วารสารปราชญ์ประชาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc <p><strong>ปัจจุบัน วารสาร "ปราชญ์ประชาคม" เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ปี 5 ฉบับที่ 3ระหว่างเดือน <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน</span><span class="S1PPyQ"> </span>2570</strong></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">วารสารปราชญ์ประชาคม</span> <span class="S1PPyQ">เปิดรับบทความตีพิมพ์ ทั้งบทความวิจัย บทความวิชาการและบทความปริทัศน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span><span class="S1PPyQ">กำหนดออกวารสาร ปีละ 6 ฉบับ ๆ ละ 10-20 บทความ</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 1</span> <span class="S1PPyQ">มกราคม</span> <span class="S1PPyQ">-</span> <span class="S1PPyQ">กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 2</span> <span class="S1PPyQ">มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 3</span> <span class="S1PPyQ">พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 4</span> <span class="S1PPyQ">กรกฎาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 5</span> <span class="S1PPyQ">กันยายน - ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)</span></p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-start para-style-body"><span class="S1PPyQ">ฉบับที่ 6</span> <span class="S1PPyQ">พฤศจิกายน - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</span></p> <p><strong>หมายเหตุ </strong>สำหรับบทความที่ลงตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นต้นไป หรือ Submission ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะต้องชำระค่าลงทะเบียน บทความละ 2,800 บาท(สองพันแปดร้อยบาทถ้วน) และภาษาอังกฤษ เรื่องละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p> วารสารปราชญ์ประชาคม th-TH วารสารปราชญ์ประชาคม 2822-1052 การสร้างวัฒนธรรมความสุจริตในองค์กรภาครัฐ: กลไกเชิงป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/7638 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการสร้างวัฒนธรรมความสุจริตในองค์กรภาครัฐ โดย การใช้หลักธรรม “หิริ–โอตัปปะ” มาบูรณาการร่วมกับการใช้กรอบแนวคิด 5I Framework ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีเจตจำนงชัดเจนที่ต้องอาศัยผู้นำในการเป็นแบบอย่างทางจริยธรรมใช้อำนาจอย่างมีสติ ใช้การโน้มน้าวด้วยความน่าเชื่อถือ เพื่อปลุกพลังภายในของบุคลากรให้อยู่บนฐานคุณธรรม 2) กลไกเชิงระบบ เพื่อสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดการปฎิบัติงานที่โปร่งใส มีคุณธรรมในกระบวนการทำงานของภาครัฐ การใช้ระบบ ITA คือระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินการ 3) การปลูกฝังคุณธรรมในจิตสำนึกเพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาจิตสำนึกด้านคุณธรรม ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อองค์ของรัฐในระยะยาว 4) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นกระบวนการสำคัญที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมความสุจริตในหน่วยงานภาครัฐเกิดขึ้นได้จริงได้ เพราะการเปิดพื้นที่ให้บุคลากร ประชาชนได้ร่วมคิด ร่วมทำอย่างเป็นระบบ และ5) การสื่อสารที่ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกโดยใช้ SMCR Model ซึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การนำกรอบแนวคิด 5I มาบูรณาการร่วมกับหลักธรรมหิริโอตัปปะให้สัมฤทธิ์ผลได้ดี โดยภาครัฐสามารถนำไปใช้ประโยชน์กำหนดนโยบายการสร้างวัฒนธรรมความสุจริตนี้ให้เป็นวาระสำคัญขององค์กร นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานพัฒนาระบบแจ้งเบาะแส การเปิดเผยข้อมูล และกลไกตรวจสอบภายใน ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในด้านความโปร่งใส ความสุจริตได้อย่างยั่งยืน</p> รัชฎากร เอี่ยมอำไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 443 455 ความไม่สอดคล้องเชิงนโยบายและการสื่อสารภาวะวิกฤต : ‎ บทวิพากษ์การจัดการปัญหาน้ำมันขาดแคลนของรัฐบาลไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/7897 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ผ่านกรอบการวิเคราะห์แบบบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ การสื่อสารภาวะวิกฤต และนโยบายสาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า วิกฤตการณ์ดังกล่าวมีรากฐานมาจากข้อจำกัดด้าน<br />ขีดความสามารถของรัฐ ในการบริหารจัดการวิกฤตอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ความล้มเหลวในการแทรกแซงราคาทางเศรษฐศาสตร์ด้วยนโยบายตรึงราคาแบบเหมารวม ได้สร้างความบิดเบือนต่อกลไกตลาดและบั่นทอนสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นำไปสู่ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาหน้างานที่รุนแรงนี้ บีบบังคับให้ภาครัฐต้องใช้การสื่อสารภาวะวิกฤตแบบลดทอนปัญหาและผลักภาระ ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ นำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์ทั้งหมดได้สะท้อนความล้มเหลวในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ที่มีลักษณะตั้งรับ และเกิดสภาวะความล่าช้า กว่า 3 สัปดาห์ในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ บทความนี้จึงเสนอแนะให้ภาครัฐปรับกระบวนทัศน์จากการอุดหนุนราคาแบบ เหวี่ยงแหไปสู่มาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุด ยกระดับการสื่อสารบนฐานของความโปร่งใส และสร้างกลไก การบริหารวิกฤตที่ยืดหยุ่น (Agile Crisis Management) เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเพิ่มภูมิคุ้มกันใน การรับมือกับความผันผวนในอนาคต</p> ลลิต จันทนะมาฬะกะ นันทพร บัวทอง จิตรลดา เจริญสุข ธนัสถา โรจนตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 457 474 การพัฒนาชุดกิจกรรมแนะแนวอาชีพโดยใช้รูปแบบมาโครโมเดลที่ส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านอาชีพ และทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6956 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพของชุดกิจกรรมแนะแนวอาชีพโดยใช้รูปแบบมาโครโมเดล 2) เปรียบเทียบความตระหนักรู้ด้านอาชีพก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม 3) เปรียบเทียบทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเวียงพาน จำนวน 81 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) ชุดกิจกรรมแนะแนวอาชีพโดยใช้รูปแบบมาโครโมเดล จำนวน 8 ชุดกิจกรรม 2) แบบประเมินความตระหนักรู้ด้านอาชีพ จำนวน 20 ข้อ 3) แบบประเมินทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ จำนวน 40 ข้อ และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมแนะแนวอาชีพโดยใช้รูปแบบมาโครโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนมีความตระหนักรู้ด้านอาชีพหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) นักเรียนมีทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด</p> จิรรัชยา ศรีทอง ลำไย สีหามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 1 20 ผลของโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการโดยประยุกต์ใช้ศิลปะเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5780 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนสุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน สุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) เครื่องมือดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมกิจกรรมนันทนาการโดยประยุกต์ใช้ศิลปะ จำนวน 8 กิจกรรม และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสุขภาวะทางจิต และแบบประเมินการคิดสร้างสรรค์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนสุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์ด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะทางจิตและการคิดสร้างสรรค์หลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กฤติกรณ์ แกมใบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 21 35 ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4487 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง 2) ระดับการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารกับการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 346 คน เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษานำร่อง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่อง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารกับการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่อง มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหาร ประกอบด้วย ด้านการสร้างวัฒนธรรมภาวะผู้นำตนเอง ด้านการสร้างภาวะผู้นำตนเอง ด้านการสนับสนุนการสร้างทีมงาน และด้านการเป็นแบบอย่างภาวะผู้นำตนเอง ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมสถานศึกษานำร่อง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 80.20 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ เท่ากับ .896 สมการพยากรณ์แบบคะแนนดิบ Y ̂ = 0.703 + 0.291X1 + 0.113X4 + 0.241X6 + 0.205X7 และสมการพยากรณ์คะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.324Z1 + 0.128Z4 + 0.281Z6 + 0.240Z7</p> จิรัฐติกาล อินทมนต์ อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง เริงวิชญ์ นิลโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 37 51 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลักสัทศาสตร์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6206 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการออกเสียงภาษาอังกฤษ ตามหลักสัทศาสตร์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และ (2) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลักสัทศาสตร์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตร คู่มือประกอบการใช้หลักสูตรและแบบทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรการออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลักสัทศาสตร์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตร เนื้อหาของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร สื่อ/แหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล ในภาพรวมหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก และคู่มือการใช้หลักสูตรในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักสูตรการออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลักสัทศาสตร์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80</p> นภาลัย ศรีวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 53 66 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall เพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสาร ในรายวิชา ศท 0011701 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6857 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสามารถในการสื่อสารของนักศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา ศท 0011701 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) เจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา ศท 0011701 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 หมู่เรียน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บอร์ดเกม Spyfall 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall 3) แบบวัดความสามารถในการสื่อสาร มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 4) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และ 5) แบบวัดเจตคติแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการสื่อสารของนักศึกษาหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา ศท 0011701 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ของนักศึกษาหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เจตคติของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านบอร์ดเกม Spyfall ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชนิตตา โชติช่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 67 84 การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยสามระดับเพื่อประเมินมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยแนวคิดทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6994 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยสามระดับเพื่อประเมินมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษามโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 จำนวน 2,264 คน 1) กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มแบบอย่างง่าย ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มวิเคราะห์คุณภาพตามแนวคิดทฤษฎีการทดสอบแบบมาตรฐานเดิม 30 คน ผลการวิเคราะห์พบว่า มีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.47 ถึง 0.73 ค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.40 ถึง 0.60 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (KR-20) เท่ากับ 0.85 จำนวน 18 ข้อ โดยจากข้อสอบ 18 ข้อได้พัฒนาเป็นแบบทดสอบวินิจฉัยสามระดับ และปรับลดเหลือ 15 ข้อตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เหมาะสมกับเวลาสอบ และ 2) กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบหลายขั้นตอน เป็นกลุ่มวิเคราะห์คุณภาพตามแนวคิดทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ 306 คน เครื่องมือคือแบบทดสอบวินิจฉัยสามระดับ 15 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า แบบทดสอบมีความเป็นมิติเดียว โดยองค์ประกอบหลักแรกอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 36.40 และมีความเป็นอิสระเชิงท้องถิ่น ผลการวิเคราะห์ด้วยโมเดล 2PLM ข้อสอบทุกข้อมีค่าอำนาจจำแนก (a) ระหว่าง 1.81 ถึง 3.94 ผ่านเกณฑ์สากล ค่าความยาก (b) ระหว่าง -1.30 ถึง 0.50 ฟังก์ชันสารสนเทศให้สารสนเทศสูงสุดเท่ากับ 21 ณ ระดับความสามารถระหว่าง (θ) 0.0 ถึง 0.5 แสดงว่าเครื่องมือมีความแม่นยำสูงในการวัดผู้เรียนกลุ่มความสามารถปานกลาง ผลการศึกษามโนทัศน์ พบว่า กลุ่มมโนทัศน์คลาดเคลื่อนเป็นร้อยละ 22.18 เมื่อจำแนกตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา จะได้ ด้านการตีความโจทย์ปัญหา ด้านการตรวจสอบการแก้ปัญหา ด้านการใช้ทฤษฎีบทหรือนิยาม และด้านการคิดคำนวณ ตามลำดับ</p> ตรงกมล พรมอ่วม ปัญญวิชญ์ ใบกุหลาบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 85 108 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5910 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูจากโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 จำนวน 210 คน จากประชากร 447 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการหลักสูตรและการสอน การนิเทศการสอน การประเมินผลและติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน และการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ <strong>.</strong>91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test และ One-way ANOVA<strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการ พบว่า จำแนกตามเพศและระดับการศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่จำแนกตามอายุและประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารควรส่งเสริมการสร้างความเข้าใจร่วมในการใช้หลักสูตร พัฒนาระบบนิเทศ การสอน และสนับสนุนสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</p> <p> </p> นวลระหงส์ ศรีจันทร์ นิวัตต์ น้อยมณี กัมปนาท วัชรธนาคม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 109 121 ปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5972 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.956 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ด้านการจัดทำรายงาน ผลการประเมินตนเอง และ ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และ 2) ผลการเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ทำงานและขนาดของสถานศึกษา และไม่แตกต่างกัน ส่วนเมื่อจำแนกตามตำแหน่ง</p> มาลัย สีนา สรรชัย ชูชีพ ธันยนันท์ ทองบุญตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 123 137 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ ของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6314 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ขององค์การแห่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น และ 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครูจำนวน 335 คน โดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ (1973) ระดับความคลาดเคลื่อนที่ .05 ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องข้อคำถามทั้งฉบับเท่ากับ1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจําเป็น ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับปานกลาง สภาพพึงประสงค์องค์การแห่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับดีมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่นค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเท่ากับ 0.41 และเรียงตามลำดับความต้องการจำเป็นได้ดังนี้ 1) ด้านการคิดเชิงระบบ 2) ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3) ด้านการมีรูปแบบความคิด 4) ด้านการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 5) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน</p> เมธี ปักสังขาเนย์ วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 139 155 การบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5216 <p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 291 คน ได้มาโดยการใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเรียงลำดับที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอกและบุคลากร และ 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า จำแนกตามตำแหน่งและจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการจำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> พงศธร สิงห์บูรณ์ ภูวดล จุลสุคนธ์ เฉลิมชัย หาญกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 157 174 สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5215 <p>บทความวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี จำแนกตามเพศ อายุ ตำแหน่งหน้าที่การในปฏิบัติงานและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 223 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ 1) ด้านการดำรงตนของผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษายุคใหม่ 2) ด้านการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ 3) ด้านผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 4) ด้านความเป็นสากลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามลำดับ และ 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา ที่เพศต่างกันมีสมรรถนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่อายุ ตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกันมีสมรรถนะในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> ยุทธพล โสวัตร์ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 175 191 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดราษฎร์รังษี จังหวัดปราจีนบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4613 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ กับเกณฑ์ ร้อยละ 78 2) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยกลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดราษฎร์รังษี จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 23 คน ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ จำนวน 4 แผน 18 ชั่วโมง เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ และใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ และแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ฉบับก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิทยาศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 78 ขณะที่นักเรียนอีกส่วนหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่ผลสัมฤทธิ์ยังสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 2) นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้</p> ลลิตา พรมวัฒน์ ทรงพล ผดุงพัฒนากูล นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 193 208 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5032 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สุวินทวงศ์ กลุ่มเป้าหมายคือข้าราชการครู 75 คน และครูอัตราจ้าง 9 คน รวม 84 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 มีค่าเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์มีค่าสูงสุด รองลงมาคือ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการให้ความสนใจเป็นรายบุคคล 2) สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยทักษะชีวิตและอาชีพมีค่าสูงสุด รองลงมาคือ ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสมรรถนะครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการกระตุ้นทางปัญญามีความสัมพันธ์สูงสุด</p> วีระ ประดิษฐ์สุวรรณ ผุสดี กลิ่นเกสร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 209 221 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5760 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มโรงเรียนเครือข่าย ที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 108 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ตามรายโรงเรียน แล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วย ค่าที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยรวม อยู่ในระดับมาก และ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 36 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พบว่า จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จำแนกตามอายุ ประสบการณ์การทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศศิธร โชติอ่ำ นิวัตต์ น้อยมณี ธัญมัย แฉล้มเขตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 223 236 บทบาทการปกครองพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5300 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 2) เปรียบเทียบการปกครองของพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และ 3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์อำเภอเมืองสงขลา การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ พระภิกษุ สามเณร และแม่ชีจากวัดในสังกัดมหานิกาย จำนวน 144 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอเมืองสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก รายด้านพบว่า ด้านการปกครองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการสาธารณูปโภค ด้านการเผยแผ่ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการศาสนศึกษา และด้านการ สาธารณสงเคราะห์ ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ สถานภาพทางสมณเพศ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของคณะสงฆ์ ระดับการศึกษาสามัญ และระดับความรู้สายนักธรรมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางส่งเสริมบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์อำเภอเมืองสงขลา ควรเน้นการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์และชุมชน พัฒนาการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ส่งเสริมความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา สนับสนุนทุนช่วยเหลือสังคม ตลอดจนพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางศาสนา</p> พระครูสถิตรัตนบรรพต (ณพฤทธิ์ ขินจากพรรดิ์) กันตภณ หนูทองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 237 253 ทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นเลิศของครูในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6279 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) ความเป็นเลิศของครูในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นเลิศของครู และ 4) ทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นเลิศของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวม กับความเป็นเลิศของครู ในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ทักษะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของครูในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด ได้แก่ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การวัดผลประเมินผลการเรียน และการนิเทศการศึกษา สามารถร่วมกันพยากรณ์ความเป็นเลิศของครูในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด ได้ร้อยละ 97.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในคะแนนดิบ Y = 0.349 + 0.354X5 + 0.293X3 + 0.265X4 สมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในคะแนนมาตรฐาน Z = 0.391Z5 + 0.335Z3 + 0.314Z4</p> อภิวัตร ดาษดา กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 255 269 แนวทางการส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4083 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความผูกพันต่อองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 2) แนวทางการส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในสถานศึกษาพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 144 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามพื้นที่จัดการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความผูกพันต่อองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ความผูกพันด้านบรรทัดฐาน ความผูกพันด้านการคงอยู่กับองค์กร และความผูกพันด้านจิตใจ 2) แนวทางการส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ มี ดังนี้ 2.1 ความผูกพันด้านจิตใจ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้กับครูผู้สอน 2.2 ความผูกพันด้านการคงอยู่กับองค์กร ผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างให้ครูผู้สอนมีความภาคภูมิใจวิชาชีพ และพัฒนาศักยภาพ มีการสนับสนุนด้านคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ 2.3 ความผูกพันด้านบรรทัดฐาน ผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการปลูกฝังค่านิยมด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบในวิชาชีพ ยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ครูผู้สอน ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ</p> วรรณวิภา ยุมังกูร มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 271 284 การศึกษากลยุทธ์การจัดการความปลอดภัยระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยิน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5511 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยิน และ 2) กลยุทธ์การจัดการความปลอดภัยของระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยิน จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างตามวิธีที่กำหนดให้ครอบคลุมผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้บริหาร และบล็อกเกอร์หรือผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยินที่มีบทบาทหรือความรับผิดชอบเกี่ยวกับ การกำกับดูแลและการจัดการความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยมุ่งศึกษาแนวทางและกลยุทธ์การจัดการความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ข้อมูลเชิงคุณภาพนำมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยินมีความต้องการจัดการความปลอดภัยระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มออนไลน์โต่วยินโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) กลยุทธ์การจัดการความปลอดภัยระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มออนไลน์ โต่วยิน 5 กลยุทธ์ ดังนี้ (1) กลยุทธ์การกำหนดระบบการจัดการความปลอดภัยสารสนเทศ (2) กลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายความปลอดภัยระบบสารสนเทศ (3) กลยุทธ์การกำหนดนโยบายการกำกับดูแลความปลอดภัย (4) กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยสารสนเทศ และ (5) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์</p> หลิว ยิน ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา จำเริญ คังคะศรี นิสากร ยินดีจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 285 300 กลวิธีการใช้ภาษาในบทเพลงแนวโฟล์กซองของเขียนไขและวานิช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/7876 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการใช้ภาษาในบทเพลงแนวโฟล์กซองของเขียนไขและวานิช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากบทเพลงที่เขียนไขและวานิชเป็นผู้แต่งและขับร้องด้วยตนเอง ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561–2568 จำนวน 42 เพลง ดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยเทคนิคการอ่านอย่างพินิจ และนำเนื้อเพลงมาจำแนกหมวดหมู่ตามเกณฑ์กลวิธีทางภาษาและวรรณศิลป์ จากนั้นจึงนำมาตีความและนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการใช้ภาษาที่โดดเด่น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การใช้คำสัมผัส พบทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ ซึ่งช่วยสร้างจังหวะที่ไพเราะ สร้างจินตภาพ และสื่อสารความหมาย 2) การใช้การซ้ำคำ พบทั้งการซ้ำคำหนึ่งพยางค์และการซ้ำวลี ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกิดความไพเราะทางเสียงแล้วยังช่วยเน้นย้ำความหมายให้หนักแน่นขึ้น 3) การใช้อุปลักษณ์ เพื่อเปรียบเทียบชีวิตและความรัก ได้แก่ ชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตคือธรรมชาติ ชีวิตคือวัตถุหรือสิ่งของ ชีวิตคือการต่อสู้แข่งขัน ชีวิตคือภาชนะหรือพื้นที่ปิดล้อม ความรักคือการเดินทาง ความรักคือธรรมชาติ ความรักคือวัตถุหรือสิ่งของ ความรักคือร่างกายมนุษย์ ความรักคือครู และความรักคือภาพความฝัน อุปลักษณ์นอกจากช่วยในการสื่อความหมายให้ง่ายและชัดเจนขึ้นแล้ว ยังสะท้อนโลกทัศน์และระบบความคิดของผู้แต่งด้วย และ 4) การใช้คำถามวาทศิลป์ เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกและกระตุ้นการคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับการดำรงชีวิต ความรัก และความหมายที่แท้จริงของชีวิต กลวิธีการใช้ภาษาในบทเพลงของเขียนไขและวานิชนอกจากช่วยสร้างความงามทางวรรณศิลป์แล้ว ยังช่วยในการสื่อสารความหมาย และสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัวของผู้แต่งด้วย</p> ศริญญา ขวัญทอง ชนิกานต์ กู้เกียรติ จิตตาภา สารพัดนึก ไชยปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 301 316 ความต้องการและความคาดหวังของนักศึกษาและผู้ปกครอง และปัจจัยการเลือกศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4338 <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษา 1) ความต้องการและความคาดหวังของนักศึกษาและผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2563 – 2566 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักศึกษาและผู้ปกครอง โดยแบ่งประชากรกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักศึกษาเข้าใหม่ปีการศึกษา 2563 – 2566 ที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,395 คน และ 2) ผู้ปกครองของนักศึกษาเข้าใหม่ปีการศึกษา 2563 – 2566 ที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,675 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) การใช้ภาษาต่างประเทศ คือ ความต้องการของนักศึกษาและผู้ปกครองในการสนับสนุนระหว่างที่กำลังศึกษาสูงที่สุด และการได้รับการยอมรับจากตลาดแรงงานหลังสำเร็จการศึกษา คือ ความคาดหวังของนักศึกษาและผู้ปกครองสูงที่สุด การจัดการเรียน การสอนเป็นไปตามที่คาดหวังในระดับมาก และ 2) ปัจจัยด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยส่งผลต่อการเลือกสถานศึกษาของนักศึกษาและผู้ปกครองสูงที่สุด</p> <p><strong> </strong></p> อำพร วงษา สุมล แซ่เฮง พิสิษฐ์สังฆการ ปานทิพย์ บุญส่ง กิตติพศ พรทรัพย์สิน รัจน์ชีวาต์ แซ่ตั๋น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 317 331 ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4233 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา 2) ชุมชน<br />การเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารจำนวน 20 คน และครูในสถานศึกษาจำนวน 267 คน จำนวน 287 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีมนุษย์สัมพันธ์ ด้านการกำหนดเป้าหมายของทีมงาน ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ด้านการสร้างค่านิยมการทำงานร่วมกัน และด้านภาวะผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์ 2) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ ด้านชุมชนกัลยาณมิตร ด้านโครงสร้างสนับสนุน ด้านภาวะผู้นำร่วม ด้านทีมร่วมแรงร่วมใจ และด้านวิสัยทัศน์ร่วม และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> เอกพันธ์ ตะพัง สาโรจน์ เผ่าวงศากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 333 347 การพัฒนาหลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/5812 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหลวงแจ้ซ้อน จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ หลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร แบบวัดการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ (1) ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร (3) โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตรประกอบด้วย 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 เปิดโลกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หน่วยที่ 2 ปลุกพลังจินตนาการ หน่วยที่ 3 จากร่างสู่ผลงานจริง (4) แนวทางการจัดการเรียนรู้ (5) สื่อและแหล่งเรียนรู้ (6) การวัดและการประเมินผล หลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก คู่มือหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก นักเรียนที่เรียนด้วยหลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณัฐณิชา สายด้วง ปริญญภาษ สีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 349 363 The Effect of Using English Listening Software on English Listening Skills for International Communication (TOEIC) for Undergraduate Students https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/8299 <p>The purpose of this article was 1) to compare students' achievement in the online English language proficiency test before and after instruction using English listening software, and 2) to study students' satisfaction with using English listening software to enhance listening skills for the TOEIC test at a high level. This study employed a quasi-experimental one-group pretest–posttest design. Qualitative procedures were conducted during the instructional development phase to support the design and validation of the research instruments. The research participants were 139 undergraduate students at Nakhon Pathom Rajabhat University. The participants were enrolled in English courses taught by the researcher. The research instruments included the English listening software, seven units of listening exercises, an online English language proficiency test, and a satisfaction questionnaire. Quantitative data were analyzed using the mean (X̄), standard deviation (S.D.), and paired-samples t-test. Qualitative data obtained during the instructional development phase were analyzed using content analysis The research findings regarding the effectiveness of the English listening software indicated that students' online English language proficiency test scores after instruction were significantly higher than those before instruction. The mean pre-test score was 3.50 (S.D. = 2.20), while the mean post-test score increased to 5.27 (S.D. = 2.71). The improvement was statistically significant (t(138) = 7.12, p &lt; .001). The students reported a high level of satisfaction with using the English listening software to enhance their TOEIC listening skills, with an overall mean score of 3.55 (S.D. = 1.00). These findings suggest that integrating English listening software into English language instruction may support improvements in TOEIC listening proficiency and provide a positive technology-assisted learning experience in higher education.</p> Natthira Puyagoon Zwick ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 365 378 Occupational Stress, Coping Strategies, And ‎Burnout Among Physical Education Teachers at ‎Private Universities in Yunnan Province, China: The ‎Moderating Role of Regional Cultural Context https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6941 <p>Grounded in the Job Demands–Resources (JD-R) Model, Conservation of Resources (COR) Theory, and the Transactional Model of Stress and Coping, this study examines the relationships among occupational stressors, coping strategies, and burnout among physical education (PE) teachers at private universities in Yunnan Province, China. Given the increasing prevalence of teacher burnout in resource-constrained higher education settings, this study provides a context-specific and theoretically grounded examination of stress mechanisms. A stratified cluster sampling method was employed, yielding 396 valid questionnaires from nine institutions. Structural equation modeling (SEM) was used to test the hypothesized relationships.</p> <p> The results indicate that occupational stressors significantly and positively predict coping strategies (β = 0.392, p &lt; 0.001) and directly predict teacher burnout (β = 0.153, p &lt; 0.001). Coping strategies also significantly predict burnout (β = 0.635, p &lt; 0.001), partially mediating the relationship between stressors and burnout and accounting for 25.7% of the total effect. In addition, regional cultural context significantly moderates the relationship between occupational stressors and coping strategies (β = 0.23, p &lt; 0.01), with teachers who report stronger multi-ethnic cultural identity being more likely to mobilize social support and adopt adaptive coping behaviors. The model demonstrated good fit indices (CMIN/DF = 2.156, RMSEA = 0.054, CFI = 0.950, GFI = 0.916, NFI = 0.912). These findings provide robust empirical evidence for understanding burnout mechanisms among PE teachers in culturally diverse and resource-limited institutional contexts, and highlight practical implications for targeted interventions at the individual, organizational, and policy levels to effectively mitigate long-term teacher burnout.</p> Chun Xu Narong Wichairat Sobsun Mahaniyom Piyapun Santaveesuk ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 379 389 The Effects of Dance/Movement Therapy on Positive Emotions, Emotional Self-Efficacy and Mental Health of Junior High School Students https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6935 <p>The objectives of this research were to 1) study the current situation of positive ‎emotions, emotional self-efficacy, and mental health of junior high school students, 2) ‎evaluate the intervention effects of Dance/Movement Therapy (DMT) on positive emotions, ‎emotional self-efficacy, and mental health of junior high school students, and 3) create a ‎model that explains the influence of Dance/Movement Therapy on the mental health of ‎junior high school students, with positive emotion and emotional self-efficacy as mediating ‎variables. The sample of 226 junior high school students at Jianmenguan Tianli School was ‎selected using the Morgan Table for the baseline survey. In the intervention phase, 61 ‎students participated in a 6-week Dance/Movement Therapy (DMT) intervention, including 30 in the experimental group and 31 in the ‎control group. Data were collected using the Positive and Negative Affect Schedule, the ‎Emotional Self-Efficacy Scale, the Middle School Students’ Mental Health Scale, interviews, ‎and expert evaluation forms. The IOC values ranged from 0.80 to 1.00. The reliability ‎coefficients were 0.862, 0.929, 0.919, and 0.966, respectively. Statistical analysis included ‎frequency, percentage, mean, standard deviation, paired-sample t-test, independent-sample t-‎test, correlation, regression, path analysis, and content analysis. The results showed that: 1) ‎positive emotions and emotional self-efficacy were at a moderate level, while mental health ‎was at a good level, with learning anxiety, interpersonal anxiety, and loneliness tendency ‎being relatively prominent; 2) DMT helped reduce negative emotions and improve positive ‎emotions, emotional self-efficacy, and mental health, with the experimental group showing ‎improvement while the control group showed no significant change; and 3) emotional self-‎efficacy fully mediated the relationship between positive emotion and mental health, and ‎expert evaluation indicated the model was at a high level of usefulness, feasibility, and ‎appropriateness</p> Juan He Natchana Bhutasang Duangrat Luangon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 391 398 The Impact of Korean-Style Political Aesthetics on Trust and Engagement Among Thai Undergraduate Students https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6859 <p>This study examines how Korean-style political aesthetics, shaped by Hallyu soft visual identities and idol-like personas, influence political trust and engagement among Thai undergraduate students. Drawing on visual politics, processing fluency, and soft power theories, the research addresses a gap in Southeast Asian scholarship regarding the political impact of transnational cultural aesthetics at the individual level. A cross-sectional survey of 400 students in Bangkok used validated scales to measure Hallyu consumption, perceptions of political aesthetics, political trust, and political engagement. Data were analyzed with t-tests, ANOVA, and multiple linear regression. Results revealed a Gender Paradox: Females reported significantly higher Hallyu consumption and aesthetic recognition, yet gender did not predict political trust when controlling for aesthetic perception. Instead, perceived Korean-style aesthetics emerged as the strongest driver of trust (β = .229, p &lt; .001), functioning as a universal marker of modernity. Academic discipline moderated outcomes, with medical and health sciences students showing highest trust and science/engineering students the lowest. Political trust strongly predicted engagement (β = .344, p &lt; .001), indicating that aestheticized politics can mobilize Gen Z voters beyond passive consumption. These findings suggest Korean-style aesthetics serve as cognitive shortcuts that operate alongside, rather than replace, traditional predictors of political behavior.</p> Kittituch Orisoon Byeongho Mun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 399 409 The Development of Online Lesson on Vocabulary for Thai Undergraduate Students at Nakhon Pathom Rajabhat University https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6174 <p>The purpose of this article was 1) to develop and determine the efficiency of online English vocabulary lessons designed for Thai undergraduate students at Nakhon Pathom Rajabhat University to meet the 75/75 efficiency criterion; 2) to compare students’ English vocabulary learning achievement before and after studying with the online English vocabulary lessons; and 3) to examine the satisfaction of Thai undergraduate students at Nakhon Pathom Rajabhat University with learning English vocabulary through the online lessons. The sample was 40 undergraduate students enrolled in the “English for Intercultural Communication” course during the first semester of the 2022 academic year. They were selected by purposive sampling. The instrument for collecting data consisted of six online English vocabulary lessons with exercises, a vocabulary achievement test, and a satisfaction questionnaire. Data were analyzed using the mean, standard deviation, and a dependent samples t-test. The research results were found as follows; (1) the online English vocabulary lessons achieved an efficiency level of 75.53/77.83; (2) the students’ post-test mean scores were significantly higher than their pre-test scores at the .05 level; and (3) the students expressed a high level of satisfaction with learning through online lessons.</p> Kittiya Khongtan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 411 419 The Role of New Media in Shaping Audience Engagement with Chinese Independent Documentaries https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/4978 <p>This study examines how new media channels shape audience engagement with Chinese independent documentaries and explains why specific tactics succeed or fail. Integrating the SICAS (Sense, Interest &amp; Interactive, Connect &amp; Communicate, Action, Share) audience journey model with Uses and Gratifications (U&amp;G) and Media System Dependency (MSD), we develop a stage–mechanism framework that links channel affordances to measurable outcomes. Using directed document analysis and multi-case synthesis of platform surfaces, creator communications, virtual events, and institutional reports, we map high-yield tactics to each SICAS stage and identify the gratifications they deliver (cognitive, affective/entertainment, social) under varying dependency conditions (individual, group, pseudo-environmental). Results show that sequenced, stage-aware orchestration—platform-native paratexts for discovery, structured real-time interaction, roleful community cadence, single-step conversion flows, and permissive remix with weekly curation—produces compounding gains in discovery, retention, conversion, and diffusion. Mechanism analysis clarifies boundary conditions specific to documentaries: over-novelty or gamification can erode narrative seriousness and suppress completion; automation is most effective when scoped to reply latency and load, but overuse flattens authorial voice. The proposed SICAS–U&amp;G–MSD model offers a practical operations playbook for creators and curators and a theoretical account of when, how, and for whom tactics work in the new media ecology of Chinese independent documentaries.</p> <p> </p> Yi Li Somdech Rungsrisawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 421 430 A Layered Semantic Analysis of Tibetan Mask Imagery Based on Peirce’s Triadic Sign Theory https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/6606 <p>The purpose of this article is 1) to investigate the semantic generation mechanism of Tibetan mask imagery at the iconic level, 2) to analyze the indexical functions of Tibetan mask imagery within ritual and spatial contexts, 3) to explore the cultural coding mechanism of Tibetan mask imagery at the symbolic level, and 4) to construct the superimposed and coupled semantic structure of Tibetan mask imagery based on Peirce’s triadic sign theory. The sample consisted of representative Tibetan masks, including deer masks, charnel ground masks, and guardian deity masks. They were selected by purposive sampling based on their cultural representativeness and symbolic diversity. The instruments for collecting data were document analysis forms and semiotic analysis frameworks. Data were analyzed by descriptive analysis and content analysis. The research results were found as follows: 1) at the iconic level, Tibetan masks construct perceptual recognition through figurative, diagrammatic, and metaphorical resemblance, forming a cross-cultural visual foundation; 2) at the indexical level, masks embed meaning within ritual processes and spatial structures through temporal, behavioral, and contextual indications; 3) at the symbolic level, deep meanings are generated through religious doctrines and socio-cultural conventions, forming a stable cultural coding system; and 4) these three semiotic layers constitute a superimposed and coupled semantic structure that jointly produces the complete meaning of Tibetan mask imagery.</p> Yuandong Jiang Supachai Areerungruang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปราชญ์ประชาคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 4 431 442