รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านน้ำเลียง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ สภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการ และแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 2) เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง เป็นการวิจัยและพัฒนา เก็บข้อมูลกับคณะครู และนักเรียน ปีการศึกษา 2567 ประกอบด้วย คณะครู จำนวน 16 คน นักเรียนจำนวน 141 คน รวมจำนวน 157 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า
1) ผลการศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ความต้องการและแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิดพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ 3) องค์ประกอบหลัก 4) กระบวนการดำเนินงาน 5) การประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ สภาพและความต้องการ สภาพปัจจุบันการนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย (μ = 2.39, σ = 0.580) ขณะที่สภาพ ที่พึงประสงค์อยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.70, σ = 0.48) โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงถึง 0.97 สะท้อนถึงช่องว่างเชิงคุณภาพที่ต้องเร่งพัฒนา แนวทางการพัฒนา เน้นการสร้างระบบนิเทศแบบ "กัลยาณมิตร" ผ่านกระบวนการ PLC ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และใช้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) ที่เน้นการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมเชิงคุณภาพจากทุกภาคส่วน
2) ผลการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง ลักษณะของรูปแบบพัฒนาขึ้นภายใต้วงจร SBM–SUPERVISION Cycle 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทและวางแผน (2) มีส่วนร่วมและกำหนดบทบาท (3) ดำเนินการนิเทศและพัฒนาการเรียนรู้ (4) ติดตาม ประเมิน และสะท้อนผล และ (5) ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลไกการขับเคลื่อนเชื่อมโยง 3 ระบบหลัก คือ ระบบการนิเทศภายใน การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและคุณภาพผู้เรียนแบบองค์รวม (5 ด้าน) โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนทั้งในระดับผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และการเป็นต้นแบบ (Best Practice) การรับรองรูปแบบผลการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ารูปแบบมีความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.67, σ = .460) โดยเน้นย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นเงื่อนไขสำคัญ สู่ความสำเร็จ
3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง ด้านผลสำเร็จ(Output) ด้านการนิเทศและการบริหาร พบว่า การนิเทศภายในและการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก(μ = 4.70, σ = .458) และ (μ = 4.71, σ = .452) ตามลำดับ ด้านคุณภาพผู้เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกระดับชั้น (ป.1–ม.3) ส่วนใหญ่สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มสาระสุขศึกษาพลศึกษา และศิลปะ ขณะที่ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ และทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน นักเรียนมีผลการประเมินในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ในทุกด้าน (อยู่ในช่วงร้อยละ 80.00–97.47) นอกจากนี้ นักเรียนร้อยละ 94.11 มีพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ และสุขภาวะในระดับดีขึ้นไปผลลัพธ์ (Outcome) พบว่า ความสำเร็จของบุคคลและองค์กร นักเรียนได้รับรางวัลจากการแข่งขันในระดับเขตพื้นที่การศึกษาร้อยละ 86.04 คณะครูร้อยละ 86.25 มีทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับสูง และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติร้อยละ 91.48 ขณะที่สถานศึกษามีความโดดเด่นในการได้รับรางวัลระดับชาติครบถ้วนตามที่เสนอผลงาน (ร้อยละ 100) การเป็นต้นแบบ โรงเรียนประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนเป็นต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) โดยมีหน่วยงานและสถานศึกษาเข้ามาศึกษาดูงานด้านการนิเทศภายในและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) รวมทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน
4) ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ผลการประเมินตามความคิดเห็นของคณะครู พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.71, σ = .442) โดยรูปแบบมีความโดดเด่นอย่างยิ่งในด้านกระบวนการดำเนินงาน (SBM–SUPERVISION Cycle) โดยเฉพาะขั้นตอนการติดตาม ประเมิน และสะท้อนผลที่ชัดเจนช่วยให้ระบบการนิเทศภายในมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ตลอดจนช่วยให้ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ ผลการประเมินความพึงพอใจของคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน พบว่าในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = .430) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านพัฒนาการของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน และการดำเนินงานของโรงเรียนที่มีความเป็นระบบและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รูปแบบยังส่งเสริมบรรยากาศการทำงานแบบกัลยาณมิตร สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียนและชุมชน ส่งผลให้เกิด ความไว้วางใจและเชื่อมั่นว่าสถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ อุทยานิน. (2566). แนวทางการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
กิตติพงษ์ ลาญาติ. (2565). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ทิพวรรณ ถาวรโชติ. (2564). รูปแบบการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ทิศนา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธีระ รุญเจริญ. (2551). การบริหารโรงเรียนยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส.
______. (2556). ความเป็นมืออาชีพในการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง.
นิพันธ์ ยอดดี. (2564). การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 74 ก หน้า 1-23. (19 สิงหาคม 2542).
พริษา ไกยสวน. (2564). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชนครราชสีมา.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2556). การพัฒนารูปแบบการศึกษา: แนวคิดและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รุ่งทิวา ยวงลำไย. (2565). การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 1-90. (6 เมษายน 2560)
โรงเรียนบ้านน้ำเลียง. (2566). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ปีการศึกษา 2566. น่าน: เอกสารอัดสำเนา โรงเรียนบ้านน้ำเลียง.
วรุณย์ เปียมเต็ม.(2566).การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยบูรพา.
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2555). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: ทิพยวิสุทธิ์.
______. (2556). กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา: กรณีทัศนะต่อการศึกษาศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: ทิพยวิสุทธิ์.
ศิรดา พิริยะชัยวรกุล. (2561). รูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ใน
รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สมณก เที่ยงแท้ศักดิ์. (2562). รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.
Alkaabi, A. M., & Almaamari, S. A. (2020). Supervisory feedback in the principal evaluation process. International Journal of Evaluation and Research in Education, 9(3), 503–509.
Ayeni, A. J. (2022). Improving school effectiveness through instructional supervision in Nigerian secondary schools. International Journal of Educational Management, 36(4), 567–582.
Bandur, A. (2012). School-based management developments and partnership: Evidence from Indonesia. International Journal of Educational Development, 32(2), 316–328.
Cheng, Y. C. (2022). School effectiveness and school-based management. (2nd ed.). London: Routledge.
Fullan, M., Quinn, J., & McEachen, J. (2018). Deep learning: Engage the world, change the world. Thousand Oaks, CA: Corwin.
Gertler, P. J. et al. (2019). Impact evaluation in practice. (2nd ed.). Washington, DC: World Bank.
Glickman, C. D., Gordon, S. P., & Ross-Gordon, J. M. (2010). Supervision and instructional leadership: A developmental approach. (8th ed.). Boston, MA: Allyn & Bacon.
Maca, M. (2019). School-based management in the Philippines: Fostering innovations in the public education system. Asia Pacific Education Review, 20(2), 259–268.
U-Sayee, C. R. (2021). Supervisory practices and challenges faced by senior high school principals in Greater Monrovia, Liberia. Heliyon, 7(8), e07795.
van den Akker, J. (2013). Educational design research. Enschede, Netherlands: Netherlands Institute for Curriculum Development (SLO).