วารสารปราชญ์ประชาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc <p><strong>ปัจจุบัน วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ปี 4 ฉบับที่ 5 ระหว่างเดือน กันยายน <span class="S1PPyQ">-</span> ตุลาคม<span class="S1PPyQ"> </span><span class="S1PPyQ"> </span>2569</strong></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">วารสารปราชญ์ประชาคม</span> <span class="S1PPyQ">เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัย บทความวิชาการและบทความปริทัศน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span><span class="S1PPyQ">กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ๆ ละ 10-20 บทความ</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 1</span> <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 2</span> <span class="S1PPyQ">มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 3</span> <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 4</span> <span class="S1PPyQ">กรกฎาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 5</span> <span class="S1PPyQ">กันยายน - ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 6</span> <span class="S1PPyQ">พฤศจิกายน - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</span></p> <p><strong>หมายเหตุ </strong>สำหรับบทความที่ลงตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นต้นไป หรือ Submission ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะต้องชำระค่าลงทะเบียน บทความละ 2,800 บาท(สองพันแปดร้อยบาทถ้วน) และภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p> วารสารปราชญ์ประชาคม th-TH วารสารปราชญ์ประชาคม 2822-1052 การนิเทศแบบร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4997 <p>การนิเทศแบบร่วมพัฒนาเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นทั้งการพัฒนาคนและการพัฒนางานไปพร้อมกันเป็นการสร้างระบบนิเทศ ที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การนิเทศแบบร่วมพัฒนา เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดความผูกพันในงานและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง และสร้างสมรรถนะครูสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพครูและคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาให้ครูมีสมรรถนะและสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วย 1) การรู้จักและเข้าใจผู้เรียน 2) การออกแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 3) การจัดการชั้นเรียน 4) การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และ 5) การวิจัยและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง</p> นพวินทร์ ขจรพันธ์เวคิน พุทธิพงษ์ ศุภมัสดุอังกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 293 304 การคุ้มครองสิทธิของชุมชนและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมตามหลักนิติธรรมโดยศาลปกครอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4318 <p>บทความวิชาการเรื่อง การคุ้มครองสิทธิของชุมชนและความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมตามหลัก นิติธรรมโดยศาลปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสิทธิชุมชนและความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ได้รับการยอมรับในรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีบทบาทสำคัญใน การตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองว่าชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักนิติธรรม และเป็นธรรมต่อชุมชน ศาลปกครองจึงมิได้เป็นเพียงกลไกพิพากษาคดี แต่ยังเป็นกลไกคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานใน การดำรงชีวิตภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี และปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมเกิดจากการดำเนินกิจกรรมของบุคคล นิติบุคคล ทุกภาคส่วน ทำให้เกิดปัญหาหลัก 3 ประการ คือ 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) มลพิษทางสิ่งแวดล้อม และ 3) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อปัญญาทางด้านสิ่งแวดล้อมได้สร้างความเดือนร้อนหรือเสียหายและเกิดผลกระทบต่อบุคคล นิติบุคคล จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้น การระงับข้อพิพาทดังกล่าว บุคคล นิติบุคคล ได้เลือกที่ใช้วิธีการฟ้องคดีหรือการใช้สิทธิทางศาล ทั้งนี้ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็เพื่อเยียวยาผู้ที่จะได้รบความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย ในบริบทนี้ ศาลปกครองมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิชุมชนและสร้างความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยหลักนิติธรรมเป็นกรอบการพิจารณา ไม่เพียงช่วยแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ และเป็นผู้พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน</p> ธวัชชัย สุขสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 305 318 การผสานรวมแนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบสู่การนิเทศแบบใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4945 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผสานรวมแนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบสู่การนิเทศแบบใหม่ที่เรียกว่า “กระบวนการนิเทศ EDIPI” โดยเป็นการบูรณาการจุดแข็งของทั้งสองแนวคิด ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพจากภายในของการนิเทศแบบชี้แนะและการทำความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งพร้อมการสร้างนวัตกรรมของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ กระบวนการนิเทศ EDIPI ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก คือ การทำความเข้าใจครู (Empathize &amp; Discover) การกำหนดประเด็นการพัฒนา (Define Goals) การสร้างสรรค์แนวทางและทางเลือก (Ideate &amp; Options) การทดลองปฏิบัติและสะท้อนผล (Prototyping &amp; Reflection) และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Iterative Coaching) โดยมีครูเป็นศูนย์กลางในทุกขั้นตอน กระบวนการนี้ผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Vygotsky ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ ทฤษฎีการนิเทศทางคลินิก ทฤษฎีการพัฒนาแบบมืออาชีพ รวมถึงแนวคิดของ Joyce and Showers, GROW Model และ Cognitive Coaching จากการนิเทศแบบชี้แนะ และบูรณาการกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ รูปแบบการนิเทศนี้มีความยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความต้องการของครู ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และการทดลองปฏิบัติจริง นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และช่วยให้ศึกษานิเทศก์สามารถทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่แท้จริงในการนำพาครูไปสู่การใช้นวัตกรรมทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> นิษฐ์ฐา พีระชัยภาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 319 334 การนิเทศแบบร่วมพัฒนา: กระบวนการที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5799 <p>บทความวิชาการเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท คุณลักษณะ และกระบวนการการนิเทศแบบร่วมพัฒนา ในฐานะที่เป็นกลไกส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ โดยสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการนิเทศกับบริบทเชิงระบบของโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีโครงสร้างการบริหารแบบลำดับชั้น มีฝ่ายงานและกลุ่มสาระการเรียนรู้จำนวนมาก ผู้บริหารต้องรับผิดชอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย การกำกับคุณภาพ และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกหลายระดับ ส่งผลให้การสื่อสารภายในและการขับเคลื่อนนโยบายจากระดับผู้บริหารสู่ระดับห้องเรียนมีความท้าทาย อีกทั้งผู้ปกครอง ชุมชน มีความคาดหวังต่อโรงเรียนสูง โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู และคุณภาพผู้เรียน ระบบนิเทศภายในที่เข้มแข็งจึงจำเป็นต่อโรงเรียนอย่างมาก ผลการสังเคราะห์พบว่า การนิเทศแบบร่วมพัฒนาเป็นกระบวนการนิเทศที่ยึดฐานความร่วมมือระหว่างครูและผู้นิเทศ ใช้เทคนิคการโค้ช การตั้งคำถาม การสะท้อนคิด และการเรียนรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่อง กระบวนการดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ครูสามารถพัฒนานวัตกรรมการสอนที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กระบวนการนิเทศแบบร่วมพัฒนามี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนร่วม (Co-Planning) 2) การออกแบบนวัตกรรมร่วมกัน (Co-Designing) 3) การนิเทศสังเกตชั้นเรียน (Co-Observation) และ 4) การสะท้อนคิดและให้ข้อมูลย้อนกลับ (Co-Reflection) เพื่อการยกระดับคุณภาพครูและคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษได้อย่างยั่งยืน</p> เกตุกาญจน บัวนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 335 345 การพัฒนาศักยภาพครูและเด็กระดับปฐมวัยด้านปัญญาประดิษฐ์โดยผ่านกิจกรรมโครงการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5877 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดโครงการพัฒนาครูและเด็กระดับปฐมวัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ช่วงวัยปฐมวัยสมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กปฐมวัยมีความอยากรู้อยากเห็น เรียนรู้ผ่านการเล่น การทดลอง และมีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ผู้สอนควรปรับตัวในการสอน ใช้เทคนิคด้านปัญญาประดิษฐ์ตามแนวคิด(AAAI) และ(CSTA), (2021) สู่การเรียนรู้ในห้องเรียนเด็กปฐมวัยเพื่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในหลายพื้นที่ ทันต่อ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี การจัดโครงการให้ความรู้เพื่อพัฒนาครูและเด็กระดับปฐมวัยด้านปัญญาประดิษฐ์จึงมีความสำคัญในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการพัฒนาครูปฐมวัยด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นโอกาสดีที่ครูได้เรียนรู้การจัดประสบการณ์แบบบูรณาการผ่านการเล่นในกิจกรรม Plugged เครื่องมือ AI ตุ๊กตาอัจฉริยะ และกิจกรรม Unplugged อุปกรณ์อัจฉริยะจำลอง เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดย ครูทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Designer) บูรณาการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ปลอดภัยและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก การพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อปัญญาประดิษฐ์เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับปฐมวัยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทความวิชาการนี้ยังประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยในด้านการคิดเชิงเหตุผล แก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น สร้างความร่วมระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชนในการสร้างทัศนคติเชิงบวกด้านเทคโนโลยีและนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการบูรณาการด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษาปฐมวัยระดับชุมชน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน ความเสมอภาคทางการศึกษา และความเข้มแข็งของสังคมไทยในระยะยาว</p> จารุวรรณ สาสูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 347 362 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2187 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนและหลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยมีแบบแผน การวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเมืองถลาง จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มห้องเรียน โดยนักเรียนห้องที่ 4 เป็นกลุ่มทดลองการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 6 แผน และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ได้ดำเนินการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและการวิเคราะห์ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งได้ค่าไม่ต่ำกว่า 0.50 โดยเน้นความสอดคล้องกับตัวชี้วัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กิติศักดิ์ สุขวโรดม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1 10 การดำเนินการเสริมทักษะอาชีพนักเรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สิงห์บุรี อ่างทอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3659 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การดำเนินการเสริมทักษะอาชีพนักเรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินการเสริมทักษะอาชีพนักเรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำแนกตามเพศ ตําแหน่ง วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที สถิติทดสอบเอฟ และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟชเชอร ผลการศึกษาพบว่า 1) การดำเนินการเสริมทักษะอาชีพนักเรียนในสถานศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรสถานศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การกำหนดแนวทางการวัดและประเมินผล 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินการเสริมทักษะอาชีพนักเรียนในสถานศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำแนกตามเพศ ตําแหน่ง วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า ในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อลิสา ภาณุทัต ภูวดล จุลสุคนธ์ ปนิดา เนื่องพะนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 11 31 การสอนภาษาอังกฤษแนวทางทวิ/พหุภาษา ด้วยกระบวนการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมผลการเรียนรู้และทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3991 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการสอนภาษาอังกฤษแนวทางทวิ/พหุภาษาด้วยกระบวนการเรียนการสอน TPR ที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของผู้เรียน 2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนเรียน-หลังเรียน ด้านคำศัพท์ของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแนวทางทวิ/พหุภาษา ด้วยกระบวนการเรียนการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง และ 3) วัดทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การสอนภาษาอังกฤษแนวทางทวิ/พหุภาษาด้วยกระบวนการเรียนการสอนแบบตอบนองด้วยท่าทาง และ แบบทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียน ทั้งหมด 10 ข้อ 10 คะแนน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการออกแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษแนวทางทวิ/พหุภาษา ด้วยกระบวนการสอนแบบTRP เพื่อส่งเสริมทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ นักเรียนได้ทำงานตามระดับความสามารถของตนเองได้แบ่งปันความรู้และความเข้าใจ เพื่อให้กิจกรรมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและนักเรียนได้เผชิญโจทย์หรือสถานการณ์ปัญหาที่ครูกำหนดให้ สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียน ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และจดจำประโยคคำสั่งต่าง ๆ ได้ดี 2) ผลการเรียนรู้ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 0.97 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 และผลการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.35 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.73 และ 3) ผลการทดสอบทักษะการฟัง-พูดของผู้เรียน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 100</p> เกวรินทร์ สังสีแก้ว วราภรณ์ ไทยมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 35 45 ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3822 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การบริหารงานพัสดุ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานพัสดุโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 14 คนและครูจำนวน 225 คนในสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 1 รวมทั้งหมด 239 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่นของการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา และการบริหารงานพัสดุ เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารงานพัสดุของโรงเรียนขยายในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวม พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> กรวิทย์ หาญกล้า มิตภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 47 58 ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนบางบ่อ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4086 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนบางบ่อ 2 และ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนบางบ่อ 2 จำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือ ครู ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม 5 ระดับ มีความน่าเชื่อถือทั้งฉบับอยู่ที่ระดับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนบางบ่อ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ คือ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานวิชาการ ส่วนด้านการบริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานทั่วไปมีค่าเท่ากัน และ 2) ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> อนุกูล ปานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 59 72 การศึกษาสภาพการใช้หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3096 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้หลักสูตร 2) ปัญหา และ 3) ความต้องการ การใช้หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ครูผู้ใช้หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 140 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้ใช้หลักสูตร จำนวน 103 คน ได้จากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ การนำหลักสูตรไปสู่การสอน การใช้วิธีการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร และการจัดปัจจัยและสภาพการณ์ต่าง ๆ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีประสบการณ์ในการใช้หลักสูตรและมีความสมัครใจให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ คือ คำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยด้วยการบรรยายเชิงพรรณนา</p> วรวีร์ ฤทธิ์บำรุง ธัญญาพร ก่องขันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 73 84 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/2824 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชันกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 และ 4) สร้างสมการพยากรณ์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชัน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 291 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชัน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชันกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) การพยากรณ์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิสรัปชันส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมการที่ได้คือ Y ̂ = 0.600* + 0.264 (X3) + 0.186 (X1) +0.164 (X5) + 0.169 (X4) + 0.121 (X2) + 0.167 (X6) และ Z ̂y = 0.393(X3) + 0.278 (X1) +0.248 (X5) + 0.255 (X4) + 0.210 (X2) + 0.237 (X6)</p> กมลชนก เวชสิทธิ์ วัยวุฒิ บุญลอย เริงวิชญ์ นิลโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 85 101 การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 เกี่ยวกับปัญหาการใช้หลักสูตร และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรวิชาการตลาดของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3587 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 เกี่ยวกับปัญหาการใช้หลักสูตร และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรวิชาการตลาดของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 จำนวน 128 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการใช้หลักสูตรวิชาการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการจัด การเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าด้านครูผู้สอน ขณะที่ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรโดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง การบูรณาการเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางธุรกิจจริง ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรวิชาการตลาดยังมีความจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความต้องการของผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจ</p> รุจาภัส พุ่มอยู่ ธัญญาพร ก่องขันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 103 115 แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 โดยใช้ฐานสมรรถนะเชิงรุก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3989 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยใช้ฐานสมรรถนะเชิงรุก และ 2) เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 โดยใช้ฐานสมรรถนะเชิงรุก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยการระดมสมองจากครู นักศึกษา และอาจารย์ การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยใช้ฐานสมรรถนะเชิงรุกสามารถประยุกต์ใช้กับกิจในอริยสัจ 4 บูรณาการกับพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย เพื่อเสริมสมรรถนะผู้เรียนทั้ง 6 ด้าน 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 โดยใช้ฐานสมรรถนะเชิงรุก พบว่ามีทั้งหมด 6 แนวทาง ได้แก่ (1) หน้าที่ทุกข์(ปริญญา) ได้แก่ แนวทางที่ 1 การกำหนดรู้สถานการณ์เพื่อการพัฒนาฐานสมรรถนะเชิงรุก (2) หน้าที่สมุทัย(ปหานะ) ได้แก่ แนวทางที่ 2 การเรียนรู้สมรรถนะแบบผสมผสาน (3) หน้าที่นิโรธ (สัจฉิกิริยา) ได้แก่ แนวทางที่ 3 มีสมรรถนะชีวิตในชีวิตจริง และ (4) หน้าที่มรรค(ภาวนา) ได้แก่ แนวทางที่ 4 การใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายสู่การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก แนวทางที่ 5 การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนทั้งโรงเรียน และแนวทางที่ 6 การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนบนความต้องการหรือความสนใจของผู้เรียน ตามลำดับ</p> ศุภกาญจน์ ชยาพัฒน์ พูไทย วันหากิจ จุฬารัตน์ วิชานาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 117 137 ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลในการบริหารกิจกรรมลูกเสือสามัญของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5204 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลในการบริหารกิจกรรมลูกเสือสามัญของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือสามัญจากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 จำนวน 107 แห่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือสามัญ จากสถานศึกษา 86 แห่ง รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 172 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลใน การบริหารกิจกรรมลูกเสือสามัญของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้านพบว่า เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ คือ ด้านความฉลาดทางดิจิทัล ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล และด้านการคิดเชิงนวัตกรรมดิจิทัล</p> <p> </p> นัฐพล มังคะละ จารุวรรณ นาตัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 139 154 อิทธิพลของการประชาสัมพันธ์และการยอมรับเทคโนโลยีต่อการตัดสินใจขอใบขับขี่สากลออนไลน์ผ่าน “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ของประชาชน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5222 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการประชาสัมพันธ์และการยอมรับเทคโนโลยีต่อ การตัดสินใจขอใบขับขี่สากลออนไลน์ผ่าน “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ของประชาชน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์การยื่นขอใบขับขี่สากลตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมใบขับขี่ชนิด 5 ปีของประเทศไทย มีใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุ และมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ จำนวน 385 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อ การตัดสินใจขอใบขับขี่สากลออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชน เรียงลำดับความสัมพันธ์จากมากไปน้อย ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ และการยอมรับเทคโนโลยี โดยทั้งสองปัจจัยส่งผลในทิศทางเดียวกันกับ การตัดสินใจขอใบขับขี่สากลออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชน ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจขอใบขับขี่สากลออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชน ได้ร้อยละ 44.6</p> สัญชัย ลั้งแท้กุล เจษฎา นกน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 155 170 ผลของโปรแกรมการแนะแนวเชิงสติต่อความกรุณาต่อตนเองและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตของนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5229 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความกรุณาต่อตนเองและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการแนะแนวเชิงสติ และ 2) เปรียบเทียบความกรุณา ต่อตนเองและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 57 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการแนะแนวเชิงสติ 2) แบบวัดความกรุณาต่อตนเอง และ 3) แบบวัดการจัดการความไม่แน่นอน ในชีวิต สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความกรุณาต่อตนเองและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตของนักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมการแนะแนวเชิงสติสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความกรุณาต่อตนเองและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เจษฎา บุญมาโฮม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 171 187 การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักเรียนโรงเรียนบ้านไสดง สังกัดสำนักงานเขตพื้่นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4039 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนโรงเรียนบ้านไสดง และ 2) เพื่อประเมินผลหลังการเรียนรู้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 22 คน ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ 7 แผน รวม 18 ชั่วโมง และแบบวัดทักษะการฟังและพูด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบแผนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง Real communication มุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารจากสิ่งรอบตัวที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอ ขั้นที่ 3 ขั้นฝึก ขั้นที่ 4 ขั้นการใช้ภาษา ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ถามตอบนักเรียนในแต่ละบทเรียน เพื่อฝึกทักษะการฟัง–พูด ครูเป็นผู้ประเมินด้วยรูบริค หัวข้อการเรียนรู้ ประกอบด้วย การแนะนำตัว กิจวัตรประจำวัน ความชอบ– ไม่ชอบ การบอกทิศทาง ความรู้สึก การสั่งอาหาร และการบอกเวลา 2) ผลการทดสอบทักษะการฟัง–พูดหลังเรียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ พบว่านักเรียนจำนวน 22 คน มีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 40.91 และไม่ผ่าน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 59.09 แสดงว่าผลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการฟังและพูดได้จริง แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสะท้อนความจำเป็นใน การพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ต่อไป</p> อภิสิทธิ์ อินทปัน วราภรณ์ ไทยมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 189 197 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4188 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบ การบริหารงานพัสดุสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ ประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุ อายุ และขนาดสถานศึกษา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครจซีและมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 127 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 พบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงเป็นอันดับแรก ได้แก่ ด้านการกำหนดแบบรูปรายการ คุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง และ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน พบว่า ด้านการวางแผนพัสดุ ด้านการกำหนดแบบรูปรายการ คุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง ด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการจัดหาพัสดุ ด้านการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินเพิ่มรายได้ให้สถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการควบคุมดูแลบำรุงรักษาและจำหน่ายพัสดุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นภาวรรณ อินทร์บริสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 199 214 แนวทางการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองของผู้นำชุมชนในอำเภอผาขาว จังหวัดเลย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3615 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองของผู้นำชุมชนในอำเภอผาขาว จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบระดับการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองของผู้นำชุมชนในอำเภอผาขาว จังหวัดเลย ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 297 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มแบบเจาะจง ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า 1) ระดับการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองของผู้นำชุมชนในอำเภอผาขาว จังหวัดเลย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มิติที่ได้รับค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) การเปรียบเทียบระดับการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ ระดับการศึกษา และพื้นที่การทำงาน มีผลต่อระดับการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ ตำแหน่ง และประสบการณ์ในตำแหน่งไม่มีความแตกต่างกัน และ 3) แนวทางในการส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองของผู้นำชุมชนในอำเภอผาขาว จังหวัดเลย พบว่า การจัดอบรมความรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และโครงสร้างการปกครอง การจัดเวทีประชาคม การใช้สื่อสารมวลชนท้องถิ่นในการเผยแพร่ความรู้ทางการเมือง และการเป็นแบบอย่างของผู้นำในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใส เป็นโมเดล “CIVIC” ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ C – Civic Education, I – Integrity Role Model, V – Voice Platform, I – Inclusive Participation และ C – Community Empowerment เพื่อใช้เป็นแนวทางส่งเสริมวิถีความเป็นพลเมืองในระดับชุมชน</p> สมคิด บับภาเอก สุขพัฒน์ อนนท์จารย์ วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 215 228 การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน ชุมชนบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4896 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนบางหลวงตามลักษณะเฉพาะด้านการท่องเที่ยว 2) ศึกษารูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ 3) พัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเลือกเชิงสร้างสรรค์ และ 4) สร้างTravel Package ที่มาจากความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยการวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสม ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในส่วนเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่มย่อย ส่วนเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในรูปแบบความเรียง ขณะที่ข้อมูลเชิงปริมาณนำเสนอด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และอธิบายในลักษณะความเรียงประกอบ<br />ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุมชนบางหลวงมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวครบถ้วน ทั้งด้านการเข้าถึง แหล่งดึงดูดกิจกรรมท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก และที่พัก ซึ่งมีความพร้อมสำหรับพัฒนากิจกรรมและรูปแบบการท่องเที่ยว 2) รูปแบบการท่องเที่ยวของพื้นที่เน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น สถาปัตยกรรมบ้านไม้เก่า วัฒนธรรมอาหารไทย–จีน การแสดงดนตรีจีน และกิจกรรมตามประเพณี 3) พื้นที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงผสมผสานและเชิงสร้างสรรค์กับแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยว และ 4) Travel Package ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อทางเลือกในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้งานวิจัยเสนอให้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน</p> นิพล เชื้อเมืองพาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 229 248 บทบาททางการเมืองของผู้นำชุมชนที่ส่งผลต่อการการธำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3618 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การธำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 2) บทบาททางการเมืองของผู้นำชุมชนที่ส่งผลต่อการธำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และ 3) แนวทางการเสริมสร้างพลังของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการมีส่วนร่วมทางการเมือง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้อาวุโส ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนศูนย์วัฒนธรรม ตัวแทนสถานศึกษา และชาวบ้านไทดำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การธำรงอัตลักษณ์ของชาวไทดำปรากฏในรูปแบบของการสืบทอดภาษา การแต่งกาย ประเพณีการแต่งงาน การจัดพิธีกรรม และวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับวัฒนธรรมบรรพบุรุษ 2) ผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกิจกรรมทางวัฒนธรรมในระดับหมู่บ้านและตำบล สนับสนุนงบประมาณ ร่วมกำหนดนโยบายท้องถิ่น และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับรัฐในการเจรจาเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และ 3) แนวทางการเสริมสร้างพลังของกลุ่มชาติพันธุ์ควรอยู่บนฐานของการพัฒนาความรู้สึกเป็นเจ้าของอัตลักษณ์ในกลุ่มเยาวชน ส่งเสริมบทบาทผู้นำชุมชน และสร้างพื้นที่สาธารณะให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีเสียงในระดับนโยบาย ผู้นำชุมชนสามารถเป็นกลไกทางการเมืองในการแปลงอัตลักษณ์ให้เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่นำไปสู่ความยั่งยืนของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำชุมชนสามารถเป็นกลไกสำคัญในการธำรงและแปลงอัตลักษณ์ให้เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ให้สามารถอนุรักษ์วัฒนธรรมตนเองและมีบทบาททางสังคมอย่างยั่งยืน</p> จิราภรณ์ ยศสุภาพ วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 249 266 พฤติกรรมทางการเมืองของข้าราชการทหาร สังกัดสำนักงานสัสดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3592 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองของข้าราชการทหารสังกัดสำนักงานสัสดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมทางการเมืองของข้าราชการทหาร และ 3) แนวทางการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมของข้าราชการทหาร กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 147 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการทหารมีพฤติกรรมทางการเมืองโดยรวมในระดับ “มาก” โดยด้าน การออกเสียงเลือกตั้งอยู่ในระดับ “มากที่สุด” รองลงมาคือการติดตามข่าวสารทางการเมือง และการสื่อสารทางการเมือง ส่วนการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมทางการเมือง ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ชั้นยศ รายได้ และระยะเวลาการทำงาน (p &lt; 0.05) ขณะที่เพศไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; 0.05) ด้านข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพ ข้าราชการทหารเห็นว่าการส่งเสริมความรู้ทางการเมืองควรอยู่ภายใต้กรอบวินัยและจริยธรรมราชการ โดยควรเน้นการใช้เหตุผล ความรับผิดชอบ และการไม่ชี้นำทางการเมือง หน่วยงานควรจัดกิจกรรมรณรงค์หรือให้ความรู้เรื่องสิทธิพลเมืองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งภายใต้กรอบระเบียบราชการ โดยได้สังเคราะห์เนื้อหาเป็น M.I.L.E.S Model</p> นพมณี แสนบัวคำ สุขพัฒน์ อนนท์จารย์ วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 267 282 SICAS-Based Strategies for Nuo Opera Audience Engagement https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/3986 <p>This study aims to synthesized the Strategies for enhancing the communication effectiveness of "Nuo Opera" audiences based on the SICAS model, and to offer a guide for the development of Nuo Opera preservation and propagation. This research is qualitative. As for the qualitative data, document research was used to analyze and synthesize the data and then written a descriptive description. By analyzing the reasons, exploring the problems, and combining theoretical models. Propose optimization strategies and improvement paths and summarize the audience communication effect optimization model. The research findings revealed that: By integrating the five stages of the SICAS model—Sense, Interest &amp; Interactive, Connect &amp; Communicate, Action, and Share—we created a comprehensive strategy to enhance audience engagement with Nuo Opera. Each stage works towards strengthening the audience’s perception, sparking deeper interest, fostering long-term connections, driving tangible actions, and ultimately leveraging social sharing to expand the reach of Nuo Opera. This model will not only improve the effectiveness of Nuo Opera but will also transform passive viewers into active participants, advocates, and loyal supporters of the brand.</p> Yiyuan Gao Somdech Rungsrisawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 283 292