การขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อร่างรูปแบบของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) เพื่อประเมินรูปแบบของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยรูปแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 36 โรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายงาน ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากโรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 780 คน เครื่องมือที่ให้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .990 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 3) แบบประเมินและรับรองรูปแบบ สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ใช้การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Content Analysis)
ผลการวิจัยพบว่า
1) องค์ประกอบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก และ 15องค์ประกอบย่อย
2) รูปแบบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ School Administrators’ Strategies for International Standard School เรียกชื่อใหม่ว่า “SASISS Model” ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ (1) การมีวิสัยทัศน์ (2) การวางแผนกลยุทธ์ (3) การทำงานเป็นทีม (4) การควบคุมและประเมินกลยุทธ์
3) ผลการประเมินรูปแบบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช ในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า ค่าเฉลี่ยทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ฉัตรกมล สมแตง. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2. Journal of Roi Kaensarn Academi, 6(10), 172–188.
นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2555). สถิติชวนใช้. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ไอคอนพริ้นติ้ง.
บุญมา แพ่งศรีสาร. (2561). ภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ปาณิสรา สืบไชยวัง, ระพีพรรณ พิริยะกุล และนภาพร ขันธนภา. (2565). ความสำเร็จของบุคคลจากการบริหารวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่สำคัญ (OKRs) ในมิติของการจัดการเป้าหมายและการสื่อสาร: หลักฐานเชิงประจักษ์บริษัท THAI ALPHA วิศวกรรมจำกัด. วารสารการจัดการสมัยใหม่, 20(1), 46–61.
ปาริชาติ คำป้อม. (2566). การวางแผนเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของสถานศึกษา. วารสารบริหารการศึกษาและนวัตกรรม, 3(1), 58-72.
พงศธร ลิมปาวิภากร. (2560). คุณลักษณะภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงและที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โรงเรียนตามโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ. (2564). ผู้บริหารกับการทำงานเป็นทีม. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 4(1), 1–15.
ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร. (2566). ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่. วารสารการบริหารและการจัดการการศึกษา, 9(36), 96–105
แววนภา กลีบจำปี (2563). การกำหนดกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วารสารวิชาชีพและการวิจัย, 10(1), 45–54
สมยศ นาวีการ. (2564). การบริหารจัดการศึกษาแนวใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา.
สมศักดิ์ ยางเบือก. (2566). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครพนม เขต 2. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 30-32
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
สุจินดา เอี่ยมศิริ.(2564).รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารชุมชนวิจัย, 15(4), 210-221.