วารสารปราชญ์ประชาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc <p><strong>ปัจจุบัน วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ปี 5 ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์<span class="S1PPyQ"> </span><span class="S1PPyQ"> </span>2570</strong></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">วารสารปราชญ์ประชาคม</span> <span class="S1PPyQ">เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัย บทความวิชาการและบทความปริทัศน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span><span class="S1PPyQ">กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ๆ ละ 10-20 บทความ</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 1</span> <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 2</span> <span class="S1PPyQ">มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 3</span> <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 4</span> <span class="S1PPyQ">กรกฎาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 5</span> <span class="S1PPyQ">กันยายน - ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 6</span> <span class="S1PPyQ">พฤศจิกายน - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</span></p> <p><strong>หมายเหตุ </strong>สำหรับบทความที่ลงตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นต้นไป หรือ Submission ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะต้องชำระค่าลงทะเบียน บทความละ 2,800 บาท(สองพันแปดร้อยบาทถ้วน) และภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p> th-TH j.scholarcom@gmail.com (รศ.ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ) j.scholarcom@gmail.com (ภาวพรรณ กิจประเสริฐ) Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียนกับพฤติกรรม การสูบบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนบ้านแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2443 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียนกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนบ้านแก้ว กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวก จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ เพศ ระดับชั้น เกรดเฉลี่ย ที่อยู่อาศัย และคนใกล้ชิดที่สูบบุหรี่ โดยเพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติต่อผู้สูบ และเชิงลบกับความถี่ในการสูบ ระดับชั้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความถี่ในการสูบและการเริ่มสูบครั้งแรก ส่วนเกรดเฉลี่ยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติที่ยอมรับ และเชิงลบกับความถี่ในการสูบ ที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ข้อมูลโทษบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่การมีคนใกล้ชิดที่สูบสัมพันธ์กับการเริ่มสูบครั้งแรกและความถี่ในการสูบ สรุป ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสังคมใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมากกว่าปัจจัยด้านครอบครัวหรือเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะ โรงเรียนควรจัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรม เผยแพร่ข้อมูลโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างทั่วถึง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน เพื่อป้องกันการเริ่มต้นและการสูบต่อเนื่องในกลุ่มนักเรียน</p> คมกริช อันทรง, ฬิฏา สมบูรณ์ , เริงวิชญ์ นิลโคตร , วัยวุฒิ บุญลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2443 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถทางการเขียนภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชัน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3970 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับ เกมมิฟิเคชัน 2) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบความสามารถทางการเขียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชันการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนแผนการเรียนภาษาฝรั่งเศสระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนภาษาฝรั่งเศส โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนจากกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสเพื่อวัดความสามารถทางการเขียน มีค่าความยาก เท่ากับ 0.785 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.947 3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ มี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1.1 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ 1.2 นำเข้าสู่บทเรียนด้วยเกมและกิจกรรม 1.3 จัดทีม 1.4 ดำเนินกิจกรรมเกมและฝึกทักษะการเขียน 1.5 แข่งขัน และ 1.6 สรุปบทเรียน 2) ความสามารถทางการเขียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 6.33 เป็น 12.30 หลังเรียน 3) นักเรียนทั้ง 20 คน (ร้อยละ 100) มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 82 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนนี้ในระดับมากที่สุด</p> ชฎาภรณ์ บัวชุม, วราภรณ์ ไทยมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3970 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิของการตลาดดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์โอทอปของจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5149 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์โอทอปของจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุมตัวอย่างคือผู้บริโภคในประเทศไทย เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดโควตาตามภูมิภาค ร่วมกับการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้เกณฑ์ 1) เคยซื้อสินค้าออนไลน์อย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 6 เดือน และ 2) สนใจหรือเคยซื้อผลิตภัณฑ์โอทอปจังหวัดแพร่ น่าน หรืออุตรดิตถ์ หลังการตรวจสอบแบบสอบถามได้ข้อมูลที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับวิเคราะห์จำนวน 430 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อค้นพบสำคัญคือ 1) ปัจจัยด้านการตลาดดิจิทัลไม่มีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์โอทอป 2) ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของลูกค้ามีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจในการซื้อ และ 3) ปัจจัยด้านการตลาดดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของลูกค้า และส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์โอทอป ผ่านการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของลูกค้ามีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลแบบสมบูรณ์ ในความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดดิจิทัลและความตั้งใจซื้อสินค้าโอทอป บนแพลตฟอร์มออนไลน์</p> ณัฐชลิต ทองอำไพ, ศรีไพร สกุลพันธ์, พิชญาพร พีรพันธุ์ , วรรณณี ตรองพาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5149 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถการสนทนาภาษาอังกฤษตามสถานการณ์โดยใช้รูปแบบการสนทนาพื้นฐานของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6173 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการสนทนาพื้นฐานที่ส่งเสริมความสามารถด้านการสนทนาภาษาอังกฤษตามสถานการณ์ (2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการสนทนาภาษาอังกฤษก่อนและหลังการเรียนโดยใช้รูปแบบการสนทนาพื้นฐาน และ (3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 75 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาทั้งหมดที่ลงทะเบียนในรายวิชา 1500201 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) รูปแบบการสนทนาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 8 สถานการณ์ (2) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนที่ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และ (3) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ซึ่งมีค่า CVI ที่ผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มีค่า เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับผู้เรียน (2) ความสามารถด้านการสนทนาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (3) นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการเรียนอยู่ในระดับดีมาก</p> อุบลรัตน์ ตรีพงษ์พันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6173 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6533 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 2) ระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และ 4) การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิจำแนกตามขนาดของประชากรในแต่ละโรงเรียนทั้ง 16 แห่ง ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกับผลสัมฤทธิ์ของมีความสัมพันธ์กันทางบวก ในระดับสูง (rxy = .837) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (X3) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ (X4) และด้านการแนะแนวการศึกษา (X6) โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 72.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปแบบมาตรฐานคือ Z′y= 0.294X3 + 0.364X4 + 0.251X6</p> ปวีณา สีแดง, นิวัตต์ น้อยมณี , อัศวิน เสนีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6533 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการเขียนภาพทัศนียภาพเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6476 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนภาพทัศนียภาพเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพทัศนียภาพเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เรียน วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย แผนกวิชาสถาปัตยกรรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 20 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง รูปแบบ One-Shot Case Study Design โดยใช้ ผู้ประเมิน 2 คน (ครูผู้สอนและครูประจำชั้น) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ CBL จำนวน 4 แผน รวม 20 ชั่วโมง และแบบประเมินทักษะการเขียนภาพทัศนียภาพแบบ 1 จุด ภายในห้องนอน แบบรูบริกส์ 4 ระดับ 5 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) วิเคราะห์ความสอดคล้องของคะแนนระหว่างผู้ประเมินทั้งสอง โดยใช้ค่า Intraclass Correlation Coefficient: IC ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) คะแนนทักษะหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 89.20 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 และมีค่าประสิทธิผล (E.I.) มากกว่า 0.80 สะท้อนว่า CBL มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการเขียนภาพทัศนียภาพเชิงสร้างสรรค์ในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา</p> สุรเชษฐ์ อรชุน, วสันต์ สรรพสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6476 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4844 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แนวคิด<br />คอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน 33 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ ซึ่งมาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม จากนักเรียนทั้งหมด 8 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ จำนวน 12 แผน รวม 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงอนุมาน การหาประสิทธิภาพ "E" _"1" "/" "E" _"2" และการทดสอบ Dependent Samples t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหา DAPIC มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.47/83.48 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด </p> วิลาสินี ส่งแสง, นพพร แหยมแสง, จิตราภรณ์ บุญถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4844 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5744 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการ และ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 108 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในแต่ละข้อคำถามมีค่ามากกว่า .50 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 วิเคราะห์ผลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตามลำดับ หลังจากนั้นจะทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่เป็นอิสระต่อกัน และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการ กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยรวม อยู่ในระดับมาก และ 2) ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของครู ต่อการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ทำงานโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พัชพร สุกรีฑา, นิวัตต์ น้อยมณี , จินตนา ถาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5744 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4260 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 2) เปรียบเทียบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และ 3) เสนอแนะแนวทางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยแบบใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการปฏิบัติงานตามหน้าที่ประจำที่ได้รับมอบหมาย และด้านการวาง แผนงาน นโยบายขององค์กร อยู่ในระดับมาก ด้านการสนองงานคณะสงฆ์ และด้านวัฒนธรรมองค์กร อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่มีอาชีพและรายได้ต่างกัน พบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนที่มีเพศ อายุ และการศึกษาต่างกัน พบว่า มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และ 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มุ่งเน้นปรับแผนงานและนโยบายให้สอดคล้องกับภาครัฐ ส่งเสริมงานด้านการสนองงานคณะสงฆ์ให้ดียิ่งขึ้น เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และแผนงาน เพื่อรองรับข้อสั่งการของรัฐบาล รวมทั้งภารกิจเร่งด่วนต่าง ๆ และสร้างอัตลักษณ์ขององค์กรที่เป็นแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน</p> ณิษฐนิดา หันสัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4260 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมของผู้บริโภค https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4929 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอิทธิพลของการแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าที่ส่งผลต่อทัศนคติของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อิทธิพลของการแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าและอิทธิพลของทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมของผู้บริโภค เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายจากผู้ประกอบการเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติอนุมานเพื่อวิเคราะห์สมการโครงสร้าง อธิบายในลักษณะของการวิเคราะห์สมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ด้วยโปรแกรม SMART PLS ผลการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลในตัวแบบสมการโครงสร้าง พบว่า 1) กลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อทัศนคติของผู้บริโภค 2) การแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อทัศนคติของผู้บริโภค 3) กลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 4) การแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และ 5) ทัศนคติมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค</p> ปุณฑริกา สุคนธสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4929 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษาสหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6178 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยา<br />เขตนวสิรินครินทร์ 2) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษาสหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษาสหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ประชากร คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษาสหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ จำนวน 970 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 282 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ของครอนบัค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. วัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา สหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กร โดยตัวแปรที่เข้าสมการ ได้แก่ความฉลาดทางปฏิบัติ (X3) และความกล้าและความเสี่ยง (X2) ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษาโดยรวมได้ร้อยละ 80.</p> ศิวกร แหยมเฟื่อง, ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6178 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6313 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น จำแนกตามวุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น จำนวน 338 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องทั้งฉบับเท่ากับ 0.96และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน และ 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้บริหารที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีภาวะผู้นำทางวิชาการโดยรวมไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ พบว่าผู้บริหารที่มีประสบการณ์น้อยกว่ามีระดับการปฏิบัติที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</p> สุภาวรรณ แซ่ลี้, วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6313 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษกาญจนบุรี เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4063 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 282 คน ซึ่งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกนค่าระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรงเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน <br />ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจในการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อื่น ด้านการกล้าท้าทายต่อกระบวนการทำงาน ด้านการเป็นต้นแบบนำทาง และด้านการเสริมสร้างกำลังใจ 2) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล รองลงมาคือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งต่อ และด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมพบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วราพร ศรีบุญเพ็ง, มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4063 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบผ่านจักรวาลนฤมิตร เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4076 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ คิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผ่านจักรวาลนฤมิตร 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผ่านจักรวาลนฤมิตร 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผ่านจักรวาลนฤมิตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้วิธีการ เลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลจุ่งฮั่ว เทศบาลเมืองพัทลุง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t – ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) ผลการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1. การรวบรวมข้อมูล 2. การคิดวิเคราะห์ 3. ปฏิบัติและสรุปความรู้ 4. การนำเสนอ 5. การประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการแก่สังคม มีสื่อการสอนจักรวาลนฤมิตร การจำลองห้องเรียนใน Metaverse แบบจำลอง 3 มิติของอวัยวะในร่างกาย แสดงโครงสร้าง/หน้าที่ของระบบรักษาดุลยภาพ 2) ผลการจัดการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผ่านจักรวาลนฤมิตร อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 3) ผลการประเมินความพึงพอใจ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผ่านจักรวาลนฤมิตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ฺบุญเรือน ปิยะพงศ์, วราภรณ์ ไทยมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4076 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการชั้นผู้น้อยในกองบัญชาการกองทัพอากาศ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4021 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของข้าราชการชั้นผู้น้อย ในกองบัญชาการกองทัพอากาศ และ 2) ศึกษาปัจจัยการกำหนดนโยบายและการสร้างขวัญกำลังใจของกองทัพอากาศ ที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการชั้นผู้น้อยในกองบัญชาการกองทัพอากาศ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยประชากรคือข้าราชการกองบัญชาการกองทัพอากาศ กำหนดกลุ่มตัวอย่าง 318 คน คำนวณตามสูตรของยามาเน่ และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุเชิงลำดับขั้น (Hierarchical Multiple Regression Analysis) <br />ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการชั้นผู้น้อยมีความคิดเห็นต่อนโยบายอยู่ในระดับมาก โดยด้านการควบคุมกำกับและการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้รับคะแนนสูงสุด ขณะที่การสนับสนุนงบประมาณอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนว่านโยบายที่ชัดเจนและระบบควบคุมที่เข้มแข็งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน ด้านขวัญกำลังใจอยู่ในระดับมาก โดยความก้าวหน้าในสายงานได้รับคะแนนสูงสุด รองลงมาคือสวัสดิการ ส่วนผลตอบแทนอยู่ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชามีผลต่อขวัญกำลังใจมากกว่าค่าตอบแทน สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พบว่าอยู่ในระดับมาก โดยเน้นความตรงต่อเวลา ความถูกต้อง การรักษาความลับ และความคุ้มค่า สะท้อนถึงวินัยและความรับผิดชอบของบุคลากร ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ว่า นโยบายและขวัญกำลังใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถทำนายประสิทธิภาพได้ตามโมเดลถดถอยพหุเชิงชั้น โดยสมมติฐานทั้งสองข้อได้รับการยืนยัน</p> ดนัย คำยอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4021 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4160 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู จำแนกตามประสบการณ์ทำงานของครู และพื้นที่จัดการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 292 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเซฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการเข้าใจดิจิทัล สำหรับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย 3 ลำดับ คือ ด้านการใช้ดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล และด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน และ 3) การเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน</p> ภาวินีย์ ธรรมะ, ปรเมศร์ กลิ่นหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4160 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ของโรงเรียนดาราสมุทร อรัญประเทศ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5964 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ของโรงเรียนดาราสมุทร อรัญประเทศ (2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ของโรงเรียนดาราสมุทร อรัญประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร โรงเรียนดาราสมุทร อรัญประเทศ จำนวน 120 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบบลิเคิร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.80 ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาวิจัย พบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ของโรงเรียนมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทั้ง 7 ด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านความรัก ความเมตตา ความพอเพียง และการรักษ์โลก อยู่ในระดับมากที่สุด สภาพปัญหาของการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก พบว่า ด้านควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม คือ ด้านการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความซื่อสัตย์สุจริต และด้านการรับใช้ อยู่ในระดับน้อย (2) แนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดการศึกษาตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ได้แก่ การสร้างระบบบริหารที่มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการบริหาร และการเรียนรู้การกำหนดเกณฑ์การประเมินอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และการนำผลประเมินไปใช้ในการวางแผนพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง</p> สุพรรณิการ์ คำป้อง, ผุสดี กลิ่นเกษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5964 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์ทั่วไป: กรณีศึกษาผู้อบรมรุ่นที่ 3 ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/267-287 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจและระบุประเภทของแรงจูงใจในการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์ทั่วไป โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เก็บข้อมูลกับผู้อบรมมัคคุเทศก์ทั่วไป (รุ่นที่ 3) ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 29 คน ผลการวิจัย พบว่า แรงจูงใจในการอบรมวิชามัคคุเทศก์ทั่วไปตามมาตรฐานของกรมการท่องเที่ยวของผู้ให้ข้อมูลหลัก มีจำนวน 104 แรงจูงใจ ส่วนใหญ่ต้องการความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือธุรกิจท่องเที่ยว รองลงไปอีก 5 ลำดับ คือ การไม่ต้องการเป็นมัคคุเทศก์ผิดกฎหมาย ความต้องการมีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับบุคคลในวงการท่องเที่ยว การหารายได้เสริม ชอบการท่องเที่ยว/ประสบการณ์แปลกใหม่/อยากเดินทางท่องเที่ยว และต้องการให้มีคุณสมบัติครบในการขอบัตรมัคคุเทศก์ เมื่อจำแนกแรงจูงใจของผู้ให้ข้อมูลหลักตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของอับราฮัม มาสโลว์แล้ว พบว่า แรงจูงใจในการอบรมวิชามัคคุเทศก์ของผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่เป็นแรงจูงใจในระดับ 5 คือ ความต้องการบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนเอง ในขณะที่หากพิจารณาตามทฤษฎีการกำหนดตนเองของเอ็ดวาร์ด ดีซิ และริชาร์ด ไรอันแล้ว พบว่า แรงจูงใจในการอบรมวิชามัคคุเทศก์ของผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่เป็นแรงจูงใจภายใน</p> ณัฏฐกฤษฏิ์ เอกวรรณัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/267-287 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 สภาพและปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5385 <p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จำนวน 274 คน ซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดี ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย และ 2) การเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีสภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาและครู ที่มีตำแหน่ง และสังกัดในขนาดของสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้บริหารสถานศึกษาและครู ที่มีตำแหน่งและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สิรวิชญ์ พิมพาภรณ์, ปนิดา เนื่องพะนอม , ธันยนันท์ ทองบุญตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5385 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5266 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือครู จำนวน 294 คน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ นัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู ในภาพรวมและด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ด้านภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และด้านภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและทางจิต 2) ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกันมีการรับรู้ต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและทางจิต มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> กาญจนาพร หอมชื่น, ปรเมศร์ กลิ่นหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5266 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับความปลอดภัยของสถานศึกษาในบริบทเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4135 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การปฏิบัติมาตรการด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการรับรู้ของบุคลากรในด้านมาตรการการบริหารจัดการความปลอดภัย และ 3) นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 351 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การศึกษาเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก 12 คน และการสนทนากลุ่ม 5 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้ของบุคลากรเกี่ยวกับแนวทางการบริหารสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบระดับการรับรู้พบว่า เมื่อจำแนกตามเพศ ทั้งภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในบริบทเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย (1) การสร้างกรอบการจัดการความปลอดภัยและนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ (2) การจัดการสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม (3) การจัดการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงรุก (4) การเตรียมความพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ (5) การพัฒนาภาวะผู้นำและสร้างขีดความสามารถของบุคลากร และ (6) การติดตามประเมินผลและปรับปรุงโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน</p> สุรัสวดี สุขยิ่ง, ฬิฏา สมบูรณ์, เริงวิชญ์ นิลโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4135 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนที่มีต่อทักษะกีฬาตะกร้อของนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4787 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนที่มีต่อทักษะกีฬาตะกร้อของนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนและแบบปกติที่มีต่อทักษะกีฬาตะกร้อ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนและแบบทดสอบทักษะกีฬาตะกร้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ สถิติทดสอบที<br />ผลการศึกษาพบว่า ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนหลังการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ มีทักษะกีฬาตะกร้อดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะกีฬาตะกร้อหลังการทดลอง ดีกว่าก่อนการทดลอง 2) หลังการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีทักษะกีฬาตะกร้อสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะกีฬาตะกร้อหลังการทดลองของกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ </p> สลักจิตร คณะฤทธิ์, พงษ์วรินทร์ เต็งยี่, สรวิศ ชะดา, ปิยวัฒน์ สุขอนันต์, จาตุรงค์ ตุลสุข, บุญญาวีย์ เข็มงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4787 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความคิดเห็นนักท่องเที่ยวและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิง สุขภาพของจังหวัดเชียงใหม่: แนวทางสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5021 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเชียงใหม่ 2.ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา 3.สังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อประมวลเป็นแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเชียงใหม่การวิจัยเอกสารใช้วิธีการรวบรวมโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากเว็บไซต์ TripAdvisorโดยจำแนกความคิดเห็นออกเป็นความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย บทความทางวิชาการ รายงานการศึกษา และนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ ปี 2558-2568 โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น การบริการด้านสปา สมุนไพร และการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนา ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาในด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางไม่เพียงพอ และการขาดแผนการพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจน ข้อเสนอแนะ คือ ควรพัฒนาแผนกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบริการด้านสุขภาพให้ได้ตามเกณฑ์สากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในมิติของสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค</p> พรทิพย์ บุญเที่ยงธรรม, มนต์ศิระ จรูญสิทธิ์, อัศวิน แสงพิกุล, ยุวรี โชคสวนทรัพย์, ศิริพร อำไพลาภสุข, ภควดี วรรณพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5021 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความไวของลูกน้ำยุงลายบ้านต่อสารทีมีฟอสในพื้นที่ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4949 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพระดับความไวของทรายเคลือบสารทีมีฟอส (Temephos) ระดับความเข้มข้น 0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร ต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน (<em>Aedes aegypti</em>) อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ดำเนินการช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2567 จากพื้นที่ศึกษาโดยทำการเก็บตัวอย่างลูกน้ำยุงจาก 7 ชุมชนในพื้นที่ศึกษา นำมาจำแนกชนิดของลูกน้ำยุงลายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นนำมาทดสอบกับสารทีมีฟอส ระดับความเข้มข้น 0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร ประเมินอัตราการตายของลูกน้ำยุงลาย ที่เวลา 60 นาที และ 24 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบลูกน้ำยุงลายจากทุกชุมชนที่ศึกษามีอัตราการตายร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่าสารทีมีฟอส มีความไวต่อลูกน้ำยุงลายบ้านในระดับสูง ดังนั้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสารทีมีฟอสจึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลายบ้านในพื้นที่ศึกษา</p> <p>&nbsp;</p> สุนทร พิมพ์นนท์, รุ่งอรุณ กุลบุตร, วรรณีย์ จิรอังกูรสกุล, พักตร์พิมล มหรรณพ, เจนฤทัย เจริญศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4949 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A Development Model for Improving Teacher Professional under the Background of Digital Transformation at Guizhou Qiannan Economic College https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5713 <p>The objectives of this research were to: 1) examine the current status of teacher professional development quality at Guizhou Qiannan Economic College; 2) develop a model for enhancing teacher professionalism amidst digital transformation; and 3) evaluate the suitability and feasibility of the developed model. A mixed-methods research design was employed, involving a sample of 258 teachers selected through simple random sampling and 12 key informants for semi-structured interviews. Research instruments included a 5-point Likert scale questionnaire (Reliability = 0.94) and an interview guide. Data were analyzed using Mean, Standard Deviation, and content analysis.<br />The findings revealed that: (1) the overall status of teacher professional development quality was at a high level, with Institutional Support receiving the highest rating, while Attitudes and Challenges were at a moderate level due to concerns regarding workload and rapid technological shifts. (2) The developed "Circular Ecosystem Model" integrates five interrelated dimensions: Digital Skills, Pedagogical Innovation, Professional Development, Institutional Support, and Psychological Adaptation. (3) Expert evaluation confirmed that the model possesses a very high level of suitability and feasibility. The study concludes that sustainable digital transformation in higher education requires a holistic approach that balances technical training with institutional incentives and workload management to ensure long-term teacher well-being and professional growth.</p> Yingqiu Zhang, Patthira Phon-ngam ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5713 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 An Empirical Study of Smart Home Technology Acceptance among Baby Boomers Using an Extended UTAUT2 Model https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6527 <p>This quantitative research aimed to examine the factors influencing smart home technology acceptance among the baby boomer generation in Shanxi Province, China, by applying an extended Unified Theory of Acceptance and Use of Technology (UTAUT2) model. The sample consisted of 393 potential users selected through convenience sampling. Data were collected via an online questionnaire. Statistical analyses, including factor analysis and path analysis, were conducted using standardized statistical software to validate the research model and test the hypotheses. The research results revealed that performance expectancy, effort expectancy, and social influence significantly and positively influenced behavioral intention, with performance expectancy being the dominant predictor. In contrast, the effects of facilitating conditions and habits on adoption intention were not statistically significant. These findings provide actionable insights for stakeholders to develop effective marketing strategies and technological support tailored to baby boomer consumers.</p> Qing Yang, Watcharanan Thongma, Danaikrit Inthurit, Suthira Sitthikun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6527 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 An Evaluation of Tourism Potential and Quality Standards for Cultural Tourist Attractions in Surin Province, Thailand https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6670 <p>-</p> Sivathida Phumiworramunee, Alissara Thammabutr, Chanisara Phetphisetsak, Suganya Plaingam, Wannisa Ouansoda, Suriya Klangrit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6670 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Huai Opera as Intangible Cultural Heritage: Community Strategies for Sustainable Development https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4259 <p>This study examines Huai Opera, a traditional performing art of Jiangsu Province, as an intangible cultural heritage facing both historical resilience and contemporary challenges. The objective is to examine community-based strategies for the sustainable preservation and development of Huai Opera as an intangible cultural heritage. The research was conducted in Yancheng and Huai’an, two key cultural hubs where Huai Opera maintains strong roots. Three key informants, senior performers, a young actor, and a museum researcher, were selected to represent intergenerational and institutional perspectives. Data were collected through in-depth interviews, participant observation, and archival analysis and were analyzed thematically across three domains: historical development, community practices, and contemporary strategies. The results identify four historical stages: embryonic, formation, reform, and institutionalization, while highlighting the coexistence of state-owned troupes with limited resources and private troupes with uneven quality. Audience analysis reveals an aging demographic with limited youth engagement; however, schools, festivals, and community clubs are emerging as key bridges for revitalization. Policies such as the Yancheng Huai Opera Protection Regulations and innovations like digital archives, VR museums, and social media fan communities demonstrate practical tools for sustaining interest. The study recommends strengthening educational integration, enhancing financial and policy support, and promoting cultural tourism to ensure intergenerational transmission and community participation. These findings contribute to broader discussions on balancing authenticity and innovation in safeguarding intangible cultural heritage.</p> Sayam Chuangprakhon, Rong Xu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4259 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารทางการเมืองของพลเมืองไทยในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6483 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารทางการเมืองของพลเมืองไทยในยุคดิจิทัล เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารจากการรับสารทางเดียวไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลสองทาง เปิดโอกาสให้พลเมืองเป็นทั้งผู้รับและผู้ผลิตเนื้อหาทางการเมือง บทบาทดังกล่าวก่อให้เกิดการตรวจสอบอำนาจรัฐ การรณรงค์เชิงสังคม และการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ที่ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัลยังเผชิญปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม บทความนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อทำให้การสื่อสารทางการเมืองของพลเมืองไทยในยุคดิจิทัลสามารถเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน</p> พระปัญญา สุจิตฺโต (สีงาม), พระมหาธนาธิป สีลสุทฺโธ (บุญมา), พระวีระพงษ์ ถาวรธมฺโม (ร่มเย็น), พระมหาปณวัศ ปุญฺญโชตโก (บุญโชติหิรัญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6483 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Consumer Brand Identification and Social Media Influencer’s Reputation on Brand Loyalty: The Mediating Role of Consumer Brand Engagement in the Chinese Context https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5414 <p>This quantitative research article aims to: (1) test the influence of Consumer Brand Identification (CBI) and Social Media Influencer’s Reputation (SMIR) on Consumer Brand Engagement (CBE); (2) test the relationship between CBE and Brand Loyalty (BL); and (3) investigate the mediating role of CBE in the relationship between CBI, SMIR, and BL. Data were collected via questionnaires distributed to consumer samples in China, resulting in 592 usable questionnaires for analysis. Data analysis utilized descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM) The empirical results supported all proposed hypotheses. Both CBI and SMIR were found to have a significant positive influence on CBE, which subsequently contributes to the enhancement of BL. The results confirm that CBE acts as a complementary partial mediator in the structural model. Specifically, SMIR was identified as the most prominent antecedent influencing CBE (Standardized Estimate = 0.795), emphasizing the critical role of influencer credibility in this context.</p> Zhao Yi, Siridech Khamsuphrom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5414 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700