รูปแบบการสร้างสันติประชาธรรมเพื่อลดความขัดแย้งทางสังคม ชนชั้นกลางในเขตจังหวัดเพชรบุรี

Main Article Content

พระใบฎีกาสุชินนะ อณินชิโต (พรหมนิล)
พระครูสุวรรณวัชรกิจ
กิตติพงษ์ โคตรจันทึก
มะลิ ทิพพ์ประจง
มณีวรรณ จันทร์ดี

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมของชนชั้นกลางในจังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนากระบวนการสร้างสันติธรรมเพื่อขจัดความขัดแย้งทางสังคมฯ 3) ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมฯ ตามหลักพุทธวิธีในพระพุทธศาสนา และ 4) นำเสนอรูปแบบการสร้างสันติประชาธรรมเพื่อลดความขัดแย้งทางสังคมของชนชั้นกลางในเขตจังหวัดเพชรบุรี การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed-method design) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ประชาชนชนชั้นกลางใน 5 สาขาอาชีพ และพระสงฆ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชนชั้นกลางในจังหวัดเพชรบุรี ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จำนวน 330 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน


ผลการวิจัยพบว่า



  1. สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคม อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความขัดแย้งของอำนาจ (ระดับมาก) มีการแบ่งขั้วทางการเมืองและการสาดข่าวสารหักล้างฝ่ายตรงข้าม ส่วนด้านเศรษฐกิจเกิดจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ด้านความเชื่อทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้สร้างความขัดแย้งรุนแรง

  2. กระบวนการสร้างสันติธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ หลักไตรสิกขา (เน้นศีลธรรม คำนึงถึงใจเขาใจเรา) หลักกัลยาณมิตร (รับฟังเหตุผล สื่อสารนุ่มนวล) หลักอภัยทาน (เท่าทันอารมณ์ มีสติในการพูด) และหลักสาราณียธรรม (ใช้สติควบคุมการแสดงออก คำนึงถึงความเท่าเทียม) โดยผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีพฤติกรรมการสร้างสันติประชาธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

  3. แนวทางแก้ไขปัญหาตามหลักพุทธวิธี ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมากคือ ด้านความร่วมมือและการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้พูดคุยสื่อสารอย่างจริงใจ ทั้งนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศชายมีระดับการจัดการความขัดแย้งสูงกว่าเพศหญิง และการจัดการความขัดแย้งมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการสร้างสันติประชาธรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการสร้างสันติประชาธรรม ในภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นในระดับมาก ประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ (1) พระสงฆ์ควรเป็นคนกลางเผยแพร่ธรรมะ (2) ผู้นำต้องมีความเป็นธรรม สุจริต โปร่งใส (3) คณะกรรมการหมู่บ้านต้องซื่อสัตย์ ไร้อคติ (4) ส่งเสริมและปรับปรุงกฎข้อบังคับชุมชนตามหลักคุณธรรม และ (5) ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้

Article Details

ประเภทบทความ
บทความ

เอกสารอ้างอิง

บุษบา สุธีธร. (2565). การสื่อสารเพื่อการจัดการความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัย.

พระครูนิรมิตสังฆกิจ และคณะ. (2565). สถานการณ์ความขัดแย้งและการมีส่วนร่วมของชนชั้นกลางในสังคมไทยร่วมสมัย. ใน รายงานวิจัย. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์.

ลิขิต ธีรเวคิน. (2564). วิวัฒนาการเมืองไทยกับการจัดการความขัดแย้ง. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธรรมศาสตร์.

ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์. (ม.ป.ป.). แนวคิดสันติประชาธรรม: สมรรถภาพ เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเมตตากรุณา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย.

ฐณบดินทร์ รัตนวิชัย. (2565). การสร้างชุมชนวิถีพุทธเพื่อความสมานฉันท์ในสังคมไทย. วารสารพุทธศาสน์ศึกษา, 29(2), 45-60.

ณรัฐ สวาสดิ์รัตน์. (2566). หลักกัลยาณมิตรกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในระดับท้องถิ่น. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์, 11(1), 112-128.

Henkin, A. B., & Other. (1999). Conflict management strategies in educational organizations. Journal of Educational Administration, 37(3), 200-215.

Well, S. (2000). Collaborative strategies for conflict resolution in diverse communities. International Journal of Social Research, 14(4), 301-318.