การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลการสัมภาษณ์ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อการวิจัย และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการพรรณนาวิเคราะห์ ประกอบการอภิปรายผล
ผลการวิจัยพบว่า: 1) การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =3.04 S.D.=0.38) โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ( =3.10 S.D.=0.36) ด้านศรัทธาในระบบประชาธิปไตย ( =3.07 S.D.=0.19) และด้านด้านเคารพสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น ( =3.02 S.D.=0.67) ตามลำดับ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านกลุ่มเพื่อนและชุมชน (X2) ด้านสถาบันการศึกษา (X3) และด้านสถาบันสื่อมวลชน (X4) ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวมีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .337 .103. และ .067 ตามลำดับ และ 3) แนวทางการพัฒนาการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยยุครัฐธรรมนูญ 2560 ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า (1) การเข้าร่วมรับฟังปราศรัยทางการเมือง (2) การรับฟังข่าวสารทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (3) การสนทนาประเด็นทางการเมือง (4) การร่วมรณรงค์หาเสียง (5) การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และ (6) การเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กัลยา วานิชย์บัญชา. (2560). การวิเคราะห์สถิติชั้นสูงด้วย SPSS for Window. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจํากัด สามลดา.
ณฐมน หมวกฉิม และคณะ. (2567). การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตยที่มีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปของไทย. วารสารัชต์ภาคย์. 16(44), 103-118.
ณฐมน หมวกฉิม. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนชาวไทย. วารสารัชต์ภาคย์. 15(38), 253-265.
พระมหาณัฏฐพจน์ ขนฺติธโร (ร่องน้อย). (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในอำเภอละแม จังหวัดชุมพร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (2566). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2564). กรุงเทพมหานคร: บริษัท แอคทีฟ พริ้นท์ จำกัด.
สมปอง รักษาธรรม. (2552). ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในพื้นที่ภาคใตกับการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในประเทศไทยชวงปพ.ศ. 2549-2552 : ศึกษากรณีเปรียบเทียบนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 5 จังหวัด ภาคใต้. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารการเมือง. วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก.
สุเทวี คงคูณ. (2564). ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในการเมืองแบบ ประชาธิปไตย กรณีศึกษา: ตำบลธาตุ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ. บทความวิจัย. วารสารวิชาการ มนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุร. 4(3), 67-80.
Sengphairogh, W. (2012). Political Consciousness and the Development of Democratic Political Culture among the Youths in Education Institutes in Bangkok during B.E. 2549-2554. Doctor of Philosophy Program in Political Communication. Political Communication College, Krirk University.
ThaiPublica. (2014). Supreme council peeling: empowering game, inspection and benefit. Retrieved July 5, 2020, from https://thaipublica.org/2014/04/inside-thai-parliament-3/.
Yamane, Taro. (1973). Statistics an introductory analysis. New York Harper & Row.