การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ "สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้" (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านการจัดการเรียนรู้ การอ่านจับใจความสำคัญภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยครั้งนี้ได้นำรูปแบบฯ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว สังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี จำนวน 37 คน ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม และแต่ละห้องเรียนได้มีการคละนักเรียนไว้เรียบร้อยแล้ว เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์สภาพการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย คู่มือการใช้รูปแบบและแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (Dependent Samples t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1) สภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนรู้ วิธีการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนจริง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญวิชาภาษาไทยอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.68) โดยมีความคิดเห็นในระดับมาก 3 ลำดับสูงสุด คือ ข้อ 13) ครูสอนการอ่านจากเรื่องง่ายไปหายาก (= 4.34) รองลงมาก คือ ข้อ 1) นักเรียนมีวัตถุประสงค์ในใจเมื่ออ่านทุกครั้ง (= 4.04) และข้อ 25) นักเรียนมีความสุขและได้รับความรู้ ในการอ่านจับใจความภาษาไทย (= 4.00)
2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเป็นการผสมผสานการจัดการเรียนรู้แบบปฏิบัติการ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และทฤษฎีการถ่ายโยงการเรียนรู้ โดยมีองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ เรียกว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 Triggering ขั้นกระตุ้นและเร้าความสนใจ ขั้นที่ 2 Understanding ขั้นทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ขั้นที่ 3 Transferring ขั้นถ่ายโยงความรู้สู่การออกแบบ ขั้นที่ 4 Assessment ขั้นประเมินผลงานผ่านวิธีการที่หลากหลาย และขั้นที่ 5 Reflection ขั้นสรุปและสะท้อนความรู้ โดยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีการบูรณาการสภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คิดและทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ค้นคว้าสืบเสาะหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้เอง โดยครูช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิดอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 82.38/84.23 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
3) ความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบ “สร้างความสนใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ โยงสู่เนื้อหา พัฒนาการเรียนรู้” (TUTAR Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยรวม 4.60 อยู่ในระดับมากที่สุด
คำสำคัญ : การอ่านจับใจความ, รูปแบบการจัดการเรียนรู้, ส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ ภู่ทิม. (2560). การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและการเขียนสื่อความวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการสอนอ่านแบบปฏิบัติการ. ใน วิทยานิพนธ์ กศ.ม.ชลบุรี. มหาวิทยาลัยบูรพา.
กรกนก โยธาฤทธิ์. (2565). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค
SQ4R ประกอบสื่อประสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญา
ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.งานวิชาการ,
โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว. (2566). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาพ.ศ. 2566. สำเนาเอกสารวิชาการของสถานศึกษา. โรงเรียนเทศบาล 2หนองบัว.
ชฎารัตน์ ภูทางนา. (2563). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ โดย
วิธีการสอนแบบสื่อประสมกับวิธีการสอนแบบ SQ4R ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 6 โรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง (บูรวิทยาคาร). ใน วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์
มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี.
ชุติมา ยอดตา. (2561). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์
มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ณัฐิกานต์ รักนาค. (2552). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการถ่ายโยงการ
เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้านการแก้ปัญหาการให้
เหตุผลและการเชื่อมโยง ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ทรงศักดิ์ภูสีอ่อน. (2561). การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา. มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์.
ทิศนา แขมมณี. (2556). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 17). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
______. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.
(พิมพ์ครั้งที่ 20). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธาวิน หมื่นนรินทร์. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการอ่านจับใจความ (PPPE Model). เรียกใช้เมื่อ 6 กุมภาพันธ์
5 6 1 .จ า กhttp//www.Kroobannok.com/board_view.php?b_id=149239&bcat_id = 16.
ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2552). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อุบลราชธานี:สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี.
นิภาพรรณ ทองสว่าง. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความสำคัญของ
นักเรียนชั้นมัธยม. ใน การค้นคว้าอิสระปริญญาศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
เนาวนิตย์ สงคราม. (2555). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยการ
เรียนรู้เชิงรุกเพื่อการสร้างองค์ความรู้และความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์
สำหรับนิสิตนักศึกษาครุศาสตร์บัณฑิตในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ. ใน รายงานวิจัย.
กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น ฉบับปรับปรุงใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุรีวิยาสาส์น.
บุปผชาติทัฬหิกรณ์. (2552). เทคโนโลยีสารสนเทศทางวิทยาศาสตร์ศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 3).กรุงเทพฯ: ภาควิชาการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ปพัชญา คำเกิ่ง. (2564). การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ประกอบนิทาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน.
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2551). การพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิค พริ้นติ้ง.
พิบูลย์ ตัญญบุตร. (2557). การพัฒนาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี. ในวิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
รัตนะ บัวสนธ์. (2556). การวิจัยเชิงคุณภาพทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2544). พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ:
นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.
วัชรา เล่าเรียนดี. (2553). รูปแบบและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด. (พิมพ์ครั้งที่ 5). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช.
อนุรักษ์ นวลศรี และคณะ. (2564). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ร่วมกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์. ใน การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัย
นเรศวร.
Dakin, Caitlin. (2013). The Effects of Comprehension Through Close Reading.Education Masters. Paper 237. MS in Literacy Education. St. John Fisher College.
Duffy, L.R.Roehler, & J.Mason. (1984). Comprehension instruction : Perspectives andsuggestions (pp.265-280). New York: Longman.
Elliot, A. J. , & Thrash, T. M. (2000). Approach – avoidance motivation in
Personality : Approach and avoidance temperaments and goals.
Journal of Personality and Social Psychology, 82, 804 - 818.
Freud, S. (1964). Group Psychology and The Analysis of The Ego Sigmund Freud.New York: Bantam Books.
Haskell, R. E. (2001). Transfer of Learning. San Diego, CA Academic Press.
Joyce Bruce; & weil Marsha. (2009). Models of teaching. 8th ed. Boston, Ma.:Pearson.
Kotler, P., Armstrong, G., Saunders, J. and Wong, V. (2002). Perceived Effect of Boko - Haram Insurgency on Means of Accessing Cowpea from NorthEast Nigeria to Bodija Market, Ibadan, Oyo State, Nigeria. Principles of
Marketing. 3 rd European Edition, Prentice - Hall, London.
Maslow, Abraham. (1970). Motivation and Personnality. New York: Harper and Row Publishers.
Meyers, Chet; & Jones, Thomas. B. (1993). Promoting Active Learning: Strategies for theCollege Classroom. San Francisco: Jossey - Bass.
Oliva, P.F. (2009). Developing the Curriculum. (7th ed). Boston: Allyn and Bacon.
Raygeor, Alton L., and Robin D. Raygor. (1985). Effection Reading. U.S.A.: Mc
Graw – Hill Inc.
Sutherland, T.E., and Bonwell, C.C. eds. (1996). Using Active Learning in CollegeClasses : A Range of Options for Faculty. San Francisco: Jossey-Bass.
Vygotsky, L.S. (1987). Instructional Implication, and Applications of Social
Stoical Psychology. New York: Cambridge University Press.