รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรม ทางกายและการออกกำลังกาย: กรณีศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพทั่วไปและปัญหาการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย (2) วิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ และ (3) เสนอรูปแบบและแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้แทนชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยว จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสมุนไพร กลุ่มที่พักโฮมสเตย์ คณะกรรมการวัดพื้นที่เชิงวัฒนธรรมภูทอก และนักท่องเที่ยว และ (2) กลุ่มผู้บริหารและผู้นำชุมชน จำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน ประธานกลุ่มโฮมสเตย์ และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
(1) แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาภูทอกมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศาสนา และภูมิปัญญาสมุนไพร อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการยังขาดรูปแบบที่ชัดเจน กิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวยังมีจำกัด และการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง
(2) พื้นที่และชุมชนมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของพื้นที่ เช่น การเดินขึ้นภูเขา การเดินชมธรรมชาติ รวมทั้งมีทุนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ด้านสมุนไพร กลุ่มโฮมสเตย์ และเครือข่ายชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ และ
(3) รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เหมาะสมควรยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกาย
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ชาย โพธิสิตา. (2554). ศาสตร์และศิลป์ของการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด
สุภางค์ จันทวานิช. (2552). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 17). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2561). แผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2573. กรุงเทพฯ: บริษัท เอ็นซี คอนเซ็ปต จํากัด.
Hall, C. M. (2011). Health and medical tourism: A kill or cure for global public health? Tourism Review, 66(1/2), 4–15. https://doi.org/10.1108/1660537 1111127198
Higham, J., & Hinch, T. (2018). Sport tourism development. (3rd ed.). Channel View Publications.
Mueller, H., & Kaufmann, E. L. (2001). Wellness tourism: Market analysis of a special health tourism segment and implications for the
hotel industry. Journal of Vacation Marketing, 7(1), 5–17. http://dx.doi.org/10.1177/135 676670100700101
Okazaki, E. (2008). A community-based tourism model: Its conception and use. Journal of. Sustainable Tourism, 16, (5), 511-529. https://doi.org/10.1080/09669580802159594
Smith, M., & Puczkó, L. (2014). Health, tourism and hospitality: Spas, wellness and medical travel. (2nd ed.). Routledge. https://doi.org/10.4324/9780203798500
United Nations World Tourism Organization. (2018). Tourism and culture synergies. UNWTO. https://doi.org/10.18111/9789284418978
Weed, M., & Bull, C. (2012). Sports tourism: Participants, policy and providers. (2nd ed.). Routledge.
World Health Organization. (2020). WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. World Health Organization.
Global Wellness Institute. (2023). Wellness policy toolkit: Wellness in tourism. Global Wellness Institute.