วารสารปราชญ์ประชาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc <p><strong>ปัจจุบัน วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ปี 5 ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์<span class="S1PPyQ"> </span><span class="S1PPyQ"> </span>2570</strong></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">วารสารปราชญ์ประชาคม</span> <span class="S1PPyQ">เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัย บทความวิชาการและบทความปริทัศน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span><span class="S1PPyQ">กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ๆ ละ 10-20 บทความ</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 1</span> <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 2</span> <span class="S1PPyQ">มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 3</span> <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 4</span> <span class="S1PPyQ">กรกฎาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 5</span> <span class="S1PPyQ">กันยายน - ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 6</span> <span class="S1PPyQ">พฤศจิกายน - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</span></p> <p><strong>หมายเหตุ </strong>สำหรับบทความที่ลงตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นต้นไป หรือ Submission ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะต้องชำระค่าลงทะเบียน บทความละ 2,800 บาท(สองพันแปดร้อยบาทถ้วน) และภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p> th-TH j.scholarcom@gmail.com (รศ.ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ) j.scholarcom@gmail.com (ภาวพรรณ กิจประเสริฐ) Thu, 30 Apr 2026 22:00:02 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กับการกระจายอำนาจเพื่อสร้างประโยชน์สุขในสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5830 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนากระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้เกิดแนวทางการบริหารงานที่สอดคล้องกับหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัว ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับของการพัฒนา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 665 คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการสนทนากลุ่มและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชนมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น 2) การใช้เครื่องมือบริหารงานเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3) การปรับโครงสร้างองค์กรให้เปิดกว้างและยืดหยุ่นต่อการทำงานร่วมกับชุมชน และ 4) การเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจากระบบราชการแบบปิดเป็นระบบเปิดที่เน้นธรรมาภิบาลและความโปร่งใส<br />การศึกษานี้นำเสนอ แนวคิดการบริหารงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (PCCC Model)ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความเป็นหุ้นส่วน (Partnership) การบริหารร่วมกัน (Co-Management) การเป็นเจ้าของร่วม (Co-Ownership) และการมีพันธะสัญญาร่วมกัน (Commitment) ซึ่งช่วยให้การบริหารงานท้องถิ่นเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> ศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เริงธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5830 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาอำเภอพยุหะคีรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6093 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรปกครองส่วน<br />ท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหมดในอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 11 แห่ง โดยใช้แบบประเมินจากชุดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย โดยมีอภิชัย พันธเสน เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงและคุณลักษณะของ อปท. โดยศึกษาทั้งกลุ่มประชากร ใช้เครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง การสนทนากลุ่มเฉพาะ การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่สังเกตการณ์ ผล การประเมิน พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหัก และองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำทรง สะท้อนการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการภายในองค์กรในระดับ “เข้าใจ” (องค์กรแห่งความสุข) 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลพยุหะ ในระดับ “เข้าข่าย” (องค์กรแห่งความยั่งยืน) และ ที่เหลือ 8 แห่ง “ไม่เข้าข่าย” คือ ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการภายในองค์กร ตัวชี้วัดระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงจากแบบประเมินข้างต้นยังสามารถนำไปใช้ได้กับ อปท. ทั้งประเภท ทต. และ อบต. และ อปท. ในทุกพื้นที่ที่มีคุณลักษณะตำบลและองค์กรที่แตกต่างกัน </p> วรรณา ประยุกต์วงศ์, กิตติคุณ หมู่พยัคฆ์, สโรชา เดวิ โดไรราจู, รัชดา ลิ้มศิริชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6093 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 บริบทสังคมภาคใต้กับการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5878 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของบริบทสังคมภาคใต้ที่มีต่อรูปแบบ กลไก และระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยใช้กรอบแนวคิดจาก ทฤษฎีสถาบันและทฤษฎีทุนทางสังคม เพื่ออธิบายว่าบริบทสังคมภาคใต้ โครงสร้างเชิงสถาบันและทุนทางสังคมทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดผ่านกลไกการดำเนินงานอย่างไร งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเน้นการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักจากการศึกษาเปรียบเทียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 28 แห่งในภาคใต้ ผ่าน การวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการประเมินจำแนกระดับ โดยใช้ตัวชี้วัดหลักจำนวน 12 ตัวชี้วัดของความเป็นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแบ่งระดับออกเป็น 3 ระดับ คือ เข้าข่าย เข้าใจ และ เข้าถึง ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่ที่มีโครงสร้างเชิงสถาบันเอื้อและมีทุนทางสังคมแบบทุนผูกพัน ความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม ทุนเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม และทุนสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐสูง สามารถพัฒนากลไกการขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำเชิงคุณค่า ส่งผลให้บรรลุผลในระดับ “เข้าถึง” ขณะที่พื้นที่ที่มีเครือข่ายหลวมและพึ่งพากลไกเชิงระบบมักอยู่ในระดับ “เข้าข่าย” หรือ “เข้าใจ” งานวิจัยชี้ว่าความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของภาครัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมิได้เป็นผลจากนโยบายจากบนสู่ล่างเพียงอย่างเดียว หากเป็นผลจากการฝังตัวของแนวคิดในโครงสร้างเชิงสถาบันและทุนทางสังคมและความสัมพันธ์ของพื้นที่ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงงานวิจัยชิ้นนี้เสนอให้ใช้แนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น</p> นีรนาท แก้วประเสริฐ ระฆังทอง, สมจินตนา คุ้มภัย, วชรวรรษ พรหมมา, ชวพงษ์ นุ้ยสุข, ชลกานต์ เบ็ญจศักดิ์, เกษตรชัย และหีม, ฮัสบุลเลาะ อาศิสสกุล, รงค์ บุญสวยขวัญ, จินตนีย์ รู้ซื่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5878 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การแก้ไขปัญหาความยากจนของครัวเรือนเกษตรกร ด้วยนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะพอเพียง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5887 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขความยากจนของครัวเรือนเกษตรกรด้วยนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะพอเพียง เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับ อปท. ในภาคเหนือ โดยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่ จ.น่าน จ.อุตรดิตถ์ และ จ.พิษณุโลก รวม 9 จังหวัด 27 ตำบล รวมเกษตรกรทั้งสิ้น 312 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เรียกว่าระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม Smart SEP Farmer on Mobile Application ทำการวิเคราะห์และอภิปรายผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ จากนั้นทำการจัดเวทีคืนข้อมูลให้กับเกษตรกร และ อปท. เพื่อใช้ในการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการ Focus Group และวิพากษ์ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 10 หน่วยงาน <br />ผลการวิจัยสามารถหาแนวทางในการแก้ไขความยากจนของครัวเรือนเกษตรกรด้วยการยกระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของครัวเรือนเกษตรกรให้สูงขึ้น จากระดับเข้าข่ายเป็นเข้าใจและเข้าถึงความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่สมบูรณ์แบบด้วยนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะพอเพียง ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม SEPAction โดยสามารถยกระดับศักยภาพของเกษตรกรจากไม่เข้าข่ายเป็นเข้าข่ายเกษตรกรอัจฉริยะพอเพียงได้ 169 ราย ยกระดับศักยภาพของเกษตรกรจากเข้าข่ายเป็นเข้าใจได้ 118 ราย และพัฒนาเป็นเกษตรกรระดับเข้าถึง จำนวน 4 ราย โดยภาพรวมพบว่าเกษตรกร 9 จังหวัด มีการยกระดับศักยภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.29 และสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในมิติเศรษฐกิจที่สามารถวัดผลเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาความยากจน สามารถเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรและส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น ด้วยการลดรายจ่ายภาคการเกษตรได้ร้อยละ 21.44 และส่งผลต่อการลดหนี้สินได้มากถึงร้อยละ 19.74</p> ภัทรวุฒิ สมยานะ, กัญญ์พัสวี กล่อมธงเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5887 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและ การทำวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนในท้องถิ่น: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่งในภาคตะวันออก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5017 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่งในนภาคตะวันออก 2) เพื่อถอดบทเรียนต้นแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ที่มีการบริหารงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคตะวันออก ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เทศบาลเมืองตราด องค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวง องค์การบริหารส่วนตำบลวังหว้า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตีนนก และองค์การบริหารส่วนตำบลสาลิกา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวสหวิทยาการข้ามพ้นสาขา โดยใช้เทคนิคการผสมผสานระหว่างเทคนิคการวิจัยเชิงกรณีศึกษา (Case Study) และ การถอดบทเรียน (Lesson Learned Methodology) <br />ผลการวิจัยพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 6 แห่ง มีระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับ เข้าใจ และพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกมีต้นแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม 2 แห่ง คือ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ชลบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งรับรองผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัด และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีตราด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ที่มุ่งส่งเสริมการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่วนในพื้นที่อีก 4 แห่ง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกพบว่า ยังอยู่ในระดับของนวัตกรรมสังคมระดับจุลภาคคือ ศูนย์พลูตาหลวงเดย์แคร์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมบ้านวังหว้า การพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงและสายพันธุ์ปลานิลจิตลดา การเปลี่ยนขยะที่เหลือใช้ เพื่อความสะอาดและการสานต่อลมหายใจแก่เพื่อนผู้ยากไร้ ฉะนั้น วิสาหกิจชุมชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับฐานราก</p> ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, พรทิวา อาชีวะ, จิตรา ประดิษฐศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5017 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความรู้ประวัติศาสตร์พื้นที่สำหรับการส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวผสมผสานบนฐานจิตสำนึกความเป็นชาติ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5838 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่สำหรับการส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบผสมผสานบนฐานจิตสำนึกความเป็นชาติ และ 2) พัฒนาสื่อการนำเสนอองค์ความรู้ดังกล่าว โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประวัติศาสตร์กองบิน 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่อ่าวมะนาว เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่สามารถสังเคราะห์เป็น 1 ประเด็นหลัก คือ ความรักถิ่น และ 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความหวัง ซึ่งได้ถูกนำไปพัฒนาเป็นชุดองค์ความรู้ “รักถิ่น กองบิน 5” ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงความหมาย นอกจากนี้ยังเกิดนวัตกรรมสื่อ ภาพเรื่องราวทางการท่องเที่ยว (Tourism Story Visualization) ซึ่งเป็นสื่อเชิงปฏิสัมพันธ์ที่นำเสนอผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมทั้งได้พัฒนาเครื่องมือเชิงกระบวนการ 2 รายการระหว่างการวิจัย ได้แก่ เส้นทางการสร้างสรรค์เรื่องราวทางการท่องเที่ยว (Tourism Story Creation Journey) และแคนวาสการสร้างนวัตกรรมสื่อเพื่อการท่องเที่ยว (Tourism Media Innovation Canvas) เพื่อใช้เป็นกรอบในการออกแบบสื่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวผสมผสานบนฐานจิตสำนึกความเป็นชาติ และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นได้</p> กฤติกา คุณูปการ, ธนธร วชิรขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5838 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาเครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อขาสำหรับประชาชนทั่วไปด้วยระบบสมองกลฝังตัว https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3971 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาเครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อขาสำหรับประชาชนทั่วไปด้วยระบบสมองกลฝังตัว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยอาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันตก กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane ได้จำนวน 305 คน รวบรวมข้อมูลด้วยการเก็บแบบสอบถามโดยศึกษาความแตกต่างระหว่างสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และการจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็นของการพัฒนาเครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อขาสำหรับประชาชนทั่วไปด้วยระบบสมองกลฝังตัว 3 ด้าน ประกอบด้วยด้านความรู้และทักษะที่จำเป็น ด้านคุณลักษณะของเครื่องมือ และด้านความต้องการการฝึกอบรมเพิ่มเติม โดยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) วิเคราะด้วยสถิติบรรยายได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และการจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อขาสำหรับประชาชนทั่วไปด้วยระบบสมองกลฝังตัวทั้ง 3 ด้าน สภาพที่เป็นจริงต่ำกว่าสภาพที่ควรจะเป็น โดยผลการจัดลำดับสภาพที่ควรจะเป็นทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านคุณลักษณะของเครื่องมือมีความต้องการจำเป็นสูงสุด มีค่า PNI_modified 0.28 รองลงมาคือ ด้านความต้องการการฝึกอบรมเพิ่มเติม มีค่า PNI_modified 0.21 และด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นมีค่า PNI_modified 0.19 </p> รวิวรรณ สื่อสุวรรณ, ณัฐวรรธน์ สถิราวิวัฒน์, หฤษนันท์ จันทร์ทอง, ปัณรสี เอี่ยมสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3971 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารแบบกระจายอำนาจที่ส่งเสริมการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลจันทบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5979 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารแบบกระจายอำนาจของโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลจันทบุรี 2) ศึกษาแนวทางการบริหารแบบกระจายอำนาจที่ส่งเสริมการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลจันทบุรี บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Method) การศึกษาเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครูโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลจันทบุรี จำนวน 202 คน จาก 3 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบมาตรวัด 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อสำคัญคือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) การศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารแบบกระจายอำนาจที่ส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดคือ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการจัดการเรียนการสอน โดยมีด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการจัดสื่อการสอนอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการบริหารแบบกระจายอำนาจส่งเสริมการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลจันทบุรีที่เหมาะสมประกอบด้วย 1) การมอบอำนาจในการตัดสินใจเชิงวิชาการ 2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษาทั้งผู้บริหาร และครู 3) โครงสร้างการบริหารที่โปร่งใสและยืดหยุ่น 4) การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง 5) การจัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึง 6) การประเมินผลและการติดตามอย่างต่อเนื่อง</p> ภัทราวดี ผิวดำ, ผุสดี กลิ่นเกษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5979 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินคุณภาพการให้บริการและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล: กรณีศึกษาโรงเรียนแกลง"วิทยสถาวร" https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6278 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการปฏิบัติงานของกลุ่มบริหารงบประมาณ โรงเรียนแกลง “วิทยสถาวร” และ 2) วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ปีการศึกษา 2568 ประกอบด้วย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 96 คน และนักเรียน/ผู้ปกครอง จำนวน 1,048 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นนำผลที่ได้มาอภิปรายผลเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของกลุ่มบริหารงบประมาณโดยกลุ่มนักเรียนและผู้ปกครองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ครูและบุคลากรมีความพึงพอใจความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของกลุ่มบริหารงบประมาณเฉลี่ย โดยความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก คือ งานสินทรัพย์ และงานตรวจสอบภายในและงานมูลนิธิโรงเรียน ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์รายด้านพบจุดแข็งในด้านระบบการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศและฐานข้อมูล ซึ่งสะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม พบข้อบ่งชี้ปัญหาในด้านความรวดเร็วในการเบิกจ่าย และพฤติกรรมการบริการ/ความสุภาพซึ่งได้คะแนนน้อยที่สุด การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นสาเหตุจากกับดักความเร็วและกฎระเบียบ และภาวะภาระงานทับถม ข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลปรากฏเป็น โมเดล 4P ประกอบด้วย 1) การปรับกระบวนการให้กระชับ โดยใช้แนวคิดการบริหารแบบลีนลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน 2) การพัฒนาทักษะการบริการของบุคลากร 3) การบริหารจัดการทรัพย์สินเชิงรุก และ 4) การสร้างการมีส่วนร่วมและการสะท้อนผล ผ่านระบบติดตามสถานะออนไลน์ (เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพขององค์กร</p> อังคณี ล้อมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6278 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาททางการเมืองที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานสาธารณสุขจังหวัดเลย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3858 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การถ่ายโอนอำนาจการบริหารงานสาธารณสุขจังหวัดเลย (2) บทบาททางการเมืองที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานสาธารณสุขจังหวัดเลย และ (3) ผลกระทบจากบทบาททางการเมืองต่อการจัดการสาธารณสุขจังหวัดเลย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลัก ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่<br />ผลการวิจัยพบว่า การถ่ายโอนภารกิจสาธารณสุขสู่ระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยสอดคล้องกับนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐ แต่ยังประสบปัญหาด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอ บุคลากรขาดแคลน และการประสานงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน บทบาททางการเมืองมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกสะท้อนถึงการผลักดันนโยบายที่ตอบสนองความต้องการประชาชนอย่างรวดเร็ว ส่วนด้านลบคือการแทรกแซงในกระบวนการบริหาร เช่น การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม และการโยกย้ายแต่งตั้งบุคลากรที่ขาดความโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือในการบริหารงานสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณสุขและลดผลกระทบเชิงลบจากการเมืองท้องถิ่น งานวิจัยเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกตรวจสอบอิสระที่เข้มแข็ง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ และการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสาธารณสุขจังหวัดเลยให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน </p> ทศพลญกรณ์ แจ้งคำ, อาทิตย์ แสงเฉวก, วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3858 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ณ แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต: การวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5792 <p>บทความวิจัยเรื่อง "องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแหลมพรหมเทพ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต: การวิเคราะห์ด้วยการจำแนกกลุ่ม" มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยว "แหลมพรหมเทพ" ตามแนวคิด 6As และ 2) วิเคราะห์จำแนกกลุ่มองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่มีผลต่อความพึงพอใจและไม่พึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนแหลมพรหมเทพ บทความวิจัยเชิงสำรวจนี้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความพึงพอใจโดยรวมต่อการมาเยือนแหลมพรหมเทพในระดับมาก ความคิดเห็นต่อองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว 6 As โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุดคือ สิ่งดึงดูดใจ และด้านที่ได้รับความพึงพอใจต่ำสุดคือ ความสามารถในการเข้าถึง ส่วนผลการวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม ฟังก์ชันจำแนกกลุ่มมีความมีนัยสำคัญทางสถิติและมีความแม่นยำในการจำแนกกลุ่มโดยรวมในระดับมาก องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลสูงสุดในการจำแนกกลุ่มความพึงพอใจและไม่พึงพอใจคือกิจกรรม รองลงมาคือสิ่งดึงดูดใจ และ ที่พัก ตามลำดับ ดังนั้นแหลมพรหมเทพควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมและสิ่งดึงดูดใจ เพื่อใช้เป็นจุดแข็งในการสร้างความภักดีของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานของชื่อเสียงในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก และทิวทัศน์ที่สวยงาม การปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะให้มีความสะอาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยว</p> พัชรินทร์ ชูชัย , ณัฏกฤษฏิ์ เอกวรรณัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5792 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขน เพื่อส่งเสริมภูมิพลังวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6070 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขนที่ส่งเสริมภูมิพลังวัฒนธรรมสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 2) เปรียบเทียบภูมิพลังวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาหลังเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีต่อกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขน กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านเหมืองแดง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 13 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1) กิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขนเพื่อส่งเสริมภูมิพลังวัฒนธรรม 2) แบบประเมินภูมิพลังวัฒนธรรม และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์โขนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) นักเรียนมีภูมิพลังวัฒนธรรมหลังเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดี สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือด้านการสอนของครู รองลงมาคือด้านรูปแบบกิจกรรมและด้านเนื้อหากิจกรรม ตามลำดับ</p> พิชญ์พิสิฐ ฤกษ์สิทธิชัย; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6070 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ผู้สูงอายุผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5380 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ 2) ประเมินประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ และ 3) นำเสนอแนวทางการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้เป็นกลุ่มผู้สูงอายุได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การสนทนากลุ่ม การอบรมเชิงปฏิบัติการ แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อการอบรมเพื่อนำเสนอแนวทางการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 การสนทนากลุ่มจะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับการประเมินใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุมีความต้องการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ และสามารถผลิตใช้งานเองในครัวเรือนได้ 2) การประเมินประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ในด้านความรู้ความเข้าใจ และการนำไปใช้ในประโยชน์อยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อการอบรมเพื่อนำเสนอแนวทางการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อยู่ในระดับมาก </p> นิภาภรณ์ คำเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5380 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ที่มีต่อการบริหารเวลาและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เรียนระดับปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6547 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ การบริหารเวลา และความสัมพันธ์ทางสังคม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์กับการบริหารเวลา และความสัมพันธ์ทางสังคม และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยัน และสร้างสมการพยากรณ์การบริหารเวลาและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 387 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของสเปียร์ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และถดถอยพหุคูณ<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ การบริหารเวลา และความสัมพันธ์ทางสังคมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความพึงพอใจในการเล่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในมิติพฤติกรรมการเล่นเกม 2) พฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ทุกมิติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารเวลาและความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและสร้างสมการพยากรณ์พบว่า 3.1) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างดีเยี่ยม 2) พฤติกรรมการเล่นตามแผนเป็นตัวพยากรณ์หลักที่ดีที่สุด โดยชุดตัวแปรพยากรณ์สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารเวลาได้ร้อยละ 37.4</p> <p> </p> รัจน์ชีวาต์ แซ่ตั๋น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6547 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6695 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และความต้องการพัฒนาการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่นยืน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และ 2) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่นยืนอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยแบบแบบผสานวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 367 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบด้วยเทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า <br />ผลการศึกษาพบว่า 1) สถานการณ์และความต้องการพัฒนาการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เยาวชนมีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายทางสังคม อย่างไรก็ตาม ยังต้องการการสนับสนุนจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ และ 2) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนในยุคดิจิทัลควรมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่กับการสร้างโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมโดย<br />บูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และเสริมสร้างบทบาทการเป็นผู้นำของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง</p> เจนณรงค์ แก้วจินดา, วรนัย จินนี่, พุทธิพงษ์ พานสร้อย, นิภาวรรณ เจริญลักษณ์, ชัชวาล แอร่มหล้า, นริศรา กรุดนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6695 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนทางการเงินที่มีต่อมูลค่าของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6251 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนทางการเงินกับการสร้างมูลค่าของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่ม SET100 เก็บรวบรวมข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิ จากรายงานทางการเงินประจำปี (แบบ 56-1) กลุ่มดัชนี SET 100 จำนวน 100 บริษัท ตั้งแต่ปี 2563-2567 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและการวิเคราะห์ถดถอย <br />ผลการวิจัยพบว่า 1. อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (CR) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่ากิจการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่อยู่ในระดับน้อยมาก 2. อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (TAT) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่ากิจการ 3. อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (DER) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และจากการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า DER มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ -272.278 และ 4.อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่ากิจการในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และจากการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า ROA มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ 72.956 ผลกระทบของอัตราส่วนทางการเงินกับการสร้างมูลค่าของกิจการ วัดโดยใช้สมการคำนวณตามทฤษฎีของ Tobin’Q ตามแนวทางของ Chug and Pruitt (1994) มีผลกระทบในทิศทางบวกกับมูลค่ากิจการ ที่ระดับอย่างมีนัยสำคัญ 0.05 และ 0.01 <br />ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัย 1. ศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบของอัตราส่วนทางการเงินแยกตามอุตสาหกรรม และ 2. ศึกษาตัวแปรอื่นๆ เช่น ปัจจัยกำกับดูแลกิจการ, การเปิดเผยข้อมูล, และความรับผิดชอบ</p> วิภาวดี คูณวงศ์, ภคมน เจริญสุข , พิชญดา มหาสุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6251 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพยากรณ์ปริมาณและมูลค่าการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5439 <p>งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับตัวแบบการพยากรณ์ปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มของปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน เพื่อเปรียบเทียบตัวแบบการพยากรณ์ปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชนและเพื่อนำตัวแบบ การพยากรณ์ที่เหมาะสมไปพยากรณ์ปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน ผู้จัดทำงานวิจัยได้รวบรวมข้อมูลปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน ย้อนหลัง 3 ปี และนำข้อมูลปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน รวมกันเพื่อใช้ในการพยากรณ์ล่วงหน้า 12 เดือน โดยผู้ทำการวิจัยได้นำข้อมูลมาใช้เทคนิคการพยากรณ์ทั้ง 3 รูปแบบ เพื่อเลือกการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการศึกษาผลที่ได้จากการวิจัย ประกอบด้วย 1. วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) , 2. วิธีปรับเรียบเอ็กซ์โพเนนเชียลแบบดับเบิ้ล (Double Exponential smoothing method) , 3. วิธีวิเคราะห์ (Winters’ Method) โดยการตรวจสอบความเหมาะสมหรือความถูกต้องของตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีค่าเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Deviation ; MAD) ค่าเบี่ยงเบนสมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Percent Error ; MAPE) และค่าเฉลี่ยความเบี่ยงเบนของตาราง (Mean Deviation ; MSD) โดยดูค่าเฉลี่ยที่ต่ำที่สุด โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ในการวิเคราะห์ข้อมูล<br />ผลการวิจัยพบว่า วิธีการพยากรณ์ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการพยากรณ์ปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน ได้แก่ วิธีปรับเรียบเอ็กซ์โพเนนเชียลแบบดับเบิ้ล (Double Exponential smoothing method) สำหรับปริมาณการส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชน ผลการคำนวณค่าพยากรณ์ ได้ค่า α = 1.21247 , γ = 0.00257 โดยให้ค่า MAPE มีค่าเท่ากับ 136 , MAD มีค่าเท่ากับ 13,781 , MSD มีค่าเท่ากับ 463,802,900 ในการพยากรณ์ปริมาณส่งออกทุเรียนของบริษัทเอกชนล่วงหน้า 12 เดือน</p> สุทธิพงศ์ ด้วงเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5439 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ทฤษฎีพุทธเศรษฐศาสตร์ของศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน กับการดำเนินกิจกรรมทางด้านอวกาศของประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5728 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางการดำเนินกิจกรรมอวกาศของประเทศไทย ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีพุทธเศรษฐศาสตร์ของศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของโลกเข้าสู่ยุค “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” (New Space Economy) ที่มุ่งเน้นการแข่งขันเชิงพาณิชย์และการแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่ยั่งยืนและการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า บทความนี้เสนอการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากระบบ “ทุนนิยม” ที่ให้ความสำคัญกับเงินทุนและการเติบโตทางวัตถุ สู่ระบบ “ปัญญานิยม” ที่ยึดถือปัญญาเป็นปัจจัยการผลิตหลัก โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) มิติด้านการผลิต ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดขยะอวกาศ (2) มิติด้านการบริโภค ที่แยกแยะ “ความจำเป็น” (Needs) ออกจาก “ตัณหา” (Tanha) เพื่อมุ่งตอบสนองประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริงมากกว่าการสร้างมูลค่าเทียม และ (3) มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน กรณีศึกษาการจัดตั้งท่าอวกาศยาน โดยประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดำเนินกิจการอวกาศของไทยไม่ควรเป็นเพียงสัญญะแห่งความทะเยอทะยานทางวัตถุ แต่ควรเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้าง “ศานติสุข” ให้แก่สังคม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p> ชูเกียรติ น้อยฉิม, ศึกษิต สุวรรณเนตร, ไพโรจน์ จงรวมกลาง, ธันยมัย ศรีกัลยาณบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5728 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 หลักธรรมที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันและหลักธรรมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4205 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเน้นหลักธรรมที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การพัฒนาตนเอง และการสร้างประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน การวิเคราะห์นี้ครอบคลุมหลักธรรมสำคัญ เช่น อิทธิบาท 4 สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 และอปริหานิยธรรม 7 ซึ่งแต่ละหลักธรรมมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการปรับพฤติกรรมของบุคคลให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในสังคมและการทำงานเป็นทีม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการนำหลักธรรมเหล่านี้มาปฏิบัติอย่างจริงจังสามารถช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจอันดี พัฒนาทักษะการสื่อสาร และส่งเสริมความร่วมมือในองค์กรและสังคมได้อย่างยั่งยืน บทความนี้สรุปว่าหลักธรรมมิใช่เพียงแนวคิดทางศาสนา แต่เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในการนำทางชีวิตและสร้างสังคมที่เข้มแข็ง</p> พระมหาภาณุวิชญ์ ภาณุวิชฺชโญ; พระครูสังฆรักษ์กันตพงษ์ ศานติคีรี, อาทิตย์ ชูชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4205 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3862 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองไทย วิเคราะห์ความสำคัญของการฟื้นฟูศรัทธา และสังเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหา โดยใช้การศึกษาค้นคว้า เชิงเอกสาร (Documentary Research) จากหนังสือบทความวิชาการ รายงานวิจัย และแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ การวิเคราะห์อาศัยแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดความเชื่อมั่นทางการเมือง (Political Trust) ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System) ทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ของมองเตสกิเออ และแนวคิดธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่ออธิบายสาเหตุและผลกระทบของวิกฤตศรัทธาในระบบการเมืองไทย <br />ผลการศึกษาพบว่า วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองไทยเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมทางการเมือง เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การขาดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ระบบอุปถัมภ์ พรรคการเมืองที่ขาดความเป็นสถาบัน และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจต่อรัฐบาลและนักการเมือง เกิดความเบื่อหน่ายต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และลดความเชื่อมั่นในกลไกถ่วงดุลอำนาจ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย บทความนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไขด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สาธารณะเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อฟื้นฟูศรัทธาและเสถียรภาพทางการเมืองไทยในระยะยาว</p> บุญธิกา คีรีวรรณ, จุฑารัตน์ ทรัพพัฒนมงคล, เกรียงฤทธิ์ ผิวเหลือง, วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3862 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมทางการเมืองไทยยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560 จากการครอบงำสู่ความเปลี่ยนแปลง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6303 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการทางการเมืองและนวัตกรรมทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2560–2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยเผชิญทั้งความท้าทายที่สำคัญและโอกาสทางเลือกใหม่ การวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) การเมืองภาคประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของเยาวชนและประชาชนทั่วไป (2) นวัตกรรมด้านพรรคการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นและบทบาทของพรรคการเมืองรุ่นใหม่ เช่น พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล (3) ความก้าวหน้าในประเด็นสิทธิและความเท่าเทียม อาทิ ความพยายามในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม สิทธิสตรี และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และ (4) การสื่อสารทางการเมืองและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการหาเสียงเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวทางสังคม<br />ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางการเมือง เช่น อำนาจของกลไกตามรัฐธรรมนูญและสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการใช้กฎหมายเพื่อควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก แต่นวัตกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาคประชาชนและพรรคการเมืองร่วมสมัยในการผลักดันประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมให้เข้าสู่กระแสหลักของการเมืองไทย บทความนี้จึงสะท้อนว่า การเมืองไทยในช่วงทศวรรษดังกล่าวอยู่ในสภาวะของ “การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยทิศทางในอนาคตจะขึ้นอยู่กับพลวัตระหว่างอำนาจรัฐกับพลังประชาชนในการสร้างการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน</p> พระปัญญา สีงาม, พระสุรสีห์ มหาปุญโญ (เกิดสวัสดิ์) , พระมหาวุฒิชัย วุฑฺฒิชโย (นิลถาวรกุล) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6303 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อการบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6250 <p>บทความวิชาการเรื่อง ภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อการบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคดิจิทัล มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณลักษณะภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาในคุณลักษณะของการบริหารจัดการสำหรับผู้บริหารสถาบันการศึกษาในยุคดิจิทัล และ เพื่อพัฒนาเชิงกระบวนการของภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อองค์กรการศึกษายุคดิจิทัล บทความวิชาการนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อองค์กรการศึกษายุคดิจิทัล จากผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวปฏิบัติที่ผสมผสานการบริหารการศึกษาสมัยใหม่ในยุคดิจิทัลกับหลักพุทธธรรมได้อย่างลงตัว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำให้มีทั้งคุณธรรมและปัญญาผ่านการนำหลักธรรมสำคัญมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานองค์กรทางการศึกษา ได้แก่ หลักทศพิธราชธรรม หลักอปริหานิยธรรม 7 และหลักสังคหวัตถุ 4 <br />จากผลการศึกษาในครั้งนี้ ได้นำไปสู่เชิงแผนภาพกระบวนการของภาวะผู้นำตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อการบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่ 1) กระบวนการพัฒนาตน คือ กระบวนการบ่มเพาะคุณธรรมและปัญญา 2) กระบวนการสร้างความสัมพันธ์โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อสร้างความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากทีมงาน 3) กระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อการสร้างการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ และความสามัคคี 4) การบริหารจัดการ โดยหลักทศพิธราชธรรมกับการตัดสินใจในการบริหารองค์กร และ กระบวนการที่ 5) การประเมินผลและปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในยุคดิจิทัลและนำไปสู่องค์กรทางการศึกษาที่ยั่งยืน</p> ศิขริน ชื่นสมบุญ, พระครูปริยัติ สุวัฒนาภรณ์, พระครูศรีสิทธิ การโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6250 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700