ประสิทธิผลการนำนโยบายการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินระดับประสิทธิผลการนำนโยบายการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติ (2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการนำนโยบายการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติและประสิทธิผลการนำนโยบายการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการโดยศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 379 คน ได้จากการสุ่มแบบอย่างง่าย คำนวนขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใชสูตรของ Taro Yamane และดำเนินการโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประเมินค่าด้วยมาตรวัด (Rating Scale) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.971 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์สัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิผลการนำนโยบายการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.82,S.D.=0.66) (2) ผลการทดสอบความแตกต่างประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีประสิทธิผลการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่แตกต่างกัน และ (3) ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติกับประสิทธิผลการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า ปัจจัยด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้ง 6 ตัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผล ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01