวิทย์ปริทัศน์ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์ กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> กระบวนการพิจารณาบทความ :</strong> บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์</strong></p> <p>4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร : </strong></p> <p>วารสารกำหนดวงรอบการเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม </p> <p> </p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพร่ :</strong></p> <ol> <li>สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร. <p>06-4457-6869</p> </li> <li><a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/drive/my-drive">Clik คำแนะนำสำหรับผู้เขียน และเทมเพลตบทความ</a></li> <li>สแกนไลน์ กลุ่มวารสารฯ เพื่อการติดต่อประสานงานเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><img src="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/setthawit138/mceclip0.png" /></p> <p> </p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7104
การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1
2026-04-24T17:29:41+07:00
ภัทรวดี คำลือ
hideko2528@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล จำแนกตามตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 125 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ของ Krejcie และ Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ One-way ANOVA หากพบความแตกต่าง ใช้การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Scheffé</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยหลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่หลักการมีส่วนร่วมและหลักความคุ้มค่าอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า จำแนกตามตำแหน่ง พบว่าโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า แม้ผู้ให้ข้อมูลมีบทบาท หน้าที่ และประสบการณ์แตกต่างกัน แต่ความคิดเห็นมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงมุมมองร่วมในการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5847
การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา
2026-01-04T17:52:06+07:00
สัญญา จันทรา
thongngam2565@gmail.com
พระครูชัยรัตนากร
sanyachantra111@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .9</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการสร้างเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการกำหนดตำแหน่ง ด้านวินัยและรักษาวินัย ด้านการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบรรจุและแต่งตั้ง ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคคลที่มีต่อการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ควรดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพัฒนาต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ตรวจสอบ ผลการบรรจุและแต่งตั้งต้องประกาศอย่างเป็นทางการ ควบคู่กับการติดตาม ประเมินผล และมอบรางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านวินัยควรดำเนินการอย่างรอบคอบและให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ อันจะช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6365
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
2026-02-14T09:38:41+07:00
ภานุวัฒน์ กาวิน
panuwatkawin.poom@gmail.com
นริศรา เสือคล้าย
panuwatkawin.poom@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 คน และครู จำนวน 281 คน รวมทั้งสิ้น 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ และทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.994 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยี รองลงมา คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการ</p> <p> </p> <p>สอน ด้านจริยธรรมการใช้เทคโนโลยี ด้านการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในสถานศึกษา ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการสถานศึกษา และด้านการใช้เทคโนโลยีในการวัดและประเมินผล 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน รองลงมา คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา 3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6292
โมเดลความยั่งยืนของธุรกิจอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
2026-02-09T14:43:36+07:00
จันทร์ลอย เลขทิพย์
arjankeaw2@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของความยืดหยุ่นขององค์กร นวัตกรรมขององค์กร และผลการดำเนินงานขององค์กร ที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจในอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย และ (2) พัฒนาโมเดลความยั่งยืนของธุรกิจในอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 500 ราย ด้วยวิธีการการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน ภายใต้หลักการของการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็น เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างผ่านโปรแกรม Smart PLS ผลการวิจัยพบว่า ผลการดำเนินงานขององค์กรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระดับสูงที่สุด โดยเฉพาะมิติด้านลูกค้าที่มีอำนาจการพยากรณ์สูงสุด รองลงมาคือมิติด้านการเงิน กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นขององค์กรและนวัตกรรมขององค์กรมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความยั่งยืนของธุรกิจผ่านผลการดำเนินงานขององค์กร ผลการดำเนินงานขององค์กรทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางบางส่วนระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุทั้งสองกับความยั่งยืนของธุรกิจ โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นสามารถอธิบายความแปรปรวนของความยั่งยืนของธุรกิจได้ร้อยละ 80.8 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโมเดลในการพยากรณ์ความยั่งยืนของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6748
การศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
2026-03-19T16:45:00+07:00
วาสนา กองแก้ว
wassana.kon087@hu.ac.th
อริสรา บุญรัตน์
Wassana.kon087@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) เปรียบเทียบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูหัวหน้ากลุ่มงาน 4 กลุ่มงาน ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำนวน 404 คน จาก 101 โรงเรียน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Cronbach's Alpha) เท่ากับ .964 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สมรรถนะด้านการบริหารตนเอง รองลงมา คือ สมรรถนะด้านการสื่อสาร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ สมรรถนะด้านการตระหนักรับรู้โลกาภิวัตน์ ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมีสมรรถนะไม่แตกต่างกันและขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีสมรรถนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แนวทางการพัฒนาสมรรถนะที่สำคัญ ได้แก่ การจัดหลักสูตรอบรมเชิงสมรรถนะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การสร้างระบบพี่เลี้ยงและโค้ช และการจัดทำแผนพัฒนาสมรรถนะรายบุคคลเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7184
แนวทางการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง ด้วยหลักการทรงงาน ตามศาสตร์พระราชาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา สุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-04-17T09:55:29+07:00
พชรภัทร คงเทพ
gainn@st.ac.th
ปรีชา สามัคคี
gainn@st.ac.th
พระครูสุเมธปริยัติคุณ
gainn@st.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง ด้วยหลักการทรงงานตามศาสตร์พระราชา 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง ด้วยหลักการทรงงานตามศาสตร์พระราชา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 15 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทางใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และขั้นตอนการนำเสนอแนวทางใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียงทั้ง 5 พันธกิจ ควรดำเนินงานโดยเริ่มจากการวิเคราะห์บริบท กำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัด ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม เน้นการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย มุ่งเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การปลูกฝังคุณธรรม จิตสาธารณะ และทักษะชีวิตควรมีระบบติดตามและประเมินผล เพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา และขยายผลต่อไป 2) แนวทางการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียงด้วยหลักการทรงงานตามศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย กระบวนการในการดำเนินงาน คือ 1) การวางแผน 2)การดำเนินงาน 3) การตรวจสอบและประเมินผล 4) การปรับปรุงและพัฒนา โดยแต่ละขั้นตอนบูรณาการหลักการทรงงาน อันได้แก่ หลักภูมิสังคม หลักการ การมีส่วนร่วม หลักการเศรษฐกิจพอเพียง หลักความเพียร: พระมหาชนก และหลักรู้ รัก สามัคคี ซึ่งครอบคลุมพันธกิจทั้ง 5 ด้านของศูนย์ครอบครัวพอเพียง ดังนี้ 1) พันธกิจด้านศาสนา วัฒนธรรม และสถาบันพระมหากษัตริย์ 2) พันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม 3) พันธกิจด้านประชาธิปไตย 4) พันธกิจด้านสังคม และ 5) พันธกิจด้านเศรษฐกิจ 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง ด้วยหลักการทรงงานตามศาสตร์พระราชา ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการดำเนินงานศูนย์ครอบครัวพอเพียง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6585
การพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูตามหลักกัลยาณมิตร 7 ในโรงเรียนวัดโพธิ์เรียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
2026-03-05T22:56:30+07:00
สุภาวรรณ เลี่ยมแก้ว
6703202047@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนวัดโพธิ์เรียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูตามหลักกัลยาณมิตร 7 และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทางการพัฒนาการนิเทศดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบประเมินการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูในโรงเรียนวัดโพธิ์เรียงมีการดำเนินการนิเทศการจัดการเรียนรู้ แต่ยังพบข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ การยึดหลักสูตรเดิม การขาดความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ การจัดกิจกรรม Active Learning ที่ขาดความต่อเนื่อง ตลอดจนการวัดและประเมินผลที่ยังเน้นรูปแบบเดิม 2) แนวทางการพัฒนาการนิเทศประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ การวางแผนการนิเทศ การปฏิบัติการนิเทศ และการติดตามและประเมินผล โดยมุ่งส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูใน 5 ด้าน ภายใต้กรอบหลักกัลยาณมิตร 7 ประการ และ 3) ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแนวทางที่นำเสนอว่ามีความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในระดับประถมศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7050
การพัฒนาสื่อการสอนมัลติมีเดีย วิชา การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง สัดส่วน ร้อยละ และเปอร์เซ็นต์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
2026-04-09T10:02:44+07:00
รักเกียรติ ศรีสุนทร
rakkiet.sri@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อการสอนมัลติมีเดียในรายวิชาการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน ร้อยละ และเปอร์เซ็นต์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และ 2) ประเมินคุณภาพของสื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน ซึ่งคัดเลือกมาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย สื่อการสอนมัลติมีเดียและแบบประเมินคุณภาพสื่อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ได้แก่ โมดูลบทเรียน จำนวน 7 บทเรียน (ครอบคลุม 14 แผนการจัดการเรียนรู้) โมดูลแบบฝึกหัดท้ายบท และโมดูลแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการประเมินคุณภาพของสื่อการสอนมัลติมีเดียโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า คุณภาพของสื่อในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นนี้มีความเหมาะสมและมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6463
ภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่นกับประสิทธิภาพในการบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
2026-03-06T10:16:32+07:00
สุรัตน์ กุลาหล้า
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมปอง สุวรรณภูมา
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่นกับประสิทธิภาพในการบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่นกับประสิทธิภาพในการบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการคลัง การวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในเทศบาลตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 190 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 10 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนภาครัฐ และตัวแทนภาคประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่นกับประสิทธิภาพในการบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความคุ้มค่าและด้านประสิทธิภาพมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าด้านอื่น 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารการคลัง ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการวางแผนงบประมาณ ด้านการตรวจสอบภายใน และด้านการมีส่วนร่วม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย (b) เท่ากับ .696, .357, .160 และ .069 ตามลำดับ และ 3) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำควบคู่กับการยกระดับระบบการบริหารการคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส อันเป็นพื้นฐานของการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6338
การให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-13T12:32:35+07:00
ราชัญ คำสวนจิก
rachuun.kam@student.mbu.ac.th
เวชสุวรรณ อาจวิชัย
Rachun_f@Hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอน ภารกิจในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่าย โอนภารกิจในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 298 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการ</p> <p> </p> <p>วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ การทำงานเป็นทีม รองลงมาคือ การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบได้ การตอบสนองความต้องการ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ความมุ่งมั่นในการทำงาน 2) การเปรียบเทียบระดับการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ และตำแหน่ง โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามอายุ และระดับการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะ พบว่า ข้อเสนอแนะพบว่า ผู้บริหารควรแสดงความมุ่งมั่นและมีส่วนร่วมในการพัฒนา รพ.สต. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมอย่างเป็นประชาธิปไตย ควรพัฒนาการให้บริการให้สะดวก โปร่งใส มีระบบรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากประชาชนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่องผ่านการฝึกอบรมและระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6850
การศึกษาสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย
2026-03-26T16:50:57+07:00
ณิชา วัฒนวราห์
namenicha2@gmail.com
น้ำฝน บุญนิยม
namenicha2@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จำแนกตามวุฒิการศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จำนวน 333 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเปรียบเทียบแล้วทำการการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ . 0.98 ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนใช้สถิติ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเรียงจากมากไปหาน้อยได้แก่ การเรียนรู้ของทีม (Team Learning) การคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) แบบแผนความคิดอ่าน (Mental Models) และความรอบรู้แห่งตน (Personal Mastery) 2. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จำแนกตามวุฒิการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานและจำแนกตามขนาดของโรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6077
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น เทศบาลตำบลเสลภูมิ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-01-25T09:52:46+07:00
พระสุรชัย อนงฺคโณ (ศักดิ์วงษ์)
9boy100lera@gmail.com
เวชสุวรรณ อาจวิชัย
9boy100lera@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลเสลภูมิ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และ อาชีพ และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะของประชาชนที่มีต่อนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น กลุ ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตเทศบาลตำบลเสลภูมิ จำนวน 387 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: 1) ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านโครงสร้างพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านคุณภาพชีวิตและสังคมมี ค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ข้อเสนอแนะของประชาชนสะท้อนความต้องการพัฒนาท้องถิ่นอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต การศึกษาและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ และเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและความยั่งยืนของชุมชน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7335
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านนวัตกรรมผ่านทีมที่ปรึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้
2026-04-23T07:12:28+07:00
ศิวพร ยืนชนม์
directorpui@gmail.com
จารุวัจน์ สองเมือง
directorpui@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ผ่านทีมที่ปรึกษาในบริบทของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนเทศบาลตำบลปริก จำนวน 30 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์ SWOT เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ครูมีจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน การมีครูแกนนำด้านนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีมผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ขณะที่จุดอ่อน ได้แก่ ภาระงานที่มากเกินไป การขาดความรู้และทักษะด้านนวัตกรรม การพัฒนาไม่ต่อเนื่อง และข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี สำหรับโอกาส พบว่า มีการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาผ่าน PLC และการใช้ระบบโค้ชชิ่งจากผู้เชี่ยวชาญ ส่วนอุปสรรค ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ความไม่พร้อมของเทคโนโลยีพื้นฐาน และความหลากหลายของบริบทผู้เรียน ส่วนผลการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix นำไปสู่แนวทางสำคัญ</p> <p> </p> <p>ได้แก่ การจัดตั้งทีมที่ปรึกษานวัตกรรมระดับโรงเรียน การพัฒนาระบบโค้ชชิ่ง การบูรณาการเทคโนโลยีในการพัฒนาครู การออกแบบรูปแบบการพัฒนาที่ยืดหยุ่น และการใช้ PLC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน โดยทีมที่ปรึกษาทำหน้าที่เชื่อมโยง สนับสนุน และติดตามการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนา สมรรถนะครูด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้จำเป็นต้องอาศัยระบบสนับสนุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทีมที่ปรึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมพลังครู ลดข้อจำกัด และส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6698
การออกแบบพื้นที่บำบัดด้วยศิลปะในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ในบริบทวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
2026-03-16T09:55:44+07:00
ใหม่ ไมติง
visa6696@gmail.com
ประดิพัทธ์ ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล เลิศรุจิดำรงค์กุล
visa6696@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
visa6696@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ดำเนินการวิเคราะห์ประวัติความเป็นมา มรดกทางวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมผู้สูงอายุของชาติพันธุ์จ้วงในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์พื้นที่ของผู้สูงอายุในชีวิตปัจจุบัน เป็นชาวเกษตรกรรม ทำนา อาคารบ้านเรือนจะมีลักษณะยกพื้น ปลูกบ้านตามสภาพของภูมิศาสตร์ ทฤษฎีการออกแบบเชื่อมต่อกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง 3) การออกแบบพื้นที่เชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างสภาวะต่อการเยียวยา มีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและเข้ากับธรรมชาติของพื้นที่ สะท้อนชีวิตของชาติพันธุ์จ้วง บำบัดด้วยความคุ้นเคย ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานเชิงคุณภาพกับเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณของชาติพันธุ์จ้วงผูกพันกับวัฒนธรรมเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตการทำนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ มีอัตลักษณ์ที่สำคัญ ปลูกบ้านยกพื้นตามภูมิประเทศ สืบสานวัฒนธรรมกลองสำริด มีลวดลายผ้าที่โดดเด่นที่ใช้สีดั้งเดิม ผลการสำรวจความต้องการรูปแบบศูนย์พื้นที่บำบัดด้วยศิลปะในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นแนวความคิดมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการองค์ประกอบวัฒนธรรมของชาติพันธุ์จ้วง ที่เป็นตัวแทนคือบ้านบนเสาสูงยกพื้น วัฒนธรรมกลองทองสำริด ลวดลายผ้าจ้วงใช้สีแบบดั้งเดิม โดยออกแบบให้เข้ากับหลักการที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุที่ทันสมัย สร้างสภาวะต่อการเยียวยา บำบัดด้วยความคุ้นเคย ได้รูปแบบอาคารและห้องบำบัด ที่เกิดจากทรัพยากรทางศิลปะและภูมิศาสตร์ของพื้นที่ </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7107
A แนวทางการบริหารแผนปฏิบัติการประจำปีแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม
2026-04-12T10:35:36+07:00
ศุภรัตน์ บุญเทียม
teddy.bo.ntk@gmail.com
พศิน แตงจวง
bell.suparat9876@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพการบริหารแผนปฏิบัติงานประจำปีแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม และ 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารแผนปฏิบัติงานประจำปีแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน ครูนิเทศ 5 คน และครูผู้สอน 10 คน และ 2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการจัดเวทีชุมชน จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรอบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และกรอบประเด็นปรึกษาในเวทีชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารแผนปฏิบัติงานประจำปีของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม ที่ผ่านมาดำเนินการโดยยึดกรอบแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาระยะ 5 ปี เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและประเมินผล ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไข แต่มีข้อจำกัดคือการกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ การนำผลการประเมินไปพัฒนา และความต่อเนื่องของการติดตามประเมินผล 2) <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการบริหารแผนปฏิบัติงานประจำปีของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม ประกอบด้วย 1) การวางแผนปฏิบัติการประจำปี ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูล บริบท และความต้องการ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 2) การปฏิบัติ ควรส่งเสริมความเข้าใจร่วมกัน นำผล</span>การประเมินไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ 3) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6541
การสร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์ทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของสตรีชาวฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน
2026-03-05T22:21:42+07:00
เฉิน เสี่ยวชา
lewesasa@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
lewesasa@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
lewesasa@gmail.com
<p> การสร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์ทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรม และเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจของสตรีชาวฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 1) เพื่อ ศึกษาวิเคราะห์ประวัติความเป็นมา การแต่งกาย สภาพภูมิศาสตร์ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม ของสตรีฮุ่ยอัน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน 2) เพื่อวิเคราะห์แนวความคิดทฤษฎีการออกแบบการแต่งกายการสร้างแบรนด์ และนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม 3) สร้างแบรนด์และชุดการแต่งกายร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์นิเวศวิทยาวัฒนธรรม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประวัติความเป็นมาของสตรีฮุ่ยอัน ทฤษฎีการออกแบบ ทฤษฎีทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรม วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสอบถามจากกลุ่มประชากร 5 กลุ่ม โดยทุกกลุ่มสนับสนุนให้มีการสร้างแบรนด์และชุดแต่งกาย เน้นการอนุรักษ์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า เครื่องแต่งกายสตรีฮุ่ยอันเป็นเอกลักษณ์จากนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมดั้งเดิม การออกแบบต้องผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิต อนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมของเก่าเอาไว้ ได้แบรนด์เล่าเรื่องวิถีชีวิตและชุดแต่งกาย ที่เน้นการอนุรักษ์นิเวศวิทยา การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ สินค้ามีคุณค่ามากกว่าแฟชั่นทั่วไปพร้อมกับให้ชุมชนมีส่วนร่วม </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5855
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-01-04T17:42:02+07:00
อาภาภรณ์ มะลิซ้อน
truehtect@gmail.com
ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี
truehtect@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด 2) หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 200 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90, 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ (X<sub>2</sub>), ด้านภาวะผู้นำที่แท้จริง (X<sub>3</sub>) รองลงมา ด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม (X<sub>4</sub>) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (X<sub>1</sub>) และโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความสำเร็จของงาน (Y<sub>3</sub>) รองลงมา ด้านการยอมรับนับถือ (Y<sub>4</sub>) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน (Y<sub>1</sub>) ด้านเงินเดือนและผลตอบแทน (Y<sub>2</sub>), ด้านคุณลักษณะของงาน (Y<sub>5</sub>) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านความสัมพันธ์ในองค์กร (Y<sub>6</sub>) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์กัน (r=0.877) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 6 ด้าน 24 แนวทาง ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำที่แท้จริง 6 แนวทาง (2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 6 แนวทาง (3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ 6 แนวทาง (4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม 6 แนวทาง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6955
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา สงขลา เขต 3
2026-03-31T17:50:57+07:00
เกวลี จันทร์โกมุท
kewalee.jan070@hu.ac.th
เชาวนี แก้วมโน
kewalee.jan070@hu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ทำงาน และระดับการศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นครูจำนวน 252 คน ซึ่งได้จากการคำนวณด้วยโปรแกรม G*Power และสุ่มแบบอย่างง่าย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารจำนวน 3 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความตรงเท่ากับ 0.67 – 7.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความแตกต่างด้วย t-test และ One-way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.90, S.D. = 0.20) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือการคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล รองลงมาคือการสร้างแรงจูงใจ การมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ และการกระตุ้นทางปัญญา ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่า เพศของครูไม่ส่งผลต่อความคิดเห็นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ประสบการณ์การทำงานและระดับการศึกษามีผลต่อการรับรู้ที่แตกต่างกันที่ระดับ .05 สำหรับแนวทางการพัฒนา ควรมุ่งเน้นการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล การเป็นแบบอย่างที่ดี การสื่อสารวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน การสร้างขวัญกำลังใจ และการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนวัตกรรม โดยคำนึงถึงความแตกต่างของบุคลากรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6309
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-10T09:45:13+07:00
รุ่งรวี คำสีเขียว
rungrawee.khu@student.mbu.ac.th
เวชสุวรรณ อาจวิชัย
rungravee.th@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน 3) ศึกษาข้อเสนอแนะคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า: 1) ระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความรู้ความสามารถ 2) การเปรียบเทียบระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ จำแนกตามอายุ อาชีพ รายได้ต่อเดือน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะ พบว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดควรเป็นผู้นำที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เข้าใจบริบทท้องถิ่น มีบุคลิกภาพเหมาะสมและคุณธรรมจริยธรรม เข้าถึงประชาชนได้ง่าย สื่อสารและประสานความร่วมมือได้ดี มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส มุ่งประโยชน์ส่วนรวม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6806
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1
2026-03-23T08:55:13+07:00
สุพัตรา คําก้อน
supattra.cake89@gmail.com
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
supattra.cake89@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาน่าน เขต 1 จำนวน 234 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำแนกตามอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1) แบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.705 และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 อยู่ในระดับมาก 2) ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ประกอบด้วย ด้านที่ 1 ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างการบริหารจัดการ 3 แนวทาง ด้านที่ 2 ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 3 แนวทาง ด้านที่ 3 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 3 แนวทาง และด้านที่ 4 ด้านการมีส่วนร่วมและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา 3 แนวทาง พบว่ามีทั้งหมด 12 แนวทาง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7241
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง ของประชาชนในจังหวัดชลบุรี
2026-04-18T06:47:40+07:00
กฤษณะพันธ์ ขจรวงค์
kritsanaphan.kaj@rmutto.ac.th
สมพงษ์ อัศวริยธิปัติ
kritsanaphan.kaj@rmutto.ac.th
ธนสร กิรัมย์
kritsanaphan.kaj@rmutto.ac.th
<p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับส่วนประสมทางการตลาดบริการและพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกใช้บริการ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างของประชาชนในจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้ คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับส่วนประสมทางการตลาดบริการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างของประชาชนในจังหวัดชลบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ประชาชนที่มีระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน สถานภาพสมรส และมูลค่าการว่าจ้างที่ผ่านมาต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชน ที่มีเพศ และอายุต่างกันมีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างในภาพรวมไม่แตกต่างกัน (3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านบรรยากาศและลักษณะทางกายภาพ โดยส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างร้อยละ 54.70</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6608
การวิเคราะห์ความตั้งใจของผู้บริโภคในการปั่นจักรยานที่สนามลู่ปั่นจักรยาน เจริญสุขมงคลจิต: มุมมองด้านคุณภาพการบริการ
2026-03-11T13:09:14+07:00
ชัยวิชญ์ ม่วงหมี
chaiyawit.m@bsru.ac.th
ณุศณี มีแก้วกุญชร
Chaiyawit.m@bsru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการบริการ ความเพลิดเพลิน ความปลอดภัยที่รับรู้ ความพึงพอใจ และความตั้งใจในการกลับมาใช้บริการสนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการบริการ ความเพลิดเพลิน และความปลอดภัยที่รับรู้ที่มีต่อความพึงพอใจ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการบริการ ความเพลิดเพลิน ความปลอดภัยที่รับรู้ และความพึงพอใจที่มีต่อความตั้งใจในการกลับมาใช้บริการซ้ำ และ 4) วิเคราะห์บทบาทของความพึงพอใจในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างปัจจัยนำและความตั้งใจในการกลับมาใช้บริการ ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ใช้บริการจำนวน 392 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ผ่านโปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ ร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน <strong>5 </strong>ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อทุกตัวแปรในระดับมาก โดยด้านความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ความปลอดภัยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจสูงที่สุด ขณะที่คุณภาพการบริการส่งผลเชิงลบเนื่องจากกระบวนการที่ซับซ้อน และความเพลิดเพลินไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ 3) ความพึงพอใจเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำสูงที่สุด ในขณะที่ความปลอดภัยและคุณภาพการบริการส่งผลลบทางตรงต่อความตั้งใจ ซึ่งข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ว่ากฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปอาจลดทอนอิสระและความรู้สึกท้าทายของผู้ปั่น 4) ความพึงพอใจทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ ที่ปรับเปลี่ยนอิทธิพลเชิงลบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างให้กลายเป็นอิทธิพลรวมเชิงบวก โดยปัจจัยเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปัจจัยค้ำ จุนที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นก่อน จึงจะสามารถผลักดันให้เกิดความตั้งใจในการกลับมาใช้บริการซ้ำได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7053
แนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษา นอกโรงเรียน (N-NET) ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม
2026-04-08T09:51:22+07:00
ประภาพร ฟองตา
teddy.bo.ntk@gmail.com
มนตรี วิชัยวงษ์
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน (N-NET) ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม และ 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน (N-NET) ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรอบการสัมภาษณ์เชิงลึก กรอบการสนทนากลุ่ม และการจัดเวทีชุมชนแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน (N-NET) ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม พบว่ายังมีข้อจำกัด ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเฉพาะคะแนนการทดสอบ N-NET ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านพื้นฐานการเรียนรู้ของผู้เรียน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไม่เพียงพอ สื่อการเรียนการสอนที่ยังไม่สอดคล้องกับโครงสร้างข้อสอบ และบริบทของผู้เรียนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ส่งผลให้การเข้าร่วมกิจกรรมเตรียมสอบมีข้อจำกัด 2. แนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน (N-NET) ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม ควรมุ่งเน้นการวางแผนกลยุทธ์เชิงข้อมูล โดยใช้ผลการทดสอบ N-NET เป็นฐานในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปรับปรุงสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผังการสร้างข้อสอบ ส่งเสริมระบบการติดตาม ประเมินผล และการให้แรงจูงใจ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6464
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐ : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
2026-02-26T09:54:54+07:00
พิสิทธิ์ มาสี
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมปอง สุวรรณภูมา
pisitmasee2539@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐ โดยใช้กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 286 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 10 คน จากตัวแทนภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคส่วนท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเพื่อประกอบการอภิปรายผล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า: 1) การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐ กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับรายด้าน ได้แก่ ด้านการประชุมสัมมนา ด้านการศึกษาต่อ และด้านการฝึกอบรม 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยรวมพบว่า ปัจจัยด้านการสร้างแรงจูงใจ ปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร และปัจจัยด้านการปรับปรุงระบบงาน มีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .322 .249 และ .074 ตามลำดับ และ 3) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การฝึกอบรมที่มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับพันธกิจองค์กร การศึกษาต่อเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และศักยภาพระยะยาว และการประชุมสัมมนาเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และถ่ายทอดความรู้ภายในองค์กรเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6876
การจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนลาวเวียงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-04-12T09:05:05+07:00
ณุศณี มีแก้วกุญชร
nusanee.me@bsru.ac.th
ชัยวิชญ์ ม่วงหมี
nusanee.me@bsru.ac.th
<p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และทุนทางวัฒนธรรม 2) วิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน 3) พัฒนารูปแบบการจัดการทุนทางวัฒนธรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน 4) เสนอแนวทางกลยุทธ์นวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดดิจิทัล การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยแบ่งเป็น การวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งเก็บข้อมูลจากสมาชิกวิสาหกิจชุมชนลาวเวียงในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 400 คน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ผ่านโปรแกรมสถิติขั้นสูง ควบคู่กับ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 20 ท่าน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์ SWOT และการระดมสมอง เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทุนวัฒนธรรม ชุมชนใช้ระบบเครือญาติสร้างความไว้วางใจในการบริหารจัดการ โดยมี ผ้าตีนจกลายนาคและพิกุลเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่สร้างความแตกต่างได้สูง 2) ศักยภาพและปัญหา มีจุดแข็งด้านภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน แต่ขาดทักษะส่วนปลายน้ำ โดยเฉพาะด้านการตลาดดิจิทัล การเล่าเรื่อง และระบบจัดการสินค้าคงคลัง 3) รูปแบบการจัดการ ใช้โมเดล 4 ระยะ คือ (1) ต้นน้ำ จัดการทุนวัฒนธรรมเชิงนิเวศ (2) กลางน้ำ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม <strong>(</strong>3) ปลายน้ำ รุกตลาดดิจิทัลสากล และ (4) เป้าหมาย ความยั่งยืนผ่านกลไกตลาดและห่วงโซ่อุปทาน 4) กลยุทธ์นวัตกรรมภายใต้แนวคิดการตลาดนำการผลิตตาม วัฒนธรรมสร้างมูลค่า ผ่านการขายแบบไร้รอยต่อ<strong>, </strong>ปรับสินค้าสู่ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย<strong>, </strong>ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม และยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานมืออาชีพเพื่อความยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6339
การส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-13T12:38:26+07:00
สุนันท์ รินทะจักร์
sunan.rin@student.mbu.ac.th
เวชสุวรรณ อาจวิชัย
sunan.rin@student.mbu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ จำแนกตามเพศ อายุ ตำแหน่ง และ ระดับการศึกษา 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า: 1) ระดับการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการ ถ่ายโอนภารกิจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านโครงสร้างการบริหารงาน ด้านการบริหารจัดการภายในองค์การบริหารส่วนจังหวัด ด้านการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการตัดสินใจ ด้านการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ด้านงบประมาณและทรัพยากร ด้านนโยบายและการกำกับดูแล และด้านการพัฒนาบุคลากร 2) การเปรียบเทียบการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจ จำแนกตามเพศโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามตำแหน่ง อายุ ระดับการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะ พบว่า ควรพัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีความชัดเจน เป็นเอกภาพ และคล่องตัว สนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร และเทคโนโลยีอย่างเพียงพอ และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจ กำหนดนโยบายและกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใส มีการติดตามประเมินผล และปรับโครงสร้างการบริหารงานให้เหมาะสม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6134
การขับเคลื่อนวิชาชีพสอบบัญชีสู่ยุคดิจิทัลด้วยบล็อกเชน การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและความยั่งยืนของข้อมูลสารสนเทศ
2026-02-02T08:59:20+07:00
สุภาพร รัตนวิสุทธิ์
anny_k_1975@hotmail.com
ลักษมี บุญเอี่ยม
anny_k_1975@hotmail.com
แววดาว จันทร์กระจ่าง
anny_k_1975@hotmail.com
<p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนของบุคลากรด้านบัญชี การตรวจสอบบัญชี และเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) ศึกษาประสิทธิภาพ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการตรวจสอบบัญชี 3) วิเคราะห์อุปสรรคและความพร้อมในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบบัญชี วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้สอบบัญชี นักบัญชี ผู้จัดการฝ่ายการเงิน และผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จากสำนักงานบัญชีในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ที่มีมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ต และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายระดับความรู้ความเข้าใจและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่าง จากการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยพบว่า ระดับการรับรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในการตรวจสอบบัญชีอยู่ในระดับมาก และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าแนวทางการประยุกต์ใช้บล็อกเชนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการตรวจสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดความรู้ความเข้าใจและการขาดบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าวิชาชีพสอบบัญชีมีความพร้อมเชิงทัศนคติในการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังต้องเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การตรวจสอบบัญชีในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7752
การวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัลและความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภค
2026-05-23T20:11:43+07:00
ณัฐพนธ์ เกษสาคร
chaiyawit.m@bsru.ac.th
ชัยวิชญ์ ม่วงหมี
chaiyawit.m@bsru.ac.th
ขวัญชัย ช้างเกิด
chaiyawit.m@bsru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม และความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครที่เคยใช้บริการระบบจัดส่งอัจฉริยะจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงเส้นของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม และความตั้งใจซื้อสินค้าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความคุ้มค่าด้านต้นทุนมีน้ำหนักอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.294) รองลงมาคือ ด้านความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่ง (β = 0.241) และด้านการสื่อสารทางดิจิทัล (β = 0.152) ตามลำดับ และ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มมีน้ำหนักอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.138) รองลงมาคือ ด้านความปลอดภัยของระบบและข้อมูล (β = 0.124) ทั้งนี้ ตัวแบบพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านระบบจัดส่งอัจฉริยะของผู้บริโภคได้ร้อยละ 34.6 (R<sup>2</sup> = 0.346) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-07-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6708
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 8 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2026-04-09T21:21:29+07:00
ปาลิกา เจริญปวงสกุล
imtip1310@gmail.com
อาภาพรรณ ประทุมไทย
arpapun.pr@up.ac.th
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำได้แก่ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้/ทางวิชาการ ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผล ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน พบว่า ในภาพรวมผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาที่มีระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7122
ความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน
2026-04-12T10:50:32+07:00
โสภา อุทุมพร
teddy.bo.ntk@gmail.com
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน จำนวน 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .826 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังกัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับของประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน โดยภาพรวมมีค่าความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6552
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการขนส่งและการเคลียร์สินค้าปลาแซลมอนนำเข้า ในจังหวัดสมุทรสาคร
2026-03-05T22:27:02+07:00
อัมรัตน์ ปันทิ
ammarat.panti@gmail.com
ชลิตา ตริยาวนิช
ammarat.panti@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านการขนส่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพการนำเข้าปลาแซลมอนในจังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาปัจจัยด้านการเคลียร์สินค้าศุลกากรที่มีผลต่อประสิทธิภาพการนำเข้าปลาแซลมอนในจังหวัดสมุทรสาคร และ 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการขนส่งทางอากาศและทางเรือ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 จากกลุ่มตัวอย่าง 150 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านการขนส่งทุกด้านมีผลต่อประสิทธิภาพการนำเข้า โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 54.8 (R² = 0.548) 2) ปัจจัยด้านการเคลียร์สินค้าทุกด้านมีผลต่อประสิทธิภาพการนำเข้า โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 47.2 (R² = 0.472) และ 3) การขนส่งทางอากาศมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงกว่าการขนส่งทางเรืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.256, p = 0.026) ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานทั้งสามข้อ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5901
ทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย – หนองบัวลำภู
2026-01-09T12:05:30+07:00
สุขุม พรมเมืองคุณ
sopon3108ballo@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ม. เลย - หนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวนกลุ่มตัวอย่างคำนวณจากตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 330 คน ทำการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่นำมาใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความน่าเชื่อถือเท่ากับ 0.885 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ม. เลย – หนองบัวลำภู ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ม. เลย – หนองบัวลำภู ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดส.พ.ม. เลย – หนองบัวลำภู มีความสัมพันธ์เชิงเส้นระดับสูงทิศทางบวก (r = .749)</li> <li>ทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ส.พ.ม. เลย – หนองบัวลำภู ได้แก่ ทักษะดิจิทัลในการบริหารจัดการองค์การทั้งระบบ และทักษะภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการคิดเชิงนวัตกรรม ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 41.50 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</li> </ol> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y ̂ = 2.260 + .320X<sub>2</sub> + .203X<sub>3</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z ̂ = .401X<sub>2</sub> + .284X<sub>3</sub></p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7033
แนวทางการเสริมพลังอำนาจทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขต 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
2026-04-06T08:24:20+07:00
ณัฐรียา แบบอย่าง
uuydoifif@gmail.com
ทัศพร เกตุถนอม
nrynatty@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการใช้อำนาจทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขต 6 2) เพื่อเสนอแนวทางการใช้อำนาจทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขต 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงระหว่าง 0.67 - 1.00 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการใช้อำนาจทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านอำนาจอ้างอิง ด้านอำนาจตามกฎหมาย ด้านอำนาจการให้รางวัล ด้านอำนาจความเชี่ยวชาญ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านอำนาจการบังคับ 2. แนวทางการใช้อำนาจทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขต 6 ด้านอำนาจอ้างอิง ควรมีจิตวิทยาและทัศนคติเชิงบวกในการบริหารงาน ประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านอำนาจตามกฎหมาย ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และควรบริหารตามกรอบอำนาจอย่างเคร่งครัด ด้านอำนาจการให้รางวัล ควรยกย่องให้กำลังใจและเชิดชูเกียรติอย่างสม่ำเสมอ ด้านอำนาจความเชี่ยวชาญ ควรพัฒนาตนเองตลอดเวลา เป็นผู้นำทางวิชาการและสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการบริหารจัดการศึกษาได้ และด้านอำนาจการบังคับ ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการเคารพและปฏิบัติตนตามกฎระเบียบ และปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6399
การสร้างฉาก 3 มิติด้วยเทคนิคการพับกระดาษ เพื่อการเข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรม ของวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง
2026-03-07T10:04:21+07:00
หม่า หลงชิง
lewesasa@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
lewesasa@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
lewesasa@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ) เพื่อศึกษามรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์วรรณกรรมเรื่อง “ความฝันในหอแดง” วิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่องราว ตัวละคร ฉาก ช่วงเวลาของเรื่อง หลักการสร้างภาพเทคนิคการพับกระดาษ 3 มิติ ทฤษฎีการออกแบบ 2) ออกแบบงาน 2 มิติ เพื่อเป็นแบบงาน 3 มิติ ตามเนื้อหาของเรื่องราว จำนวน 10 ฉาก สามารถสื่อถึงเรื่องราวในวรรณกรรมความฝันในหอแดง 3) สร้างฉาก 3 มิติของวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง ผ่านการออกแบบสื่อสารร่วมสมัยเป็นแผ่นที่พับ 3 มิติแสดงระยะหน้า ระยะกลาง และระยะหลัง สามารถเคลื่อนไหวจาก 2 มิติสู่งาน 3 มิติ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์เนื้อหาเพื่อออกแบบภาพแผ่นพับ 3 มิติ ผลการศึกษาพบว่าวรรณกรรมความฝันในหอแดงสามารถสร้างงาน 3 มิติได้ ที่สื่อถึงเรื่องราวในวรรณกรรม จากเดิมที่มีเพียงงาน 2 มิติแผ่นราบเท่านั้น เป็นการสื่อสารการเข้าถึงสมจริงมากขึ้น สามารถสัมผัสได้และยังรักษาทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนอีกด้วย </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6310
ภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชน ในอำเภอธวัชบุรี เขต 1 จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-10T09:49:10+07:00
โกลัญญา คำสีเขียว
kolunya.ora@student.mbu.ac.th
เวชสุวรรณ อาจวิชัย
kolunya1701@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชนในอำเภอธวัชบุรี เขต 1 จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชน จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 3) ศึกษาข้อเสนอแนะภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 379 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาผลการวิจัยพบว่า: 1) ภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการสื่อสารและสร้างมนุษยสัมพันธ์ ด้านการตัดสินใจ ด้านความสามารถในการบริหารจัดการ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม 2) การเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ของประชาชน จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ควรมีวิสัยทัศน์ที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันควรมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม ระบุปัญหาพื้นที่ได้ชัดเจน และบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ และบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำควรมีทักษะการสื่อสารที่ชัดเจน สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม และการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6810
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบริการรับทำบัญชีของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-04-12T09:10:12+07:00
อัครวินท์ หอมอ่อน
mm.dba2569@gmail.com
ลาวัลย์ ต้นสกุลรุ่งเรือง
mm.dba2569@gmail.com
ศิริพร สัจจานันท์
mm.dba2569@gmail.com
สุพัตรา จันทนะศิริ
mm.dba2569@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุด้านส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) คุณภาพการบริการ และความไว้วางใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบริการรับทำบัญชี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าว และ 3) เสนอรูปแบบเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการสำนักงานรับทำบัญชี งานวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี เชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 303 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลด้วย<br />สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) เชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี จำนวน 8 ราย วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps คุณภาพการบริการ ความไว้วางใจ และการตัดสินใจเลือกใช้บริการอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านคุณภาพการบริการและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ไม่ส่งผลทางตรงต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ แต่ส่งผลทางอ้อมผ่านความไว้วางใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยความไว้วางใจเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ และ 3) โมเดลเชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df = 2.015, GFI = 0.910, AGFI = 0.868, CFI = 0.981, RMSEA = 0.058) ปัจจัยด้านบุคลากร และด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ เป็นปัจจัยที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญสูงสุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5966
การพัฒนาระบบการสอนตามแนวคิดการเรียนแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะส่งเสริมความใฝ่รู้ใฝ่เรียน สำหรับกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทรา
2026-01-16T21:48:06+07:00
พระปลัดสมศักดิ์ กตธมฺโม (โสรัตน์ถาวร)
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
teddy.bo.ntk@gmail.com
สุรชัย แก้วคูณ
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการสอนตามแนวคิดการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยประยุกต์กระบวนการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา 7 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน จาก 4 โรงเรียนที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือต้นแบบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และเครื่องมือประเมินคุณภาพระบบการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ระบบการสอนตามแนวคิดการเรียนแบบร่วมมือที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.92) ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ด้าน ครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้ร่วมมืออย่างเป็นระบบ นักเรียนมีพฤติกรรมการสร้างความรู้หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยหลังเรียน (2.96) สูงกว่าก่อนเรียน (1.98) ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการสอนสามารถส่งเสริมทักษะความใฝ่รู้ใฝ่เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.16) โดยเฉพาะขั้นนำเข้าสู่บทเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.25) และผลการประเมินรับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่าระบบการสอนมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยรวม 4.14) สรุปได้ว่าระบบการสอนตามแนวคิดการเรียนแบบร่วมมือที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ เหมาะสมต่อการใช้จริง และช่วยส่งเสริมความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผล.</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7244
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-04-18T06:57:51+07:00
ณรงค์ฤทธิ์ ก้อนทอง
notepojpearl@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับกาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลองของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 331 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่ายตามตารางเครจซีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ความสัมพันธ์ของภาพรวมระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมกับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 มีความสัมพันธ์ทางบวกที่ระดับ (r=.536) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับปานกลาง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 32.2</span></p> <p> สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ในรูปคะแนนดิบ มีดังนี้</p> <p> Y ̂= 1.458 + 0.653 (X4)</p> <p> สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ในรูปคะแนนมาตรฐาน มีดังนี้</p> <p> Z ̂_Y= 0.567X4</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6642
อิทธิพลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ต่อความสำเร็จของธุรกิจด้านการเงินและด้านลูกค้าของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในจังหวัดสมุทรปราการ
2026-03-12T14:57:30+07:00
ลักษมี บุญเอี่ยม
laksamee_12@hotmail.com
สุภาพร รัตนวิสุทธิ์
laksamee.boo@bkkthon.ac.th
นฤมล ชูชัยวรากิจ
laksamee.boo@bkkthon.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ที่มีต่อความสำเร็จของธุรกิจด้านการเงิน และด้านลูกค้าของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในจังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจบรรจุภัณฑ์ จำนวน 261 แห่ง และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเจ้าของกิจการ ผู้จัดการโรงงาน และผู้จัดการฝ่ายบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีการดำเนินงานตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในด้านการวางแผน การดำเนินการ การประเมินสมรรถนะ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 3.98, S.D. = 0.69) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพบว่า ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสำเร็จของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอิทธิพลต่อความสำเร็จด้านการเงิน (β = 0.68, p < .001) และด้านลูกค้า (β = 0.59, p < .001) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงาน</p> <p> </p> <p>ตามมาตรฐานดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ลดต้นทุนในการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า ส่งผลให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้และผลกำไรเพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบขนาดอิทธิพลพบว่า ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มีอิทธิพลต่อความสำเร็จด้านการเงินมากกว่าด้านลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในบริบทของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7059
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3
2026-04-08T17:50:21+07:00
ธีระยุทธ แก้วดี
kaewdit928@gmail.com
นิรันดร์ จุลทรัพย์
theerayuth.kae076@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากรคือครูผู้สอนจำนวน 2,207 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 327 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.50 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น (Alpha) 0.987 สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <em>=</em> 4.47) โดยด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนประสิทธิผลของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( = 4.42) โดยมีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการแก้ปัญหาภายใน และด้านการปรับเปลี่ยนพัฒนาสถานศึกษาความสัมพันธ์ ภาวะผู้นำทางวิชาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลสูงที่สุด ( = .848) ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาสถานศึกษาควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ บูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ รวมถึงพัฒนาระบบการนิเทศภายในที่ตั้งอยู่บนฐานความร่วมมือและความไว้วางใจ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6465
รูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐยุคดิจิทัล
2026-02-26T09:58:35+07:00
สุจรรยา พลจัตุรัส
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมปอง สุวรรณภูมา
Praewtypraew@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐยุคดิจิทัล 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐยุคดิจิทัล และ 3) ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐยุคดิจิทัล การวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรและพนักงานเทศบาลตำบลโคกสะอาด จำนวน 89 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 10 คน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเพื่อประกอบการอภิปรายผล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า: (1) การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการปฏิบัติงาน รองลงมาคือด้านการส่งเสริมสุขภาพ และด้านการสร้างแรงจูงใจ (2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ปัจจัยด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรมีอิทธิพลสูงที่สุด รองลงมาคือการประเมินผลการปฏิบัติงาน และการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ ทั้งนี้แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 96.8 (R² = .968) และมีความเหมาะสมทางสถิติที่ระดับ .01 (3) รูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านการสร้างแรงจูงใจ ด้านการส่งเสริมสุขภาวะ และด้านการปฏิบัติงาน โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงาน และปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6895
การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาขาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
2026-03-28T10:15:33+07:00
กนกพร ทิศเชย
kanokporn_t@suthi.ac.th
น้ำฝน บุญนิยม
kanokporn_t@suthi.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาขาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล จำแนกตามประสบการณ์การทำงานของครูผู้สอน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาขาว จำนวน 132 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทำการเปรียบเทียบ ความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe's method) ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาขาว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็น รายบุคคล รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการส่งต่อตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาแม่สลองกาขาว จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านพบว่าไม่มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และการจำแนกขนาดของสถานศึกษา พบว่าทุกด้านแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยโรงเรียนขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6349
ปัจจัยความเชี่ยวชาญของนักบัญชีที่ส่งผลต่อการบัญชีสิ่งแวดล้อม ในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจขนาดใหญ่
2026-02-12T19:51:16+07:00
นิกข์นิภา บุญช่วย
brnida84@gmail.com
ศักดิ์ชาย นาคนก
charcrit@vru.ac.th
ชาคริต ศรีทอง
charcrit@vru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นที่มีต่อความเชี่ยวชาญของนักบัญชีที่มีต่อการบัญชีสิ่งแวดล้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อคุณภาพของการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจขนาดใหญ่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จำนวน 360 คน ผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักบัญชีมีระดับความเชี่ยวชาญในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ด้านค่านิยมและจรรยาบรรณมีระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ด้านอื่น ๆ 2) นอกจากนี้ พบว่า ความเชี่ยวชาญของนักบัญชีส่งผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวแปรคั่นกลางที่สำคัญ ได้แก่ การบัญชีสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพของนักบัญชี โดยเฉพาะด้านจริยธรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแนวทางการฝึกอบรม และสนับสนุนการใช้ระบบสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การรายงานเป็นไปตามมาตรฐานสากลและสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/8194
บทบาทนางวิสาขากับการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา
2026-06-25T13:07:29+07:00
สุทธินันท์ ศรีอ่อน
suddhinan.s@ubu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทนางวิสาขากับการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา ผลการศึกษาพบว่า (1) นางวิสาขาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถามีบทบาทต่อการสร้างสรรค์คำสอน 10 ข้อในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา กล่าวคือวรรณกรรมนี้ได้เสนอสารธรรมคำสอนสตรีคือหลักการ 10 ประการ อันเป็นโอวาททั้ง 10 ของธนัญชัยเศรษฐีบิดานางวิสาขา พร่ำสอนนางวิสาขาในฐานะสตรีที่จะต้องไปอยู่บ้านสามีครั้งก่อนที่นางจะออกเรือน (2) โอวาทธรรม 10 ข้อเป็นสารธรรมสำคัญสำหรับสตรีที่ปรากฏชั้นแรกในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาธรรม สารธรรมสำคัญคือเรื่องไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้าได้เสนอความเปรียบเรื่องราวที่ทำให้เดือดร้อนว่าเป็นทั้งไฟในและไฟนอก แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการบูชายัญแบบอินเดีย</p> <p> การสร้างสรรค์คำสอนในวรรณกรรมแทรกในเรื่องปัญหานางเทวดาได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีบาลีเรื่องนางวิสาขาชั้นอรรถกถา ดังนั้นจึงพบว่า เรื่องนางวิสาขาได้มีบทบาทต่อการสร้างสรรค์หลักคำสอนสตรีในวรรณกรรมอีสานเรื่องปัญหานางเทวดา และทำให้ปัญหานางเทวดาเป็นวรรณกรรมคำสอนสำหรับสตรีอีสานที่สำคัญเรื่องหนึ่ง</p>
2026-08-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6711
ความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-03-18T09:27:55+07:00
ชนปรียา เพชรสง
chanapreeya.pet088@hu.ac.th
อริสรา บุญรัตน์
chanapreeya.pet088@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 2) เปรียบเทียบความสุขในการทำงานของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน ค่าตอบแทน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความสุขในการทำงานของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในระดับเหมาะสม และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ในระดับสูง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และทำการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้วิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method) ผลการวิจัยพบว่า ความสุขในการทำงานของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความสำเร็จในงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านความรักในงาน และด้านการเป็นที่ยอมรับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ผลการเปรียบเทียบพบว่า ครูที่มีประสบการณ์การทำงาน ค่าตอบแทน และขนาดสถานศึกษาที่แตกต่างกันมีระดับความสุขในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารงานการสร้างบรรยากาศการทำงานเชิงบวก และการยกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5929
การพัฒนาระบบการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคมรัชมังคลาภิเษก จังหวัดฉะเชิงเทรา
2026-01-14T16:24:41+07:00
พระธเนศวร ธีรธมฺโม (ทองเชียง)
teddy.bo.ntk@gmail.com
พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา 2) พัฒนาระบบการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา 3) ประเมินสภาพปัญหาและความต้องการของระบบการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา และ 4) นำเสนอระบบประเมินและรับรองการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จังหวัดฉะเชิงเทรา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน รวม 243 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 154 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิและการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ รวม 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ความรู้ด้านเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ การวัดประเมินผล และสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการเรียนการสอน โดยบูรณาการหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) อยู่ในระดับมาก 2) ระบบการสอนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) สภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ความต้องการพัฒนาระบบอยู่ในระดับมาก และ 4) ระบบประเมินและรับรองการสอนที่นำเสนอมีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต อันนำไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7163
แนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทยตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษาเครือข่ายที่ 7 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
2026-04-17T09:29:50+07:00
ปนัสยา สังข์ทอง
panatsaya0110@gmail.com
ปรีชา สามัคคี
Panatsaya0110@gmail.com
พระครูสุเมธปริยัติคุณ
Panatsaya0110@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย 2) ศึกษาแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย ตามหลักอิทธิบาท 4 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย ตามหลักอิทธิบาท 4 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย สถานศึกษาดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะภาษาไทย มีการวางแผนและจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้สื่อและนวัตกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะภาษาไทย มีการจัดสื่อ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ การติดตามและประเมินผลดำเนินการอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย ด้านเวลาและการดูแลนักเรียนรายบุคคล รวมถึงปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะภาษาไทย 2) แนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) การวางแผนการเรียนรู้ 2) การจัดการกระบวนการเรียนการสอน 3) การจัดการสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ 4) การติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ 5) การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียน และ 6)การจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ โดยบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ในทุกขั้นตอนของการบริหารการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้การบริหารจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีระบบ มีความต่อเนื่อง และมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจ ความตั้งใจ และความเพียรพยายามในการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้สามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 3) ผลการนำเสนอและประเมินทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย ตามหลักอิทธิบาท 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทยของผู้เรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7045
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2
2026-04-07T09:24:11+07:00
สุณิสา หลวงสุ
sunisaluangsu@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ จำแนกตามเพศ อายุ ประสบการณ์การทำงาน และ ขนาดโรงเรียน ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 โดยคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) และเลือกใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จนได้กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 254 คน เครื่องมือหลักที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับสถิติอ้างอิงเพื่อทดสอบสมมติฐานประกอบด้วย การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) โดยในกรณีที่ตรวจพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะดำเนินการเปรียบเทียบผลต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffé’s method) เพื่อระบุความแตกต่างอย่างละเอียดต่อไป</p> <p>ผลวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมปรากฏผลในเกณฑ์มาก โดยพบว่าด้านการมีวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงมีระดับค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) การเปรียบเทียบปัจจัยเชิงตัวแปรพบว่า เพศและขนาดของสถานศึกษาไม่ส่งผลต่อระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยด้านช่วงอายุและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลับส่งผลให้เกิดความแตกต่างต่อการรับรู้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในมิติองค์รวมและรายด้านทุกด้าน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6411
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สงขลา สตูล
2026-02-20T22:27:06+07:00
อภัสรา ชูหิรัญ
6719970060@tsu.ac.th
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
6719970060@tsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) เพื่อเปรียบเทียบการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2566) เป็นกรอบการศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมสงขลา สตูล จำนวน 338 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบตารางสำเร็จรูป Krejci and Morgan (1970) และการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) 2) ค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารงานวิชาการ อยู่ในระดับมากที่สุด และการบริหารงบประมาณมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา พบว่าครูที่มีเพศ อายุ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรวางนโยบายและแผนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับภารกิจงานต่าง ๆ พร้อมทั้งส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยี จัดหาอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ รวดเร็วbและลดภาระงานเอกสาร</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6312
การรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-10T10:15:43+07:00
เนตรชนก แสงใส
netchanok.sae@student.mbu.ac.th
พระมหาไทยน้อย ญาณเมธี
nutsudnarak@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบการรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านการเข้าใจและรับรู้ความต้องการของผู้รับบริการ ด้านการให้ความมั่นใจ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านการตอบสนองความต้องการ 2) การเปรียบเทียบระดับการรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการรับบริการสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลโพนเมืองควรมุ่งพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีความครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ โดยจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอและเข้าใจง่าย ให้บริการตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่องและตรงเวลา เปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้สะดวก เสริมสร้างความมั่นใจด้วยการให้บริการอย่างเป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถ และให้ความเอาใจใส่ต่อความต้องการของประชาชน พร้อมทั้งติดตามความพึงพอใจและรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาการบริการต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6811
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลสำเร็จของการธำรงรักษาพนักงานของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรธุรกิจเอกชนด้านการบริหารจัดการอาคารในประเทศไทย
2026-04-12T09:07:39+07:00
สุชาดา จันเจือ
ss.dba2569@gmail.com
ลาวัลย์ ต้นสกุลรุ่งเรือง
ss.dba2569@gmail.com
ศิริพร สัจจานันท์
ss.dba2569@gmail.com
สุพัตรา จันทนะศิริ
ss.dba2569@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ปัจจัยภายในองค์การ และองค์การแห่งการเรียนรู้ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าวกับผลสำเร็จของการธำรงรักษาพนักงาน และ (3) นำเสนอแนวทางในการธำรงรักษาพนักงานที่เหมาะสมในองค์กรธุรกิจเอกชนด้านการบริหารจัดการอาคารในประเทศไทย ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือพนักงานฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพคือผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการทรัพยากรมนุษย์และปัจจัยภายในองค์การอยู่ในระดับสูง โดยด้านการพัฒนา/อบรมและด้านวัฒนธรรมองค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงสุดตามลำดับ (2) การจัดการทรัพยากรมนุษย์และปัจจัยภายในองค์การมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ (β = 0.99 และ 0.91, p < 0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จของการธำรงรักษาพนักงานโดยตรง และ (3) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ผู้บริหารให้ความสำคัญกับขวัญกำลังใจ วัฒนธรรมองค์กร และบรรยากาศในการทำงานมากที่สุด ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์การแห่งการเรียนรู้เป็นตัวแปรส่งผ่านสำคัญที่เชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรมนุษย์และปัจจัยภายในองค์การสู่ความสำเร็จในการธำรงรักษาพนักงาน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5985
การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารงานในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม
2026-01-18T09:55:56+07:00
นางสาวดุษณี ทองประศรี
happy14441@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความพร้อมของสถานศึกษาในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารงานในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม และ (2) นำเสนอแนวทางในการพัฒนาการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารงานในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม การวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือครูโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม ปีการศึกษา 2568 จำนวน 150 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.965 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางพัฒนาด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า (1) ความพร้อมของสถานศึกษาในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านนโยบายและการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งมีระดับความพร้อมสูงสุด รองลงมาได้แก่ ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรของสถานศึกษาและ ด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีระดับความพร้อมต่ำสุด และ (2) แนวทางการพัฒนาการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาสามารถสังเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน รวม 18 แนวทาง ได้แก่ ด้านนโยบายและการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด จำนวน 6 แนวทาง ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรของสถานศึกษา จำนวน 4 แนวทาง ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 4 แนวทาง และด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 4 แนวทาง โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างความพร้อมเชิงองค์กร กลไกการบริหารและการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อรองรับการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียมและยั่งยืน </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7246
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-04-18T07:12:58+07:00
นิตยา ก้อนทอง
notepojpearl@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ปีการศึกษา2568 จำนวน 331 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC ) และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> <p>3) ความสัมพันธ์ของภาพรวมระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>4) ภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 คือ ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ได้ร้อยละ 5.9</p> <p>สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา สามารถสร้างสมการพยากรณ์ ในรูปของคะแนนดิบ มีดังนี้</p> <p>Y ̂ = 2.166 + 0.399 (X4)</p> <p>สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา สามารถสร้างสมการพยากรณ์ ในรูปของคะแนนมาตรฐาน มีดังนี้</p> <p>Z ̂_Y = 0.244 𝑥4</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6662
การบริหารงานแนะแนวตามหลักกัลยาณมิตร 7 ของสถานศึกษาใน สหวิทยาเขตเบญจา - ปกาสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาตรัง กระบี่
2026-03-19T12:11:33+07:00
ศรสวรรค์ พูลเพิ่ม
sonsawan102539@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานแนะแนวของสถานศึกษาในสหวิทยาเขตเบญจา - ปกาสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานแนะแนวตามหลักกัลยาณมิตร 7 ของสถานศึกษาในสหวิทยาเขตเบญจา - ปกาสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานแนะแนวตามหลักกัลยาณมิตร 7 ของสถานศึกษาในสหวิทยาเขตเบญจา – ปกาสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 15 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยและแบบประเมินการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษามีการดำเนินงานแนะแนวทั้ง 5 บริการ มีการเชื่อมโยงการใช้ข้อมูลรายบุคคลและเทคโนโลยีเพื่อใช้วางแผนการเรียนและอาชีพ อนึ่งยังพบข้อจำกัดด้านบุคลากร โดยเฉพาะการขาดครูแนะแนว ความไม่ครบถ้วน และไม่เป็นปัจจุบัน ของข้อมูลรายบุคคล การเข้าถึงสารสนเทศที่ไม่ทั่วถึง ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการจัดวางตัวรายบุคคลและความไม่ต่อเนื่องของการติดตามผล 2) แนวทางการบริหารงานแนะแนวตามหลักกัลยาณมิตร 7 มี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดนโยบายและทิศทาง 2) การวางระบบ และกระบวนการ 3) การกำหนดบทบาทและ ความรับผิดชอบ 4) การสนับสนุนทรัพยากรและเครื่องมือ 5) การดำเนินงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วม และ 6) การกำกับ ติดตาม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกัลยาณมิตร 7 ประกอบด้วย 1) ปิโย (น่ารัก) 2) ครุ (น่าเคารพ) 3) ภาวนีโย (เป็นผู้มีความรู้) 4) วัตตา (ชี้แจงเหตุผล โน้มน้าวใจ) 5) วจนักขโม (ไม่โกรธง่าย อดทน) 6) คัมภีรังจะ กถัง กัตตา (ทำเรื่องยากให้ง่าย) และ 7) โน จัฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำไปในทางเสื่อม) เพื่อให้การบริหารงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่ามีความเป็นไปได้ มีความเหมาะสม และมีความเป็นประโยชน์</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7083
ความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในอําเภอเชียงม่วน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2
2026-04-12T10:31:52+07:00
นาตาชา เกิดคง
natacha19971997@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในอําเภอเชียงม่วน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในอําเภอเชียงม่วน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ซึ่งการวิจัยครั้งนี้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนกลุ่มอำเภอเชียงม่วน จำนวน 12 โรงเรียน รวม 107 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับ 3 ตอน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (PNI<sub>modified</sub>) รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อเสนอแนะปลายเปิด ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามยุคดิจิทัล พบว่าสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.58) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก (μ = 4.95) เมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) พบว่าด้านที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดคือ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (PNI<sub>modified</sub> = 0.47) รองลงมาคือ ด้านการติดตามและประเมินผลการช่วยเหลือ (PNI<sub>modified</sub> = 0.40) และด้านการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.38) ตามลำดับ 2) ข้อเสนอแนะของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามยุคดิจิทัลมีประเด็นสำคัญ มีดังนี้ (2.1) ควรพัฒนาระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ครูและผู้บริหารมองเห็นความก้าวหน้าของการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว (2.2) ควรสนับสนุนการใช้ฐานข้อมูลคลาวด์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลและลดความซ้ำซ้อนของงานเอกสาร และ (2.3) ควรจัดอบรมพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ครูอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เครื่องมือและแอปพลิเคชันออนไลน์</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6473
ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในกลุ่ม สหวิทยาเขตพระพุทธบาทบัวบก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
2026-02-26T10:05:48+07:00
เสาวลักษณ์ พรหมประกาย
phomprakai.sp93@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาระดับทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2.ศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตพระพุทธบาทบัวบก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ประชากรหน่วยที่ศึกษา คือ โรงเรียน 7 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร 7 คน และครู 332 คน รวมเป็น 339 คน กลุ่มตัวอย่าง 182 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ขั้นตอนที่ 2 สุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.90 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ระดับทักษะทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตพระพุทธบาทบัวบก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตพระพุทธบาทบัวบก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะด้านเทคนิค โดยใช้กระบวนการบริหารเชิงระบบ และข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น วงจร PDCA และฐานข้อมูลสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ ด้านการสื่อสาร ควรเสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ผ่านสื่อดิจิทัล และการสื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ควรส่งเสริมการทำงานเป็นทีมการสื่อสารเชิงบวก และวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพซึ่งกันและกัน ด้านความคิดรวบยอด ควรพัฒนาการคิดเชิงระบบ และการวางแผนกลยุทธ์ให้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ และด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ควรยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสู่การเป็นผู้นำดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง</span></p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5845
การดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุงเขต 2
2026-01-05T20:17:13+07:00
่จตุพล ศรีทองแก้ว
6719970013@tsu.ac.th
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ
rungchatchadaporn@tsu.ac.th
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 291 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .973 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การสนับสนุนกิจกรรมในโรงเรียน อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วม ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการให้บริการชุมชน มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 พบว่า ครูที่มีเพศ อายุ ประสบการณ์ การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษามีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และ 3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 พบว่า ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและเชิญชุมชนร่วมเป็นคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนควรให้บริการและสนับสนุนกิจกรรมร่วมกับชุมชน รวมถึงพัฒนาการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงชุมชนได้อย่างทั่วถึง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6900
The ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา
2026-03-30T13:28:34+07:00
ธัญญานุช ทวีพัฒนะพงศ์
tunyanud.tha066@hu.ac.th
จรัส อติวิทยาภรณ์
tunyanud.tha066@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา 2) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา จำนวน 336 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub> = .877) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6359
แรงจูงใจและการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์
2026-02-13T12:48:13+07:00
วรัชยา ใจคำ
teddy.bo.ntk@gmail.com
ศิริกานดา แหยมคง
teddy.bo.ntk@gmail.com
อิราวัฒน์ ชมระกา
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับแรงจูงใจ การทำงานเป็นทีม และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ และ (2) ศึกษาแรงจูงใจและการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงาน การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ ประชากรจำนวน 2,117 คน กลุ่มตัวอย่าง 150 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจ การทำงานเป็นทีม และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ปัจจัยแรงจูงใจด้านความสำเร็จของการทำงาน ลักษณะของงาน ความมั่นคงในงาน นโยบายการบริหาร และความรับผิดชอบ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 76 ขณะที่ปัจจัยการทำงานเป็นทีมด้านการสื่อสาร และความไว้วางใจ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 69</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6163
Let Death Bear Witness: A Comparative Analysis of Surdas and Nirmala
2026-02-15T09:07:20+07:00
SASASIRI SUWANNATHIP
Sasasiri.suwan11@gamil.com
SOLOS PRASITNOK
Sasasiri.suwan11@gamil.com
<p>This research aims: <em>The first, </em>to examine the dimensions of discrimination, humiliation, and exploitation endured by Surdas from <em>Rangabhumi</em> (1925) and Nirmala from <em>Nirmala</em> (1927), two seminal characters from Munshi Premchand’s Hindi novels; <em>the second, </em>to analyze the tragic trajectories that culminate in their deaths; and <em>the third, </em>to conduct a comparative investigation of both characters through the integrated lens of Dalit consciousness and tragic aesthetics. This research is a documentaryresearch employing qualitative textual analysis through a synthesized theoretical framework of Dalit Studies and classical Tragedy Theory, drawing upon Ambedkarite thought, Sharankumar Limbale’s Dalit aesthetics, Aristotelian tragic theory, and Raymond Williams’s concept of modern tragedy.</p> <p>The research results found that:</p> <p>1) Regarding discrimination, humiliation, and exploitation, both Surdas and Nirmala, despite their disparate social positions, endure systematic oppression mediated through structures of caste, class, gender, and colonial modernity. Surdas, as a blind beggar, experiences spatial marginalization and economic dispossession through caste hierarchy and industrial capitalism. Nirmala, as a young woman without dowry, suffers commodification through the patriarchal institution of mismatched marriage. Both protagonists embody what this study terms “structural dalithood,” a state of being crushed, marginalized, and rendered voiceless by hegemonic social structures.</p> <p>2) Regarding the tragic trajectories culminating in their deaths, their deaths function not merely as narrative denouements but as epistemic acts exposing the violence of patriarchy, capitalism, and caste-inflected social hierarchies. The tragic flaw (hamartia) inheres not in the protagonists but in the social architecture—the caste-class nexus for Surdas and the patriarchal dowry system for Nirmala—constituting “structural hamartia.”</p> <p>3) Regarding the comparative analysis, both protagonists converge as “ordinary” tragic figures whose suffering derives from structural rather than individual causes, and both texts perform a testimonial function bearing witness to violence rendered invisible by dominant discourse. However, they diverge in resistance modalities: Surdas articulates active opposition in public space, while Nirmala’s resistance remains interior and confined to domestic space. This study contributes to comparative literature by proposing a methodological synthesis bridging Western tragic theory with indigenous Indian critical frameworks.</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/8309
การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ ในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-07-04T09:46:03+07:00
สุกานดา จันทวารีย์
sukanda.chantawaree@gmail.com
สยามพร พันธไชย
Sukanda.cha@mcu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ๒) เพื่อพัฒนาการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ๓) เพื่อประเมินความพึงพอใจและนำเสนอการเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนกระบวนการวิจัย ดังนี้ การวิจัยระยะที่ ๑ ศึกษาสภาพพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะ (R1) การวิจัยระยะที่ ๒ ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของชุมชนและความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (R1) การวิจัยระยะที่ ๓ การสร้างรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (D1) การวิจัยระยะที่ ๔ ทดลองใช้รูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (R2) และการวิจัยระยะที่ ๕ รับรองรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด (D2 , D3) โดยการเก็บข้อมูลจากการสอบถามประชากรในพื้นที่ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๙,๑๒๐ คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcia & Morgan, 1970) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๔๐๐ คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๗ คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ๑. การศึกษาแนวคิดการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการวิเคราะห์จากแนวคิดผู้นำท้องที่หรือผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา พบว่า ในภาพรวมแหล่งการเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีศักยภาพและมีความพร้อมในการนำมาพัฒนาออกแบบพื้นที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ อยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๐๐, S.D. = ๐.๗๖) ๒. ผลการพัฒนาการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาโดยการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๒๔, S.D. = ๐.๕๖) ๓. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = ๔.๒๖, S.D. = ๐.๕๒) และในการเรียนรู้โดยการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการในพื้นที่สาธารณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างคณะสงฆ์กับชุมชนท้องถิ่น โดยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและตอบสนองกับความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีการใช้สื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีการใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความท้าทายและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานและสร้างความเข้าใจอันดีกับคนในชุมชน โดยนำเสนอเกี่ยวกับประเพณีและกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีแห่เทียนพรรษา งานประเพณีกินข้าวปุ้นบุญผะเหวด ประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป กิจกรรมลานธรรมลานกีฬา กิจกรรมอุ้มบุญอุ้มธรรม กิจกรรมฟังธรรมนั่งสวรรค์ กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน กิจกรรมต่อบุญต่อธรรม กิจกรรมไหว้พระสวดมนต์ เข้าค่ายคุณธรรม กิจกรรมทางสังคม เป็นต้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การพัฒนา, การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ, พื้นที่สาธารณะ</p>
2026-07-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6723
กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต1
2026-03-23T12:59:42+07:00
พิชาภพ ฟูแสง
don.foosang@gmail.com
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
don.foosang@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 และ 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยศึกษาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร การประเมินผลการปฏิบัติงาน การฝึกอบรมและพัฒนา และการบริหารค่าตอบแทน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 จำนวน 89 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับการสร้างกลยุทธ์ใช้การวิเคราะห์ SWOT และ TOWS Matrix และประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์โดยผู้บริหารและครู จำนวน 9 คน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน นอกจากนี้ ผลการสร้างกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้ 12 กลยุทธ์ โดยกลยุทธ์ที่เป็นไปได้และเป็นประโยชน์กับบริบทของสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) การเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานผ่านระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่โปร่งใสควบคู่การพัฒนานวัตกรรม 2) การเสริมสร้างประสิทธิภาพการวางแผนพัฒนาบุคลากรภายใต้ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรมและโปร่งใส และ 3) การปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและแรงจูงใจโดยเชื่อมโยงกับทักษะดิจิทัลและผลงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากร ทั้งนี้ ผลการประเมินกลยุทธ์พบว่ามีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5930
ระบบพัฒนาการเรียนออนไลน์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์
2026-01-14T16:28:56+07:00
พระครูปริยัติพัชราทร (อิศราพงษ์ โชติปญฺโญ)
teddy.bo.ntk@gmail.com
สุรชัย แก้วคูณ
teddy.bo.ntk@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ 2) วิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคในการสอนออนไลน์ 3) สร้างและพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพของระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยบูรณาการการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานคอมพิวเตอร์และการเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมาก ขณะที่ด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การวางแผนการสอนออนไลน์ที่ต้องสร้างสื่อให้หลากหลายเพื่อลดความเบื่อหน่าย ความจำเป็นที่ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบสูง สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เอื้อต่อการเรียนออนไลน์ และเสียงรบกวนระหว่างเรียน 3) ผลการสร้างและพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ พบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) การประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7181
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2
2026-04-14T11:05:04+07:00
ขวัญใจ สอนผล
kwanjai1993@gmail.com
บุญล้อม ด้วงวิเศษ
kwanjai1993@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา เปรียบเทียบและหาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 306 คน ผู้ให้ข้อมูลในการหาแนวทางเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย ( <em>)</em> และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แจกแจงความถี่ จัดลำดับ การทดสอบค่าทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพและปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 พบว่า มีสภาพการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก และปัญหาข้อที่มีค่าร้อยละมากที่สุด คือ ด้านการส่งต่อนักเรียน <br />(การไว้วางใจกัน) ผู้บริหารมอบหมายให้ครูชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการส่งต่อ เพื่อให้นักเรียนคลายความกังวล 2) การเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 พบว่า ด้านการส่งต่อนักเรียน (การไว้วางใจกัน) ผู้บริหารควรมอบหมายให้ครูแนะแนว หรือผู้รับผิดชอบโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่มีความรู้ ความเข้าใจระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ชี้แจงความจำเป็นในการส่งต่อนักเรียน เพื่อให้นักเรียน และผู้ปกครองเกิดความเข้าใจเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ในการส่งต่อนักเรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6579
การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-03-05T22:51:30+07:00
สนธยา รักเจริญ
makpukdee@gmail.com
ปรีชา สามัคคี
makpukdee@gmail.com
พระครูสุเมธปริยัติคุณ
makpukdee@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยหลักอิทธิบาท 4 3) นำเสนอและประเมินแนวการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยหลักอิทธิบาท 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทางใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอแนวทางใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยและแบบข้อมูลการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีการบริหารหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อม การนำหลักสูตรไปใช้ การนิเทศ กำกับ ติดตาม และการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านพุทธพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา 2) การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา 3) การวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตร 4) การดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา 5) การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล 6) การสรุปผลการดำเนินงานของสถานศึกษา 7) การปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร โดยบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ในทุกขั้นตอนของการบริหาร เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านพุทธพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7048
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3
2026-04-09T09:59:11+07:00
ดร.มนตรี รอดแก้ว
domnum2531@gmail.com
สนิท วงปล้อมหิรัญ
domnum2531@gmail.com
พระครูสังฆรักษ์ยศวีร์ ปมุตฺโต
domnum2531@gmail.com
อาทิตย์ แสงเฉวก
domnum2531@gmail.com
จักรี ศรีจารุเมธีญาณ
domnum2531@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 (3) สร้างหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และเจ้าหน้าที่ และตัวแทนนักเรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 จำนวน 176 รูป/คน ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 โดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวก (r = .594, .496, .440, .491, sig < .01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผลการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 3 ฉบับสมบูรณ์ ในส่วนที่ได้จัดทำเป็น E-book ที่ปรากฏในลิ้งค์นี้ https://heyzine.com/flip-book/9978f2add2.html.</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6419
การใช้สัญลักษณ์ทางศิลปะไทย เพื่อการสร้างแบรนด์ เป็นเครื่องหมายการค้า บรรจุภัณฑ์และออกแบบร้านค้าปลีกจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารไทย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
2026-02-20T22:37:53+07:00
หลิน เชนกวน
visa6696@gmail.com
ประดิพัทธ์ เลิศรุจิดำรงค์กุล
visa6696@gmail.com
วันชัย แก้วไทรสุ่น
visa6696@gmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ สัญลักษณ์ที่โดดเด่น ความหมายทางวัฒนธรรมของงานศิลปะไทย 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนต่อองค์ประกอบการออกแบบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย 3) สร้างแบบแบรนด์ เป็นเครื่องหมายการค้า บรรจุภัณฑ์ และสร้างแบบการตกแต่งร้านค้าปลีกผลิตภัณฑ์อาหารไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 300 คน แสดงความต้องการแบรนด์เพิ่มจากที่มีอยู่ จะทำให้เกิดความหลากหลายของสัญลักษณ์แบรนด์ไทย และจากการสอบถามผลงานออกแบบทั้งสามส่วน มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00- 4.49 แสดงถึงความพึงพอใจอยู่ในระดับสูงค่อนข้างดี ค่า S.D. มาตรฐานค่อนข้างต่ำ เห็นพ้องกันโดยส่วนใหญ่ที่พึงพอใจมากที่สุด การใช้รูปดอกบัวรวมกับงานสถาปัตยกรรมไทยใช้โทนสี สีทอง สีแดง และโทนสีเขียว สอดคล้องกับความชอบทางวัฒนธรรมของผู้บริโภคชาวจีนเป็นส่วนมาก ทำให้การออกแบบรู้สึกถึง "ความใกล้ชิดธรรมชาติ” งานตกแต่งภายนอกจะเน้นโครงสร้างขององค์ประกอบของโบสถ์ วิหาร ส่วนภายในออกแบบโดยใช้โมเดลรูปทรงทางสถาปัตยกรรมไทย เป็นจุดสนใจ และงานบรรจุภัณฑ์ใช้แบรนด์เป็นสัญลักษณ์ </p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6335
รูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมยกระดับสู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยของชุมชนบ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
2026-02-13T12:16:40+07:00
ภานุวัฒน์ ภานุวัฒน์ สิงห์คำป้อง
arsomman1653@gmail.com
พระวิมาน คมฺภีรปญฺโญ
arsomman1653@gmail.com
พระครูพิศาลโพธิธรรม
arsomman1653@gmail.com
สงวน หล้าโพนทัน
arsomman1653@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของผู้สูงอายุและลักษณะการอยู่ร่วมกันของประชาชนชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์สู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมยกระดับสู่การอยู่ร่วมกันของประชาชนทุกช่วงวัยชุมชนบ้านลาด อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปฏิบัติการแบบมีส่วนรวม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 1) พระภิกษุ 2 รูป 2) ผู้สูงอายุ 5 คน 3) ผู้นำชุมชน 2 คน 4) อสม. 2 คน 5) เยาวชน 2 คน และ 6) ประชาชน 5 คน รวม 18 รูป/คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และชุดกิจกรรมปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและสรุปเชิงพรรณาวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ผู้สูงอายุชุมชนบ้านลาดมีปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ เศรษฐกิจ ครอบครัวและสังคม จิตใจ วัฒนธรรมและการสืบสานภูมิปัญญา การไม่เห็นคุณค่าในตนเอง และขาดพลังสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะการอยู่ร่วมกันแบบเครือญาติ โดยสร้างกลไกการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์ผ่าน 3 กลไก ได้แก่ กลไกด้านสุขภาพ กลไกด้านการมีส่วนร่วม และกลไกด้านความมั่นคง และใช้รูปแบบการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์เชิงพุทธบูรณาการกับต้นทุนของชุมชนตามปัญหาและความต้องการผู้สูงอายุ โดยใช้พละ 5 ในการพัฒนาพฤฒพลังสร้างสรรค์ผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมผ่านพลังกลไกความร่วมมือ 3 เครือข่าย ได้แก่ พลังปฏิบัติการจากชุมชน พลังภายนอกชุมชุน และพลังสนับสนุน ส่งผลให้เกิดพลังผู้สูงอายุและการปรับตัวอยู่ร่วมกันทุกช่วงวัย ส่งผลให้ผู้สูงอายมีสุขภาวะที่ดี มีส่วนร่วมทางสังคม มีรายได้เสริม และมีความมั่นคงในชีวิต</p>
2026-05-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6813
แนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
2026-04-08T09:32:11+07:00
วิชชุกร พลวิชัย
firstwck1@gmail.com
พระครูวุฒิชัยการโกศล,ดร
wuttichai.pet@mbu.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) เพื่อร่างแนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ3) เพื่อประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของแนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 รวม 313 คน ซึ่งกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ , แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินแนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.49) 2) แนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประกอบด้วย แนวทางด้านการวางแผนอัตรากำลังด้วยหลักพรหมวิหาร 4 , ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งด้วยหลักพรหมวิหาร 4 , ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยหลักพรหมวิหาร 4 และด้านการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยหลักพรหมวิหาร 4 3) ผลการประเมินประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของแนวทางการบริหารงานบุคคลด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6007
การบริหารความเสี่ยงตามหลักธรรมมาภิบาลของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาเขต 10
2026-01-20T09:14:34+07:00
นิติพล ชรากาหมุด
za0903485960za@gmail.com
กชภัทร์ สงวนเครือ
za0903485960za@gmail.com
สนุก สิงห์มาตร
za0903485960za@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารความเสี่ยงของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 10 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล และ 3) เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลที่เหมาะสม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 221 รูป/คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหาร ด้านความเสี่ยง และด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 9 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมด้านสภาพแวดล้อมองค์กร การกำหนดวัตถุประสงค์ การบ่งชี้เหตุการณ์ การประเมินและตอบสนองความเสี่ยง กิจกรรมควบคุม สารสนเทศและการสื่อสาร และการติดตามผล 2) วิธีการบริหารความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลเน้นกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน โดยยึดหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้ ส่งผลให้การจัดการความเสี่ยงมีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และ 3) แนวทางที่เหมาะสมคือการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลในทุกขั้นตอนของการบริหารความเสี่ยง พร้อมพัฒนากลไกการติดตาม ตรวจสอบ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/7281
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครู โรงเรียนชะอวดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-04-20T07:53:20+07:00
กัญญ์ฐญาณ์ วิโรจน์ศิรวุธ
miewkanis@gmail.com
พระครูสุเมธปริยัติคุณ
Panatsaya0110@gmail.com
ปรีชา สามัคคี
Panatsaya0110@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาสภาพภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนชะอวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษ ที่21ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครูโรงเรียน ชะอวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 3)นำเสนอและประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษ ที่ 21 ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครูโรงเรียน ชะอวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ผลการวิจัยพบว่า1) สภาพการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษ ที่ 21 ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครูโรงเรียนชะอวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช พบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษ ที่ 21 มีทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านความคิดเชิงกลยุทธ์ 2) ด้านความสามารถในการปรับตัว 3) ด้านการเป็นตัวตน 4) ด้านการสื่อสารและการเจรจาต่อรอง 5) ด้านการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ 2 ) แนวทางการพัฒนาภาว ผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครูโรงเรียนชะอวด เป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านภาวะผู้นำของครูอย่างรอบด้านและเป็นระบบโดยด้านความคิดเชิงกลยุทธ์ทำให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติจริง ส่งเสริมการมีวิสัยทัศน์ร่วม การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน ขณะที่ด้านความสามารถในการปรับตัวช่วยให้สถานศึกษาบริหารจัดการอย่างยืดหยุ่น เปิดรับข้อมูลและการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพด้านการเป็นตัวตนส่งผลให้สถานศึกษามีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ที่ชัดเจน บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจและความผูกพันต่อองค์กร เกิดภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและความยั่งยืนของโรงเรียน ส่วนด้านการสื่อสารและการเจรจาต่อรองช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วม การทำงานเป็นทีม และความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักวุฒิธรรม 4 ของครูโรงเรียน ชะอวดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราชพบว่า มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6690
ทัศนคติและการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์บริการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2026-03-16T09:45:43+07:00
วรเทพ ตรีวิจิตร
chonkanok20@gmail.com
ฐนันวริน โฆษิตคณิน
chonkanok20@gmail.com
ชนิดาภา ดีสุขอนันต์
chonkanok20@gmail.com
กวี บุญเลิศวณิชย์
chonkanok20@gmail.com
ณัฎฐ์ภูอิสร์ ศรีเพชร
chonkanok20@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์บริการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) ศึกษาปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์บริการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีจำนวน 260 สาขา กลุ่มตัวอย่างคือ ตัวแทนผู้ประกอบการ ผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน สาขาละ 1 คน จำนวน 155 คน ใช้สูตรการคำนวณของ Krejcie & Morgan ใช้</p> <p> </p> <p>วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยด้านทัศนคติส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์บริการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (2) ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์บริการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6488
การเมืองโลกยุคใหม่กับระเบียบโลกที่กำลังก่อตัว การปรับโครงสร้างอำนาจ และการเมืองระหว่างประเทศ
2026-05-09T14:26:16+07:00
พระครูวินัยธรวุฒิไกร อภิรกฺโข
mmike2557@gmail.com
พระณัฐวุฒิ พันทะลี
mmike2557@gmail.com
พระมหาสรายุทธ กลฺยาณเมธี (แก้วม่วง)
mmike2557@gmail.com
พระครูใบฎีกาเดชา คุณสมฺปนฺโน
mmike2557@gmail.com
พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม)
wicharayan.moy@student.mbu.ac.th
<p>การเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสั่นคลอนของระเบียบโลกแบบเดิมและการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ บทความวิชาการนี้มีความมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ลักษณะของการเมืองโลกยุคใหม่ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังก่อตัว โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจระหว่างรัฐมหาอำนาจ และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตัวแสดงที่มิใช่รัฐ บทความใช้การวิเคราะห์เชิงทฤษฎีจากกรอบการเมืองระหว่างประเทศร่วมสมัย ได้แก่ สัจนิยม เสรีนิยม และคอนสตรัคติวิสม์ เพื่ออธิบายพลวัตของอำนาจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาลโลก ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าระเบียบโลกใหม่มีลักษณะหลายขั้ว (multipolar) เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมีการทับซ้อนของอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้การเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6945
พื้นที่ปลอดภัยทางวัฒนธรรม : รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยเชิงพหุวัฒนธรรม ในภาคเหนือ
2026-04-06T08:12:50+07:00
ทองเหรียญ วงค์จันตา
janta2505d@gmail.com
กาญจนา ศรีวิชัย
Ksriwichay14@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงพหุวัฒนธรรมสำหรับการศึกษาปฐมวัยในโรงเรียนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนทางสังคม Social Capital และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสังเคราะห์จากผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยและพหุวัฒนธรรมศึกษา ภายใต้กรอบแนวคิดสถานศึกษาในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as a Learning Community: SLC) ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมควรเน้นการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่า อาหารพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย และการสื่อสารสองภาษา เข้าสู่หลักสูตรและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แนวทางนี้จะช่วยสร้าง พื้นที่ปลอดภัยทางวัฒนธรรม Cultural Safety ซึ่งส่งเสริมการเติบโตของผู้เรียนระดับปฐมวัยจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนต้นทุนทางสังคมให้กลายเป็นฐานทรัพยากรแห่งการเรียนรู้ Funds of Knowledge เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมผ่านกระบวนการ การเรียนรู้เชิงรุก Active Learning โดยความพยายามเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง ลดอคติ และสร้างความตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แนวทางดังกล่าวเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในตนเองและเพื่อนร่วมชั้นที่มีพื้นฐานทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง</p> <p>รูปแบบดังกล่าวสนับสนุนการปฏิรูปความสัมพันธ์ภายในสถานศึกษาให้เป็นระบบเครือญาติภายใต้แนวคิด SLC พร้อมเสนอให้ใช้การประเมินผลการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม เพื่อบรรลุเป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โมเดลนี้ยกระดับการศึกษาผ่านการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเชิงวัฒนธรรม</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5963
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย: การทบทวนวรรณกรรม
2026-01-20T16:21:43+07:00
จิรพัฒน์ เจริญศิลป์
jirapatt678@gmail.com
บวรลักษณ์ เสนาะคำ
jirapatt678@gmail.com
เตือนใจ แสงทอง
jirapatt678@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ของการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเอกสาร ผ่านการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์วรรณกรรมสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ <br />1) การตลาดผ่านวิดีโอสั้น 2) ส่วนประสมทางการตลาดแบบ 7C’s และ 3) ภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว <br />โดยวรรณกรรมส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนในมิติต่าง ๆ อาทิ ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว การบอกต่อ และเจตนาในการกลับมาเที่ยวซ้ำ บทความนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่สังเคราะห์จากวรรณกรรม เพื่อใช้เป็นแนวทางเชิงแนวคิดสำหรับการวางแผนกลยุทธ์และการกำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้งนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของปัจจัยในบริบทพื้นที่จริง และสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6369
การบริหารงานบุคคลในยุคใหม่โดยการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม
2026-02-14T09:42:51+07:00
พระมหาทศพร มงคลนำ
mankrab.g22@gmail.com
พระปลัดสุธีร์ ปิยวณฺโณ
mankrab.g22@gmail.com
สนุก สิงห์มาตร
mankrab.g22@gmail.com
<p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคใหม่โดยการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ซึ่งประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในความสำคัญของการบริหารงานบุคคลที่มุ่งเน้นคุณค่าของมนุษย์และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี การบริหารงานบุคคลในยุคใหม่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น ความหลากหลายของคนต่างรุ่นและความคาดหวังด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว การนำหลักพรหมวิหาร 4 มาใช้ในการบริหารงานบุคคลจึงเป็นแนวทางที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ซับซ้อนของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการวิเคราะห์พบว่าการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี การพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือและการสื่อสารในองค์กร โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดปัญญานันทาราม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการนำหลักธรรมนี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ความผูกพันของบุคลากรที่สูงขึ้น วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น การศึกษาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารองค์กรทางพระพุทธศาสนาให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5965
รัฐในฐานะสนามต่อสู้เชิงนโยบาย : ปฏิสัมพันธ์ของเทคนิคการบริหารกับกลยุทธ์ทางการเมือง
2026-01-15T21:54:26+07:00
สมปอง สุวรรณภูมา
teddy.bo.ntk@gmail.com
เลแกน สุธรรม
Sompongs9198@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของรัฐในฐานะสนามต่อสู้เชิงนโยบาย ซึ่งมิได้เป็นเพียงกลไกบริหารจัดการอย่างเป็นกลาง หากแต่เป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลักวิชาการเชิงเทคนิค (technocratic logic) กับกลยุทธ์ทางการเมือง (political strategy) โดยอาศัยกรอบแนวคิดจากทฤษฎีรัฐแบบมาร์กซิสต์ พหุนิยม และสถาบันนิยมใหม่ รวมถึงทฤษฎีนโยบายสาธารณะ เช่น technocracy กับ politics, policy networks, advocacy coalitions และแนวคิดรัฐในฐานะพื้นที่ต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของ Pierre Bourdieu และ Antonio Gramsci ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดนโยบายสาธารณะในโลกสมัยใหม่มักมีลักษณะเป็น “นโยบายลูกผสม” ซึ่งภายนอกอาศัยเหตุผลเชิงวิชาการเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ภายในแฝงด้วยแรงจูงใจทางอำนาจ โดยข้อมูลเชิงเทคนิคถูกใช้ทั้งเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเชิงสังคมและเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันความรู้เชิงวิชาการเองก็มิได้ปลอดจากอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ กรณีศึกษานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยสะท้อนพลวัตดังกล่าวอย่างชัดเจน บทความเสนอว่า การทำความเข้าใจรัฐและนโยบายในบริบทร่วมสมัยจำเป็นต้องยอมรับความซ้อนทับระหว่างเทคนิคกับการเมือง และพัฒนากระบวนการนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างความรู้ ความชอบธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5794
การประยุกต์ใช้หลักโยนิโสมนสิการกับการแก้ปัญหาชีวิตในสังคมปัจจุบัน
2025-12-21T19:11:04+07:00
พระครูสิริประภัสสรคุณ(มีศรี)
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักโยนิโสมนสิการในฐานะกรอบคิดเชิงพุทธเพื่อการแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน เป็นการแก้ปัญหาสำคัญที่ปรากฏในบริบทสังคมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งในครอบครัว หรืออาชญากรรม ล้วนมีรากฐานมาจากกิเลส ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็นปัจจัยภายในที่สัมพันธ์กับเงื่อนไขภายนอกตามบริบทชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างซับซ้อน หลักโยนิโสมนสิการถูกนำเสนอในฐานะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการกำหนดรู้ปัญหาอย่างถูกต้อง ใช้สติสัมปชัญญะพิจารณาเหตุและปัจจัย วิเคราะห์คุณและโทษอย่างรอบด้าน จนนำไปสู่การเกิดสัมมาทิฏฐิ อันเป็นฐานคิดสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อประยุกต์ใช้หลักโยนิโสมนสิการในสังคมร่วมสมัย บุคคลสามารถเข้าถึงเหตุแห่งทุกข์และเลือกใช้หลักธรรมที่สอดคล้องกับลักษณะของปัญหาได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ การใช้เมตตาเพื่อลดความรุนแรง การยึดสัมมาอาชีวะเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การดำรงสัจจะเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในครอบครัว การใช้สัมมาวาจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง และการเสริมสร้างสติสัมปชัญญะเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงและการกระทำผิดกฎหมาย โดยสรุป หลักโยนิโสมนสิการทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงปัญญาที่สำคัญในการปรับกรอบความคิด พัฒนาคุณภาพจิต และยกระดับการดำเนินชีวิต อันเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6145
กรรมของพระอริยบุคคล
2026-01-30T11:24:44+07:00
พระครูปริยัติกิตติธาดา
teddy.bo.ntk@gmail.com
พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p>กรรม เป็นการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา แบ่งออกเป็น 3 คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ซึ่งจะส่งผลไปตามเจตนา แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง กรรมให้ผลตามระยะเวลา ซึ่งการให้ผลของกรรมนั้นขึ้นอยู่การกระทำของบุคคลหากทำกรรมดีก็จะได้รับผลกรรมที่ดีแต่หากทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ไม่ดีตอบแทน การให้ผลของกรรมนั้นไม่เลือกบุคคลเพราะส่งผลเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธเจ้าซึ่งพระองค์ได้รับผลของกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติถึง ๑๔ ครั้งก่อนที่จะดับขันธปรินิพพาน ตลอดทั้งพระอรหันต์เจ้า พระอนาคามี พระสกิทาคมี พระโสดาบัน หรือ บุคคลธรรมดาทั่วไป ย่อมได้รับผลของการกระทำที่ได้กระทำไว้ หากทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว หากทำกรรมดีย่อมส่งผลไปในทางที่ดี ยกตัวอย่างเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ถูกพระเทวทัตผลักก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วเท้าของเราจนห้อเลือด พระโมคคัลลานะถูกโจรทุบตีจนตาย นางสามาวดีและสหายถูกเผาตายทั้งเป็น บุคคลที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ ยังไม่สามารถหลีกหนีผลของกรรมที่ตนนั้นได้กระทำไว้ได้ ปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่าบุคคลบางจำพวกกระทำชั่วแต่ทำไม่ได้ดี แต่บุคคลบางจำพวกทำดีกับได้รับผลในทางที่กลับกัน ซึ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากกรรมของแต่ละบุคคลไม่ว่าจะในอดีตก็ดีหรือปัจจุบันก็ดีผลของการกระทำนั้นย่อมส่งผลต่อบุคคลในภายหลัง</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/6558
“โรงเรียนดีใกล้บ้าน” พลังท้องถิ่นในการเยียวยาบาดแผลความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย
2026-03-05T22:38:20+07:00
ไพโรจน์ เพ็งพารา
tlebass1994@gmail.com
พรสุดา มูลตรีพิลา
nam.phechr0811@gmail.com
สุรินทร์ นำนาผล
nam.phechr0811@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งเสนอและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้านในฐานะยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ เพื่อเยียวยาบาดแผลความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยที่หยั่งรากลึกจากโครงสร้างส่วนกลาง ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างเขตเมืองและชนบทส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การไหลออกของผู้เรียนไปสู่โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันเป็นตัวเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมขยายตัวกว้างขึ้น การศึกษานี้พบว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจสู่การจัดการโดยพลังท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเสมอภาคโดยอาศัยกลไก 3 ประการหลัก 1) การใช้บริบทท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนาการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรตอบโจทย์ความต้องการจริงในพื้นที่มากกว่าการสั่งการแบบบนลงล่าง 2) การลดต้นทุนเสียโอกาสการสร้างคุณภาพมาตรฐานให้โรงเรียนใกล้บ้านช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนยากจนในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพมีผลโดยตรงต่อการคงอยู่ในระบบการศึกษาของเด็กกลุ่มเปราะบาง 3) การสร้างความร่วมมือเชิงพหุภาคีการบูรณาการระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชน ช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนดีใกล้บ้านไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการกอบกู้ความเชื่อมั่นของชุมชนต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนี้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนความเป็นอิสระในการบริหารจัดการของท้องถิ่นเพื่อเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวทางการศึกษาในระยะยาว</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/stw/article/view/5762
ความจริงอันประเสริฐ
2026-01-25T09:46:31+07:00
พิกุล ภูมิแสน
teddy.bo.ntk@gmail.com
ไพฑูรย์ สวนมะไฟ
teddy.bo.ntk@gmail.com
พระนัฐวุฒิ สิริจนฺโท
teddy.bo.ntk@gmail.com
<p> หนังสือ "ความจริงอันประเสริฐ" เกิดจากประสบการณ์ของพระพรหมวชิรญาณ (โรเบิร์ต สุเมโธ) หรืออาจารย์สุเมโธ ในการพิสูจน์คำสอนหลักของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงเพื่อให้ผู้ปฏิบัติรู้แจ้งและหลุดพ้นจากทุกข์ โดยนำเสนอหลักธรรมสำคัญคือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดที่ซับซ้อนได้อย่างลึกซึ้ง น่าสนใจและอธิบายด้วยภาษาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้อ่านที่มีความรู้พื้นฐานทางพุทธศาสนามากน้อยเพียงใดก็สามารถทำความเข้าใจ และสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงธรรมชาติของความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ พร้อมชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของความทุกข์ที่เกิดจากตัณหาและอุปาทาน นอกจากนี้ยังนำเสนอหนทางแห่งการดับทุกข์ คือพระนิพพาน และวิถีปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารอันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ (ปัญญา) สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ(ศีล) สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ (สมาธิ) หนังสือความจริงอันประเสริฐ เล่มนี้ได้มอบความรู้ทางธรรมะ ที่เป็นคู่มือให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญและพิจารณาชีวิตอย่างมีสติ เพื่อค้นพบ "ความจริงอันประเสริฐ" ที่จะนำไปสู่ความสงบสุขภายในอย่างแท้จริง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เสฏฐวิทย์ปริทัศน์