วารสารปราชญ์ประชาคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc
<p><strong>ปัจจุบัน วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ปี 4 ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ </span><span class="S1PPyQ"> </span>2569</strong></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">วารสารปราชญ์ประชาคม</span> <span class="S1PPyQ">เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัย บทความวิชาการและบทความปริทัศน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span><span class="S1PPyQ">กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ๆ ละ 10-20 บทความ</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 1</span> <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 2</span> <span class="S1PPyQ">มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 3</span> <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 4</span> <span class="S1PPyQ">กรกฎาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 5</span> <span class="S1PPyQ">กันยายน - ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 6</span> <span class="S1PPyQ">พฤศจิกายน - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</span></p> <p><strong>หมายเหตุ </strong>สำหรับบทความที่ลงตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นต้นไป หรือ Submission ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะต้องชำระค่าลงทะเบียน บทความละ 2,800 บาท(สองพันแปดร้อยบาทถ้วน) และภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p>
วารสารปราชญ์ประชาคม
th-TH
วารสารปราชญ์ประชาคม
2822-1052
-
ปัจจัยและความท้าทายของการเมืองไทยในยุคประชาธิปไตยที่เปลี่ยนแปลง
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3741
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยและความท้าทายของการเมืองไทยในยุคประชาธิปไตยที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นการสำรวจ วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของระบบการเมืองไทยภายใต้บริบทของประชาธิปไตยที่มีความพลวัตและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การศึกษาอาศัยข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ รายงานการวิจัย และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีความถูกต้อง ครอบคลุม และสะท้อนภาพรวมของปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในเชิงลึก <br />ผลการศึกษาพบว่า การเมืองไทยในยุคประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่มั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่รวดเร็ว การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงอำนาจ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ การขาดความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง และความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่ยืดเยื้อและฝังรากลึก ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างมีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล การขยายบทบาทของสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย กระแสโลกาภิวัตน์ บทบาทที่เติบโตขึ้นขององค์กรภาคประชาสังคม และการตื่นตัวของพลเมือง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มต้องการความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เกิดข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และก่อให้เกิดรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ยืดหยุ่น หลากหลาย และมีนวัตกรรมมากขึ้น </p>
อรวรรณ สร้อยขุนทด
สุกัญญา ตั้งคงนุช
นรินทร กุณวงศ์
อาทิตย์ แสงเฉวก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
237
248
-
การเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยกับวัฒนธรรมทางการเมืองฝรั่งเศสในช่วงปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ช่วงการปฏิวัติ ค.ศ. 1789
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4661
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอภิปรายถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองฝรั่งเศสในช่วงปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่การปฏิวัติ ค.ศ. 1789 ผ่านแนวความคิดวัฒนธรรมทางการเมืองควบคู่กับการศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์การเมือง โดยพบว่า ช่วงปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบผสมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าส่งผลให้ระบอบการปกครองเป็นการศูนย์อำนาจไว้ที่กษัตริย์ แต่ด้วยบริบททางสังคม ณ ช่วงเวลานั้น เผชิญกับวิกฤตการคลัง ความไม่เป็นธรรมภายในสังคม ตลอดจนความแล้นแค้นที่ส่งผลต่อการดำรงชีพของประชาชน เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความชอบธรรมที่มีต่อระบอบการเมืองจนนำไปสู่การแสวงหาแนวคิดทางปรัชญาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการวางรากฐานทางการเมืองรูปแบบใหม่และตั้งข้อเรียกร้องสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองซึ่งปรากฏให้เห็นในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เกิดการกลายรูปแบบทางวัฒนธรรมไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม <br />ปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยครั้งนี้เป็นตัวแบบที่สะท้อนถึงอิทธิพลทางความคิดของมวลมหาประชาชนอันเกิดจากกระบวนการสั่งสมเรียนรู้จากบริบททางสังคมที่ไม่เป็นธรรมจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงและผลักดันไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมของมวลมหาประชาชนเพื่อสถาปนาระบอบการปกครองที่มีความชอบธรรมตามชุดค่านิยมภายใต้วัฒนธรรมการเมืองใหม่</p>
พศกร โยธินนีรนาท
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
249
267
-
“สารทเดือนสิบเมืองคอน” ประเพณีงานบุญหนุนเสริมพุทธปัญญาสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมปลอดภัย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2832
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ“สารทเดือนสิบเมืองคอน” ประเพณีงานบุญหนุนเสริมพุทธปัญญาสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมปลอดภัย ประเพณีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครศรีธรรมราชคือ งานบุญสารทเดือนสิบ ที่เป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับชาวนครศรีธรรมราชมาอย่างยาวนาน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความเชื่อพื้นบ้านผสานกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องกรรม วิญญาณ สวรรค์ และนรก มีความเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อรับส่วนบุญจากลูกหลาน พิธีกรรมจะจัดขึ้นในช่วงแรม 1 ค่ำ และแรม 14 หรือ 15 ค่ำ เดือนสิบของทุกปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกหลานจะได้แสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ แสดงความรัก และความเคารพต่อผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ ประเพณีนี้ยังมีบทบาทในการกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวและชุมชน ทำให้คนในสังคมเกิดความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันทำความดีเพื่ออุทิศบุญ เป็นการปลูกฝังคุณธรรม และนำไปสู่การเกิดแนวคิด “กตัญญูคนเป็น ระลึกถึงคนตาย แก่นแท้บุญเดือนสิบ” ที่เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบนได้นำมาสร้างสรรค์ “งานบุญปลอดเหล้า เมืองปลอดภัย” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีงานบุญควบคู่ไปกับสร้างสรรค์พื้นที่ปลอดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสร้างสังคมปลอดภัยจากการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ประเพณีสารทเดือนสิบยังสร้างพื้นที่สำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวใต้ เป็นพลังซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทย และเชื่อมโยงวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน</p>
วงษ์สิริ เรืองศรี
องอาจ พรหมมงคล
ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ
พงศ์เทพ แก้วเสถียร
เพ็ญนภา สวนทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
269
282
-
นวัตกรรมการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุคดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4054
<p>บทความนี้มีเจตนารมณ์เพื่อสะท้อนมุมมองแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการเข้าถึงเนื้อหา ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์และสำคัญในศาสนาพุทธ กำลังเผชิญกับความท้าทายในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ แอปพลิเคชันมือถือ และสื่อการสอนแบบมัลติมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ภาษาบาลี การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการเรียนการสอนภาษาบาลี รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี VR (virtual reality) และ AR (augmented reality) ที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความสมจริงและมีปฏิสัมพันธ์ ข้อเสนอแนะที่สำคัญรวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ดิจิทัล การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของการศึกษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ภาษาบาลีมีความทันสมัยและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบัน</p>
พระราชเมธีวชิรดิลก ไพจิตร สาฆ้อง
พระมหาทศพร สุมุทุโก (อ่อนน้อม)
ณัฐวุฒิ สงวนงาม
นฤมล ชุ่มเจริญสุข
สนิท วงปล้อมหิรัญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
283
294
-
วิถีใหม่ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค KWL Plus
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5570
<p>การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค KWL Plus มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ และพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบผ่านการตั้งคำถาม การสรุป และการสะท้อนผลการเรียนรู้ ทั้งนี้สอดคล้องกับการทำงานของสมอง อันนำไปสู่การเสริมสร้างทักษะการคิดขั้นสูง ความเข้าใจเชิงลึก และการจดจำความรู้ในระยะยาว เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง พัฒนาทักษะกระบวนการคิดและการแก้ปัญหา ตลอดจนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (K) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ (K) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (W) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (W) และขั้นสรุปความรู้ (L และ Plus) โดยครูใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัยและความก้าวหน้าในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านจริยธรรม และด้านลักษณะบุคคล สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค KWL Plus เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมายและพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงอย่างเป็นระบบ</p>
สุวัทนา สงวนรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
295
308
-
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเครือข่ายโรงเรียนอำเภอบางกระทุ่ม 1 จังหวัดพิษณุโลก
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3004
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาการคำนวณของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในเครือข่ายโรงเรียนอำเภอบางกระทุ่ม 1 จังหวัดพิษณุโลก และ 2) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาการคำนวณในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในเครือข่ายโรงเรียนอำเภอบางกระทุ่ม 1 จังหวัดพิษณุโลก ปีการศึกษา 2567 จำนวน 152 คน จาก 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนชุมชน 12 ท่าตาลประชาสฤษฏ์ โรงเรียนวัดราษฎร์สโมสร โรงเรียนชุมชน 3 บ้านเนินกุ่ม (ประชานุกูล) และโรงเรียนรัฐราษฎร์บำรุง ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การขออนุญาตเก็บข้อมูล การประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัด การตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล และการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาการคำนวณโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ คือ ปัจจัยด้านครูผู้สอน ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านผู้เรียน ตามลำดับ และ 2) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาการคำนวณในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ควรส่งเสริมการพัฒนาครูให้มีทักษะจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน และใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและการพัฒนาทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นองค์รวม</p>
ศราภัฐช์ ขำปลอด
ภานุมาศ หมอสินธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
1
15
-
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3014
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักเรียน ครอบครัวและสถานศึกษา กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการทดสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 911 คน และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 296 คน จาก 36 โรงเรียน โดยใช้การคัดเลือกแบบกำหนดโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .913 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยทั้งสามด้าน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) โดยภาพรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัจจัยด้านสถานศึกษา ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านนักเรียน และ 2) ปัจจัยด้านนักเรียนมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับผล O-NET สูงที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านสถานศึกษา ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
วรปรัชญ์ เพ็ชรใส
ธัญญาพร ก่องขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
17
30
-
การศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3029
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในกิจกรรม การเรียนรู้แบบโครงการ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ที่ใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 210 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การขออนุญาตเก็บข้อมูล การประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัด การตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล และการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ คือ ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ ด้านดำเนินการเรียนรู้ ด้านความรู้ของครูผู้สอน และด้านการวางแผนการจัดกิจกรรม </p>
ภคมน นิ่มน้อย
เกสร กอกอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
31
45
-
ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3025
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักเรียน ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านครูกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 302 คน จากโรงเรียนขนาดเล็ก 126 แห่ง ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกำหนดโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามหลักวิชาการ การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การขออนุญาตเก็บข้อมูล การประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัด การตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะปัจจัยด้านนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือปัจจัยด้านครู และปัจจัยด้านครอบครัว และ 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่าปัจจัยด้านนักเรียน ครอบครัว และครูมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งยืนยันว่าทุกปัจจัยมีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับผลการเรียนภาษาไทยในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ</p>
ณัฐพร ไชยโย
ธัญญาพร ก่องขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
47
61
-
แนวทางการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2539
<p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และความต้องการการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน และ 2) นำเสนอแนวทางการเสริมศักยภาพและการประเมินการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี การศึกษาเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูที่ปรึกษาชมรม ประธานชมรม เลขานุการชมรม และผู้จัดการศูนย์เพื่อนใจ จำนวน 265 คน การศึกษาเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และนำเสนอด้วยรูปแบบการพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์และความต้องการเสริมศักยภาพการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน พบว่า โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ และ 2) แนวทางการเสริมศักยภาพและการประเมินการบริหารโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในเยาวชน คือ 2.1 การยืดหยุ่นทางจิตใจ 2.2 การมองโลกในแง่ดี 2.3 การมีทักษะสัมพันธ์เชิงสังคม 2.4 การควบคุมตนเอง และ 2.5 ความยืดหยุ่นในการคิด และการประเมินแนวทางการเสริมศักยภาพ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือความทุกต้อง ความเหมาะสมความมีประโยชน์ และความเป็นไปได้</p>
สมจิตร ขุนจันทึก
วัยวุฒิ บุญลอย
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
ุ63
78
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นเพื่อพัฒนาโปรแกรม เตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่สาขาวิชาการจัดการชุมชน เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3721
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการพัฒนาโปรแกรมที่เป็นอยู่จริงและสภาพที่ควรจะเป็นของการพัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่สาขาวิชาการจัดการชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและ การเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ และ 3) พัฒนาข้อเสนอแนะการพัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ เป็นการศึกษาแบบผสานวิธี ประชากร คือ นักศึกษาและแกนนำนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 120 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNIModified) การศึกษาเชิงคุณภาพ เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้คือ อาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน จำนวน 12 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง สังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ตรวจสอบด้วยเทคนิคสามเส้า และนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาโปรแกรมที่เป็นอยู่จริง ภาพรวมอยู่ระดับมาก และสภาพการพัฒนาโปรแกรมที่ควรจะเป็น ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเพื่อพัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่สาขาวิชา การจัดการชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา เรียงจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้คือ ทักษะการคิดเชิงบวกและความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะจิตอาสาและจิตสาธารณะ และทักษะการจัดการตนเอง และ 3) ข้อเสนอแนะการพัฒนาโปรแกรม คือการเสริมศักยภาพการคิดเชิงบวก ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การบูรณาการกิจกรรมจิตอาสา และการบริหารจัดการตนเอง</p>
นิภาวรรณ เจริญลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
79
93
-
ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3229
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นําเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับความสุขในการทำงานของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุข ในการทำงานของครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุข ในการทำงานของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำนวน 1,014 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 285 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความสุขในการทำงานของครู โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูมีความสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน มีค่า 0.76 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถพยากรณ์ความสุขในการทำงานของครู ได้ร้อยละ 57.00 สร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y ̂ = 1.32 + 0.19 X1 + 0.17 X3 + 0.21 X4 และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z ̂y = 0.27 Zx1 + 0.20 Zx3 + 0.25 Zx4</p>
พิมพ์วิภา ปรีชาโชติ
ฬิฏา สมบูรณ์
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
95
109
-
การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมอาชีพ สำหรับคนพิการในอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3609
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมอาชีพสำหรับคนพิการของภาคประชาสังคม 2) ศึกษาการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมอาชีพสำหรับคนพิการในอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย และ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมอาชีพสำหรับคนพิการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก กับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 26 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนาเชิงเนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพและข้อจำกัดเฉพาะบุคคล สามารถจำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะด้านดิจิทัลและการตลาดออนไลน์ ทักษะด้านอาชีพฝีมือ ทักษะด้านเกษตรกรรม ทักษะพื้นฐานที่เหมาะกับศักยภาพเฉพาะบุคคล และทักษะพัฒนาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ สำหรับบทบาทของภาคประชาสังคม พบว่า มีส่วนร่วมใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การจัดฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ 2) การประสานความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อจัดสรรทรัพยากร 3) การสร้างเครือข่ายสนับสนุนในระดับพื้นที่ 4) การให้คำปรึกษาและแนะแนวอาชีพอย่างเป็นระบบ และ 5) การรณรงค์สร้างทัศนคติเชิงบวกของสังคมต่อคนพิการ และแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่มีประสิทธิภาพควรอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมีภาคประชาสังคมเป็นกลไกหลักในการผลักดันและเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับคนพิการ ทั้งนี้ แม้การดำเนินงานจะมีความก้าวหน้า แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกลและการขาดทรัพยากรบางประการ ซึ่งควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพอย่างครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับคนพิการในระยะยาว</p>
วรรณวิสา สุวรรณชัย
วีรนุช พรมจักร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
111
126
-
การบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3216
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัล 2) ระดับการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลกับการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการดำเนินงานสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด จำนวน 291 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยใช้ศูนย์เครือข่ายของสถานศึกษาเป็นชั้นของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตอนที่ 1 แบบการบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และตอนที่ 2 แบบสอบถามการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) การบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลกับการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัยมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) การพยากรณ์การบริหารเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัล ประกอบด้วย ด้านการนำไปปฏิบัติ ด้านวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ส่งผลต่อการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีอำนาจการพยากรณ์ได้ร้อยละ 28.90</p>
ธีรศักดิ์ พันธุมาศ
ฬิฏา สมบูรณ์
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
127
144
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3774
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 299 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรงเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ด้านการวางแผนอัตรากำลัง ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน และด้านการออกจากราชการ 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านความรับผิดชอบ ด้านสภาพการทำงาน ด้านความก้าวหน้า ด้านความสำเร็จ ด้านเงินเดือน และด้านนโยบายและการบริหาร และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา โดยภาพรวมพบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
กษิดิ์เดช สวัสดิ์ฐิติเลิศ
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
145
160
-
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการ์ตูนไมโครเลิร์นนิง ร่วมกับการใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3764
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการ์ตูนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง โจทย์ปัญหาอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน โรงเรียนสตรีระนอง โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 6 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการ์ตูนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง โจทย์ปัญหาอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นนำเสนอหรือกำหนดปัญหา (2) ขั้นทำความเข้าใจปัญหา (3) ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า (4) ขั้นสังเคราะห์ความรู้และลงมือปฏิบัติ (5) ขั้นสรุป และ (6) ขั้นนำเสนอและประเมินผล 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย (M) เท่ากับ 41.93 คะแนน จากคะแนนเต็ม 48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.35 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
วรกานต์ คำกล้า
ผุสดี กลิ่นเกษร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
161
176
-
แนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิกโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3581
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสถานการณ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก 2) พัฒนาแนวทางการบริหารสถานศึกษา และ 3) ประเมินความเหมาะสมของแนวทางดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่ง จันทบุรี จำนวน 7 โรงเรียน รวม 848 คน กลุ่มตัวอย่าง 265 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนเครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พร้อมการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่ง จันทบุรี มีการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิกโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และระดับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และแนวทางการบริหารสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมี 6 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านการบริหารวิชาการ 2) มิติด้านการบริหารงานอภิบาลและแพร่ธรรม 3) มิติด้านการจัดการงบประมาณ การดูแลกิจการนักเรียน การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณธรรม และการบริหารทั่วไป และ 3. ผลการประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมตามอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิกโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่ง จันทบุรี พบว่า ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
มัยตรี สุระเสียง
ฬิฏา สมบูรณ์
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
177
193
-
การวิเคราะห์ต้นทุนและการกำหนดราคาขายในผลิตภัณฑ์ใหม่ คลัสเตอร์เกษตรแปรรูปน่าน อะโกรภายใต้แบรนด์ OrigiNan จังหวัดน่าน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3756
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและการกำหนดราคาขายในผลิตภัณฑ์ใหม่ คลัสเตอร์เกษตรแปรรูปน่านอะโกร ภายใต้แบรนด์ OrigiNan จังหวัดน่าน จำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive sampling) ซึ่งได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม มีผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน <br />ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนและราคาขายของผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 ผลิตภัณฑ์ เป็นดังนี้ 1) กล้วยสอดไส้ส้มสีทอง ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 35.76 บาท ราคาขายต่อหน่วยเท่ากับ 85 บาท 2) คุ๊กกี้ส้มสีทอง ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 36.87 บาท ราคาขายต่อหน่วยเท่ากับ 85 บาท 3) ธัญพืชอบกรอบส้มสีทอง ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 26.05 บาท ราคาขายต่อหน่วยเท่ากับ 55 บาท 4) ข้าวซี่ส้มธัญพืชส้มสีทอง ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 43.89 บาท ราคาขายต่อหน่วยเท่ากับ 75 บาท และ 5) สุรากลั่นพรีเมี่ยมส้มสีทอง ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 156.38 บาท ราคาขายต่อหน่วยเท่ากับ 350 บาท</p>
สุพรรษา จิตต์มั่น
วริศรา ดวงตาน้อย
สินีนาถ วิกรมประสิทธิ
วิสุทธิ์ สุขบำรุง
วิไลวรรณ ศรีหาตา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
195
216
-
The Relationship and Influence of Meizhou Artists on the Development of Chinese Modern Art
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3714
<p>This study examines how a distinctive regional community—Meizhou artists shaped by the Hakka ethos of perseverance, education, and intercultural openness—catalyzed the modernization of Chinese art. Addressing a gap in integrated, group-level accounts, the research investigates: (1) how the Hakka spirit informed artists’ identities, creative choices, and sense of national responsibility; (2) the roles Meizhou artists played in institution building, cross-cultural innovation, and major art movements; and (3) how regional traditions were translated into a global visual discourse. Methodologically, the study adopts a mixed-methods design combining qualitative case studies of representative figures (archival analysis and textual interpretation) with a structured survey of stakeholders in art education; data were analyzed through thematic coding and descriptive statistics. Findings show that the Hakka value complex functioned as a durable cultural resource, enabling Meizhou artists to (a) articulate and operationalize “integration of Chinese and Western art,” (b) found and reform modern art-education institutions, and (c) reposition tradition through cultural translation rather than mere preservation, thereby linking local heritage to national narratives and global modernism. Practically, the results suggest three priorities: strengthen archival recovery and oral-history documentation; embed localized aesthetics and regional case studies in art-school curricula and evaluation systems; and pursue comparative, cross-regional research programs to refine China’s contemporary art discourse. The study demonstrates how regional cultural subjectivity can drive national artistic transformation and inform policy, pedagogy, and heritage strategy.</p>
Hua Zhang
Wisut Khunsiri
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
217
226
-
Evolution and Expression: A Comprehensive Study on Erhu Techniques, Styles, and Cultural Development
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3715
<p>This study examines how a distinctive regional community—Meizhou artists shaped by the Hakka ethos of perseverance, education, and intercultural openness—catalyzed the modernization of Chinese art. Addressing a gap in integrated, group-level accounts, the research investigates: (1) how the Hakka spirit informed artists’ identities, creative choices, and sense of national responsibility; (2) the roles Meizhou artists played in institution building, cross-cultural innovation, and major art movements; and (3) how regional traditions were translated into a global visual discourse. Methodologically, the study adopts a mixed-methods design combining qualitative case studies of representative figures (archival analysis and textual interpretation) with a structured survey of stakeholders in art education; data were analyzed through thematic coding and descriptive statistics. Findings show that the Hakka value complex functioned as a durable cultural resource, enabling Meizhou artists to (a) articulate and operationalize “integration of Chinese and Western art,” (b) found and reform modern art-education institutions, and (c) reposition tradition through cultural translation rather than mere preservation, thereby linking local heritage to national narratives and global modernism. Practically, the results suggest three priorities: strengthen archival recovery and oral-history documentation; embed localized aesthetics and regional case studies in art-school curricula and evaluation systems; and pursue comparative, cross-regional research programs to refine China’s contemporary art discourse. The study demonstrates how regional cultural subjectivity can drive national artistic transformation and inform policy, pedagogy, and heritage strategy.</p>
Yang Jiawei
Palphol Rodloytuk
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปราชญ์ประชาคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
3 6
227
236