รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะผู้นำทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการ 3) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการสนับสนุนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยสูงที่สุดในด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2) โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดี (CFI = 0.990, TLI = 0.976, x²/df = 1.849, SRMR = 0.025) และภาวะผู้นำทางดิจิทัลสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3) รูปแบบการพัฒนาที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) กระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ความจำเป็น การออกแบบและวางแผน การประเมินก่อนดำเนินการ การดำเนินการพัฒนา และการติดตามประเมินผล (4) ผลการดำเนินงาน และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กัลยา วานิชย์บัญชา. (2557). การวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
กรมวิชาการ. (2542/2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562). กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. (2561). วิธีการตรวจสอบ IOC และการสร้างแบบสอบถาม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
ประเวศ วะสี. (2554). การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562). (2562). กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
สุกัญญา แช่มช้อย. (2558). ภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21. วารสารการบริหารการศึกษา, 11(1), 210–225.
สุกัญญา แช่มช้อย. (2560). บทบาทผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา. วารสารวิชาการศึกษา, 5(1), 120–135.
สุชญา โกมลวานิช และ คณะ. (2563). การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการเรียนรู้. วารสารบริหารการศึกษา, 27(3), 25–40.
ธานินทร์ อินทรวิเศษ และ คณะ. (2564). การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลและผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทย. วารสารวิจัยการบริหารการศึกษา, 14(2), 330–345.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Likert, R. (1976). Behavior research methods in social sciences. New York: Holt, Rinehart and Winston.