การสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีอิทธิพล ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อศึกษาระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 3) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 5) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสำนึกทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 6) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 7) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน มีค่าความเชื่อมั่น 0.917 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ จากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แบบอุปนัย
ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยการสื่อสารทางการเมือง พบว่า ปัจจัยการสื่อสารทางการเมือง ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมือง พบว่า ปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมือง ทั้ง 4 ด้าน 3) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ 5) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสำนึกทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ 6) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง 7) สรุปผลการวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ มาจากด้านความสนใจและการติดตามประเด็นทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ รองลงมาคือ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ ลำดับถัดมาคือ ด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสื่อสารเชิงโต้ตอบทางการเมือง และลำดับสุดท้ายคือ ด้านความเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของตนสามารถส่งผลต่อการกำหนดนโยบายได้ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งร่วมกันอธิบายการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร้อยละ 31.30 (Adjusted R^2 = 0.313)
ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า 1) ปัจจัยด้านการสื่อสารการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาจากเน้นนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ความน่าเชื่อถือคือหัวใจทางการเมืองและนโยบาย การเผยแพร่สื่อมีลักษณะที่แตกต่างตามช่วงวัย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นพลังของการโต้ตอบการเมืองและนโยบาย 2) ปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาจากการที่มองว่าความรู้คืออำนาจต่อรอง มีการตระหนักในสิทธิและหน้าที่ มีการเฝ้าระวังผ่านโซเชียล และมีความเชื่อมั่นในพลังของตนเอง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
จิณณาวัฒน์ มูลนาม และดารัณ พราหมณ์แก้ว. (2567). ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดเพชรบุรี. วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ (มสป.), 26(2), 35-49.
ถวิลวดี บุรีกุล. (2552ก). การมีส่วนร่วมของประชาชนกับการพัฒนาประชาธิปไตยกรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
_______. (2552ข). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในสังคมไทย.กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
_______. (2552ค). ประชาธิปไตยกับการมีส่วนร่วมของประชาชน. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
_______. (2552ง). การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
________. (2552จ). ประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม และการเมืองภาคพลเมือง. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
นฤมล แสงสุวรรณ. (2565). ปัจจัยด้านการสื่อสารทางการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาล. วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 13(2), 45–67.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และถวิลวดี บุรีกุล. (2549). การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
ปิยาภรณ์ วัฒนกิจ. (2564). บทบาทของการสื่อสารทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับท้องถิ่น. วารสารนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมสื่อ, 9(1), 89–110.
พรรณาภา ดอกชบา และบุญอยู่ ขอพรประเสริฐ. (2562). การแสวงหาข่าวสารทางการเมืองผ่านสื่อใหม่ ความสำนึกทางการเมือง ความไว้วางใจทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาระดับ
อุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครศรีธรรมราช, 11(3), 78-86.
พระนพภัณฑ์ พลอยแสนรัก, ธนกฤต โพธิ์เงิน และวิทยา สุจริตธนารักษ์ (2568). การสื่อสาร.การเมืองและความสำนึกทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชนในจังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 19(3), 146-160.
พระสร้อยทอง ปญฺญาวุโธ. (2562). การพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 1(3), 9-22.
ระวีวรรณ ประกอบผล. (2530). การสื่อสารทางการเมือง. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.
สรพงษ์ เกิดแก้ว. (2565). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารวิชาการไทยวิจัยและการจัดการ, 3(1), 55-65.
สำนักงานสถิติจังหวัดนครสวรรค์. (2568). สถิติประชากรจังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ.2568. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
สุรชัย สุขสวัสดิ์. (2563). การสื่อสารทางการเมืองกับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดภาคกลาง. วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์, 10(2), 77–98.
อรทัย ก๊กผล. (2552ก). วัฒนธรรมทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมของประชาชน. สถาบันพระปกเกล้า.
อรทัย ก๊กผล. (2552ข). การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นกับการมีส่วนร่วมของประชาชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Almond, G. A., & Verba, S. (1963). The civic culture: Political attitudes and democracy in five nations. Princeton University Press.
Best, J. W., & Kahn, J. V. (2006). Research in education. (10th ed.). Boston, MA: Pearson.
Dahl, R. A. (1989). Democracy and its critics. New Haven, CT: Yale University Press.
Dalton, R. J. (2008). Citizen politics: Public opinion and political parties in advanced industrial democracies (5th ed.). Washington, DC: CQ Press.
Howlett, M., Ramesh, M., & Perl, A. (2020). Studying public policy: Policy cycles and policy subsystems. (4th ed.). Oxford University Press.
Hinkle, D. E., William, W. & Stephen, G. J. (1998). Applied statistics for the behavioral sciences. (4th ed.). Boston, USA: Houghton Mifflin.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 140, 1–55.
McNair, B. (2018). An introduction to political communication. (6th ed.). London: Routledge.
Verba, S., Schlozman, K. L., & Brady, H. E. (1995). Voice and equality: Civic voluntarism in American politics. Harvard University Press.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. (3rd ed.). Tokyo: Harper International Edition.