รูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก
คำสำคัญ:
รูปแบบการจัดการเรียนรู้, อริยสัจ 4, การเขียนสร้างสรรค์, การเห็นคุณค่าในตนเอง, โรงเรียนผู้สูงอายุบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 ได้แก่ 1) ครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน และ 2) นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 75 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 2 ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ โดยการจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 3 ได้แก่ 1) นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุร่มสมอวิทยา จังหวัดพิษณุโลก ปีการศึกษา 2568 จำนวน 50 คน และ 2) ครูผู้สังเกตการณ์ จำนวน 5 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 4 ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 3) แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4) แบบวัดความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์ 5) แบบวัดพฤติกรรมการเห็นคุณค่าในตนเอง และ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการทดลอง 28 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI) ค่า dependent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า
- สภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
- รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก และได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญว่าอยู่ในระดับมากที่สุด
- ความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียน ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนการทดลองใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
- รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 ได้รับการประเมินจากครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุว่า อยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้านของเกณฑ์มาตรฐาน
เอกสารอ้างอิง
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2568). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage [เข้าถึงเมื่อ 18 เมษายน 2568].
กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2566). คู่มือโรงเรียนผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร: กองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ.
กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2568). สถิติผู้สูงอายุ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage [เข้าถึงเมื่อ 18 เมษายน 2568].
ชัชวาล เหลืองคำ. (2565). การจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 รายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบำรุงรวิวรรณวิทยา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ณัฏฐ์วัฒน์ อนันตะสุข. (2565). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). การเขียนเชิงสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาและอาชีพ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: 21 เซ็นจูรี.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2550). นวัตกรรมการศึกษา ชุดแบบฝึกหัด–แบบฝึกเสริมทักษะ. กรุงเทพมหานคร: ธารอักษร.
ปัญจวัฒน์ จูมลี. (2564). ผลการใช้โปรแกรมศิลปะแบบกลุ่มที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองและภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้สูงอายุ. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2558). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน.
วรัญญา เสนสม. (2563). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สื่อมัลติมีเดียเรื่องประโยคเพื่อการสื่อสาร วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วิภาพรรณ พินลา และ วิภาดา พินลา. (2561). การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิลาสินี โยธิการ. (2563). กิจกรรมเสริมคุณค่าและความสุขให้ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต สาขาการบริหารสวัสดิการสังคม. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม: มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.
สมพิศ คงทรง. (2549). การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทยเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองแก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
สาโรช บัวศรี. (2526). วิธีสอนตามขั้นตอนทั้งสี่ของอริยสัจใน “ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธ”. กรุงเทพมหานคร: สำนักคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.
สุทธิวรรณ อินทะกนก. (2559). การเขียนเชิงสร้างสรรค์. อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
สุวิทย์ มูลคำ. (2554). กลยุทธ์การสอนวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.
อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2543). จิตบำบัดและการให้คำปรึกษาครอบครัว. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ซันต้าการพิมพ์.
Coopersmith, S. (1984). SEI: Self-Esteem Inventories. 2nd ed. California: Consulting Psychologists Press.
Joyce, B., & Weil, M. (2009). Models of teaching. 8th ed. New York: Allyn & Bacon.
Leaston, J. A. (2024). Digital learning dynamics: A quantitative analysis of online education among adult learners in an urban community college environment. Doctoral dissertation. Southeastern Baptist Theological Seminary, Wake Forest, NC.
Rosenberg, M. (1979). Components of Rosenberg’s self-esteem scale. In Conceiving the self. New York: Basic Books.
Wang, et al. (2019). Effectiveness of web-based mechanism for teaching creative writing in the classroom. Innovations in Education and Teaching International, 56(3), 282–294.
