วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src
<p><strong>ISSN:</strong> 2822-1117 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก: </strong>2 ฉบับต่อปี ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงสหวิทยาการด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาก่อนตีพิมพ์ <strong>จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 คน</strong> <strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ </strong>และมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewe) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ<strong> 3,500 บาท</strong> โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ ผู้เขียนสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัญชี<strong>ธนาคารออมสิน</strong> เลขบัญชี<strong> 020357858636</strong> ชื่อบัญชี <strong>"มูลนิธิบวรเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม"</strong> สาขา ศาลายา เมื่อชำระแล้วให้ส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ E-mail: <strong>jsrc2563@gmail.com</strong></p>
มูลนิธิบวรเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม [Baworn's Foundation For Religion and Culture Studies]
th-TH
วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2822-1117
-
บทบาทของพระพุทธศาสนาในการสร้างความสามัคคีในบริบทสังคมไทยยุคดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6475
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของพระพุทธศาสนาในการสร้างความสามัคคีในบริบทสังคมไทยยุคดิจิทัลท่ามกลางสภาวะวิกฤตความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและอุดมการณ์ในยุคดิจิทัล จากการศึกษาพบว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลข่าวสารบิดเบือนและสภาวะการรับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียวที่ทำลายความไว้วางใจในสังคมพระพุทธศาสนาได้นำเสนอหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ สาราณียธรรม 6 และสังคหวัตถุ 4 เพื่อเป็นเครื่องมือในการปรับพฤติกรรมและจิตสำนึกโดยเน้นการใช้เมตตาธรรมและการแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม (สาธารณโภคี) รวมถึงการสื่อสารด้วยปิยวาจา เพื่อสร้างสันติสนทนานอกจากนี้สถาบันสงฆ์ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยและสร้างเครือข่าย “บวร” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจแก่ประชาชนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นการบูรณาการ พุทธนวัตกรรมเข้ากับระบบการศึกษาและการสื่อสารภาครัฐเพื่อสร้างความสมานฉันท์ที่ยั่งยืน</p>
พระครูพิศิษฐ์ธรรมพิสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
271
279
-
เปิดโลกสังคมศึกษา: สู่เส้นทางพลเมืองดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5923
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านบทบาทของครูสังคมศึกษาจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ (Instructor) ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) และผู้ออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning Designer) โดยมุ่งนำเสนอการสังเคราะห์องค์ความรู้และแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาในบริบทของโลกยุคดิจิทัลที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ (VUCA World) ผ่านการวิเคราะห์หลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาสมัยใหม่ การพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) และการใช้การวิจัยเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน ผลจากการสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องบูรณาการศาสตร์การสอนสมัยใหม่เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างกลมกลืน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันสื่อ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับท้องถิ่นและสังคมโลก</p>
เอกพันธ์ มะเดื่อ
พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์
พระครูศรีสุนทรสรกิจ
ฉัตรชัย ทันบาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
257
270
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสามัคคีธรรมของโรงเรียนชุมชน บ้านบางโหนด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5692
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสามัคคีธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสามัคคีธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาสภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน การศึกษาแนวทาง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และการนำเสนอแนวทาง ใช้การประชุมสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด พบว่า ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนาในด้านการมีส่วนร่วมที่ยังไม่ครอบคลุม ทรัพยากรที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดและ ระบบการประเมินที่ยังไม่สอดคล้องไม่เป็นทิศทางเดียวกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้การดำเนินงานด้านวิชาการ ยังมีข้อจำกัดในการบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสามัคคีธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด ประกอบด้วย แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม ด้านหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลการเรียน สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และการนิเทศการศึกษา โดยบูรณาการกับหลักสามัคคีธรรม โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ประกอบด้วยการวางแผน การดำเนินงาน การประเมินผล การตัดสินใจ และการรับผลประโยชน์ 3) ผลการนำเสนอ แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสามัคคีธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ โดยหลักสามัคคีธรรมช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเพิ่มความไว้วางใจและความสามัคคี ส่งผลให้การบริหารงานวิชาการมีทิศทางชัดเจน โปร่งใสและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
ชฎาภรณ์ พุฒทอง
พระครูเขมธรรมโฆษิต
บุญเลิศ วีระพรกานต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
1
13
-
11 ประตูเมือง อาณาจักรสาเกตุนคร: ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับการบูรณาการการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนบ้านโนนเที่ยง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6316
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 11 ประตูเมือง อาณาจักรสาเกตุนคร 2) การบูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กับการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนบ้านโนนเที่ยง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3กลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รู้ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีข้อมูลเชิงลึกในด้าน เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 11 ประตูเมือง อาณาจักรสาเกตุนคร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สถานที่ตั้งการขยายตัวของชุมชน 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นกลุ่ม ครู นักเรียน 3) กลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นกลุ่ม ประชาชนทั่วไปในจังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวบข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต จัดประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สาเกตุนคร เป็นชื่อโบราณปรากฏในตำนานอุรังคธาตุใช้เรียกเมืองใหญ่ในภาคอีสาน ปัจจุบัน คือ จังหวัดร้อยเอ็ด คำว่า “นคร” หมายถึงเมืองหลวง ส่วน “สาเกต” สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์และรุ่งเรืองตามคติพุทธ-พราหมณ์ แสดงถึงอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียในภูมิภาค ประวัติเมืองร้อยเอ็ดแบ่งเป็นสามสมัยใหญ่ ได้แก่ 1.1) สมัยพุทธกาล เมืองสาเกตุนครเป็นหนึ่งในสี่นครใหญ่มีเมืองขึ้น 11 เมืองและประตูเมือง 11 ประตู มีระบบคมนาคมและสื่อสารที่ดีเยี่ยม 1.2) สมัยผาแดง เมืองเริ่มเสื่อมอำนาจและกลายเป็นเมืองร้าง ชื่อ “บ้านกุ่มฮ้าง” พร้อมสะท้อนอิทธิพลขอม และ 1.3) สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ เมืองได้รับการฟื้นฟู ตั้งเมืองใหม่และมีการปรับเปลี่ยนการปกครองหลายครั้ง จนกลายเป็นจังหวัดร้อยเอ็ด 2) การบูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรื่องสาเกตุนครและเมืองร้อยเอ็ดในโรงเรียน สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการเมือง โครงสร้างการปกครอง และเมืองขึ้นทั้ง11 เมือง กิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย การสร้างแผนที่เมืองโบราณ แบบจำลองประตูเมือง เล่าเรื่องตำนานท้องถิ่น เช่น บ้านกุ่มฮ้าง และบุญผะเหวด รวมถึงการบูรณาการสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ผ่าน Project-Based Learning และทัศนศึกษาไปยังสถานที่สำคัญ เช่น ประตูเมืองสาเกตุนครและบึงพลาญชัย ผลจากการบูรณาการนี้ทำให้นักเรียนเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดความภูมิใจในมรดกท้องถิ่น และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม</p>
ประสิทธิ์ มาตรวงศ์
ในตะวัน กำหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
14
26
-
การบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนหัวไทร (เรือนประชาบาล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5798
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม 2) แนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 43) นำเสนอและประเมินแนวทาง งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 15 คน ประกอบด้วยรองผู้อำนวยการและครู เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกโดยตรวจสอบความตรงของเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 การร่างแนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 4 เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน ประกอบด้วย นักวิชาการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนและพระสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์เพื่อร่างแนวทาง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 3 การนำเสนอและประเมินแนวทาง เก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้อำนวยการ และพระสงฆ์ โดยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินแนวทาง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาวแบบมีส่วนร่วม พบว่ามีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว 5 มาตรการ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ส่งผลให้ลดปัจจัยเสี่ยงด้านยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียน แต่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ภาระงานครูมากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขาดผู้เชี่ยวชาญ และการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน ชุมชนและหน่วยงานภายนอกไม่ทั่วถึง 2) การศึกษาแนวทางพบว่า การดำเนินงานสถานศึกษาสีขาว 5 มาตรการ คือ มาตรการด้านการป้องกัน มาตรการด้านการค้นหา มาตรการด้านการรักษา มาตรการด้านการเฝ้าระวังและมาตรการด้านการบริหารจัดการ แบบมีส่วนร่วม 4 องค์ประกอบ คือ การตัดสินใจ การดำเนินการ การรับผลประโยชน์และการติดตามประเมินผล และบูรณาการกับหลักสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยาและสมานัตตตา โดยมีกระบวนการดำเนินงานโดยการวางแผน ดำเนินงาน ติดตามประเมินผลและปรับปรุงพัฒนา 3) การนำเสนอและประเมินแนวทางพบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่าแนวทางที่เสนอมีความครบถ้วน เหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของโรงเรียน</p>
สวิตต์ นวลมิ่ง
บุญเลิศ วีระพรกานต์
พระครูเขมธรรมโฆษิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
27
41
-
อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6289
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ค้นหาคุณค่าอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดภูมิภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ที่นำมาต่อยอดใช้ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม 2) ศึกษาแนวทางการนําศิลปวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตผลงานและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมไทย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลใช้แบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รู้ เป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักและสำคัญเกี่ยวกับประวัติชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ อัตลักษณ์ในภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้าน ครู-อาจารย์ ผู้นำชุมชน ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นกลุ่มบุคคลที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เป็นกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยตรง เช่น ผู้ประกอบการ 3) กลุ่มบุคคลทั่วไป ได้แก่ ประชาชน ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวบข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต จัดประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา ผ้า และการหล่อหลอมโลหะ เป็นภูมิปัญญา และมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมเกษตรกรรมที่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะจากรุ่นสู่รุ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า เครื่องจักสาน และเครื่องปั้นดินเผาพบเกือบทุกจังหวัด ขณะที่การหล่อหลอมโลหะและผลิตภัณฑ์อื่นๆ พบเฉพาะบางท้องถิ่น ภาคกลาง พบผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานและเครื่องปั้นดินเผาเกือบทุกจังหวัด ส่วนการหล่อหลอมโลหะและผลิตภัณฑ์อื่นๆ พบเฉพาะ บางชุมชน ภาคใต้ พบผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและเครื่องจักสานเกือบทุกจังหวัด ส่วนเครื่องปั้นดินเผาการหล่อหลอมโลหะ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ พบเฉพาะบางชุมชน 2) แนวทางในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควรพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นทันสมัย ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ลดต้นทุนด้วยการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นโดยไม่ลดทอนคุณค่าและคุณภาพ ส่งเสริมอาชีพแก่คนในท้องถิ่นเพื่อสืบทอดภูมิปัญญา พร้อมสนับสนุนศูนย์สาธิตกระบวนการผลิต การจัดนิทรรศการ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงจูงใจและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ ศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นในทุกภูมิภาคมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชน ทำให้คุณค่าอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์โดดเด่น สามารถสืบทอดและประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันของคนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน แม้จะเผชิญกระแสโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี</p>
อนุชา ม่วงใหญ่
ในตะวัน กำหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
42
55
-
การพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของครูโรงเรียนหัวไทร (เรือนประชาบาล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5813
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนหัวไทร (เรือนประชาบาล) 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูจากประชากรจำนวน 55 คน ได้มาโดยสุ่มแบบเจาะจง โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 รูป/คน และระยะที่ 3 นำเสนอและประเมินแนวทางจากการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูล โดยการเรียบเรียงข้อเสนอแนะเป็นแนวทางฉบับสมบูรณ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การสนับสนุนทรัพยากร โอกาสแสดงความสามารถ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความพอใจในงาน ปริมาณงานที่เหมาะสม ความสุขในการทำงาน การมีส่วนร่วมในการวางแผน และความสอดคล้องกับความรู้ความสามารถ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าแนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
เกศรา ชูสุข
บุญเลิศ วีระพรกานต์
พระครูเขมธรรมโฆษิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
56
71
-
โขมพัสตร์: ภูมิปัญญาผ้าพิมพ์กับการบูรณาการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวัดกำมะเสน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6287
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญาผ้าพิมพ์โขมพัสตร์2) บูรณาการภูมิปัญญาผ้าพิมพ์โขมพัสตร์กับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวัดกำมะเสน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1ผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รู้ เป็นบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับประวัติ ภูมิปัญญา พัฒนาการ กระบวนการผลิต ลวดลาย และการบริหารจัดการผ้าพิมพ์โขมพัสตร์ 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นครู นักเรียน ชาวบ้าน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผ้าพิมพ์โขมพัสตร์ในด้านการเรียนรู้ การปฏิบัติ และการอนุรักษ์ และ 3)กลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นประชาชนในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียงที่มีประสบการณ์รับรู้หรือเกี่ยวข้องกับผ้าพิมพ์โขมพัสตร์การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวบข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต จัดประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผ้าพิมพ์โขมพัสตร์เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมและงานฝีมือไทย กำเนิดขึ้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ กระบวนการผลิต ลวดลาย และการบริหารจัดการผ้าพิมพ์โขมพัสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่าผ้าพิมพ์โขมพัสตร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจร่วมสมัย ทั้งยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างชัดเจน ผ้าพิมพ์โขมพัสตร์จึงมิได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์หัตถกรรม หากแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและควรได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างยั่งยืน 2) การบูรณาการภูมิปัญญาผ้าพิมพ์โขมพัสตร์กับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวัดกำมะเสน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับชีวิตจริงของผู้เรียนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ชัดเจน กระบวนการสอนเชิงปฏิบัติ และการประเมินผลจากผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียน มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมีเจตคติที่ดีต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานการเรียนรู้จึงช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ลัดดาวัลย์ บุญละ
ในตะวัน กำหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
72
84
-
การบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัยตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของสถานศึกษาในศูนย์เครือข่ายที่ 1 ธรรมารักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5840
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาแนวทางการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดย ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 15 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า การดำเนินงานของสถานศึกษายังขาดความเป็นระบบ เนื่องจากไม่มีการสำรวจพื้นฐานเด็กครูขาดทักษะดิจิทัล อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอ การนิเทศขาดความต่อเนื่องและเครื่องมือที่เป็นระบบ ขณะที่การประเมินพัฒนาการยังใช้ระบบกระดาษ ส่งผลให้การติดตามพัฒนาการล่าช้าและไม่สอดคล้องกับบริบท 2) การศึกษาแนวทางการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 พบว่า ขั้นตอนการบริหารการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ประกอบด้วย การวางแผน อำนวยการ นิเทศ และประเมินพัฒนาการของเด็ก การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย ด้านการเรียนรู้ ผู้เรียน ผู้สอน และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 ผ่านกระบวนการ การวางแผน การดำเนินงาน ติดตามประเมินผล และปรับปรุงพัฒนาในทุกขั้นตอน ส่งผลให้การบริหารมีความรอบคอบ และเป็นระบบ 3) การนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นตรงกันว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานศึกษา</p>
รพีพรรษ์ พลายด้วง
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
บุญเลิศ วีระพรกานต์
อภิจิตร์ ณ นคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
85
97
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทแห่งหนึ่ง
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5906
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการตามแนวคิด McKinsey’s 7S และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง (2) ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตามลักษณะประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน และ (3) ศึกษาปัจจัยด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.97) โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ด้านบุคลากรและด้านค่านิยมร่วม รองลงมา คือ ด้านรูปแบบการบริหาร ด้านทักษะ ด้านโครงสร้าง ด้านระบบ และด้านกลยุทธ์ ตามลำดับ และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.04) โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านค่าใช้จ่าย รองลงมา คือ ด้านปริมาณงาน ด้านเวลาในการปฏิบัติงาน และด้านคุณภาพของงาน ตามลำดับ (2) พนักงานที่มีฝ่ายงาน และระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน และ (3) ปัจจัยกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการตามแนวคิด McKinsey’s 7S ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ได้แก่ ด้านค่านิยมร่วม ด้านทักษะ ด้านบุคลากร ด้านระบบ และด้านโครงสร้าง ตามลำดับ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างยั่งยืน</p>
อุบลรัตน์ นีรชกุล
พิทักษ์ ศิลปะประสิทธิ์
อนุวัฒน์ เอี่ยวแสน
พิภพ ช้อยวงค์งาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
98
112
-
รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาด 1 อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5881
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาด 1 2) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยตามหลักไตรสิกขา และ 3) ทดลองใช้และประเมินรูปแบบดังกล่าว ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาด 1 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 คน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมตามหลักไตรสิกขา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 รูป/คน ใช้แบบสัมภาษณ์การวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินรูปแบบ ใช้แบบประเมินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ก่อน-หลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test dependent และการประเมินความพึงพอใจ ของผู้นำรูปแบบไปทดลองใช้ ซึ่งประกอบด้วยครูปฐมวัย จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาด 1 พบว่าครูปฐมวัยยังขาดความรู้และทักษะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะด้านสังคมอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การจัดกิจกรรมยังไม่สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคมของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยตามหลักไตรสิกขาประกอบด้วย (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) การดำเนินการ และ (4) การประเมินรูปแบบ 3) ผลการทดลองใช้พบว่าหลังการทดลองใช้รูปแบบดังกล่าว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการใช้รูปแบบ พบว่า โดยภาพรวมมีระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ที่ค่าเฉลี่ย 4.58 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59</p>
สุกัญญา จิตณรงค์
พระครูพิจิตรศุภการ
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
113
127
-
ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอท่าคันโท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/5978
<p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 136 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ตอน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.831 สถิติที่ใช้ คือ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่า (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอท่าคันโท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผู้นำขายความคิด รองลงมา คือ ด้านผู้นำบอกทุกอย่าง ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านผู้นำมอบหมายงานให้ทำ 2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอท่าคันโท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอท่าคันโท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ไม่แตกต่างกัน</p>
ทวี เหมโส
อำนวย มีราคา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
128
138
-
การบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของสถานศึกษาในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 2 จตุภูมิทุ่งสง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6212
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย2) ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทาง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอและประเมินแนวทางใช้การประชุมสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดความรู้ และความเข้าใจเชิงลึกของบุคลากรทางการศึกษาในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมทั้งข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระบบการประเมินที่ไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์ การจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการประเมินพัฒนาการ ยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มที่ 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ด้านการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ ด้านการจัดประสบการณ์ ด้านการจัด สภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และด้านการประเมินพัฒนาการ โดยได้บูรณาการกับหลักภาวนา 4 และกำหนดขั้นตอนการดำเนินการ ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การติดตามและประเมินผล และการพัฒนาปรับปรุง 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ โดยทุกองค์ประกอบสามารถนำไปใช้ได้จริงทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำแผนการจัด ประสบการณ์ ด้านการจัดประสบการณ์ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และด้านการประเมินพัฒนาการ</p>
ณัฎฐณิชา อินทร์ชัย
บุญเลิศ วีระพรกานต์
พระครูเขมธรรมโฆษิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
139
151
-
โบราณคดีเมืองนครปฐม: การบูรณาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวัดศาลา (หลวงพ่อน้อยอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6286
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม โบราณคดีเมืองนครปฐม 2) การบูรณาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวัดศาลา (หลวงพ่อน้อยอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ผู้ให้ข้อมูล แบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รู้ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีข้อมูลเชิงลึกในด้าน ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรม สังคม ที่เกี่ยวกับโบราณคดีเมืองนครปฐม 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นกลุ่มครู นักเรียน ชาวบ้าน และผู้ที่เคยอาศัย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโบราณคดีเมืองนครปฐม และ 3) กลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปที่เคยรับรู้หรือที่เคยอาศัย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโบราณคดีเมืองนครปฐมการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวบข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต จัดประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เมืองนครปฐมโบราณมีบทบาทสำคัญตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12–13 โดยมีพุทธศาสนาและความเชื่อพราหมณ์เป็นรากฐานของการก่อรูปเมืองและสังคม ตำนานเมืองนครไชยศรี พระประโทณเจดีย์ และพระปฐมเจดีย์ สะท้อนความเจริญด้านศาสนา ศิลปกรรม และวิทยาการมีหลักฐาน โบราณคดีและสถานที่จริง ยืนยันความเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของภูมิภาคในสมัยโบราณ 2) การจัดการ เรียนรู้โดยบูรณาการโบราณคดีนครปฐมกับกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผ่านกระบวนการ Active Learning และ Project-Based Learning เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นคว้า วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากกิจกรรมเชิงปฏิบัติ ส่งเสริมทักษะการคิด การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และความภูมิใจในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปริญญา ธรรมชาติ
ในตะวัน กำหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
152
163
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6323
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ประสิทธิผลของโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน และ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลกับประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน จำนวน 285 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซี่มอร์แกน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 ประสิทธิผลของโรงเรียน เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร (X) กับประสิทธิผลของโรงเรียน (Y) ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมมีความ สัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง 4. ภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำนวน 4 ตัว คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยมีค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 69.20 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Unstandardized Score)</p> <p> Ŷ = 0.916+ 0.261(X3)+ 0.194 (X1) + 0.174 (X4) + 0.073 (X2)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized Score)</p> <p> Ẑ= 0.428 (X3) + 0.333 (X1) + 0.251 (X4) + 0.106 (X2)</p>
นิภาพร พลศักดิ์ขวา
อำนวย มีราคา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
164
174
-
คนมอญสามโคก: มรดกทางวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานีเพื่อการบูรณาการการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนสามโคก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6285
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม ศิลปะและการละเล่น ภูมิปัญญาของชาวมอญสามโคกและปทุมธานี 2) บูรณาการการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนสามโคก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กลุ่มผู้ให้ข้อมูล แบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รู้ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีข้อมูลเชิงลึกในด้านความเชื่อของชาวมอญสามโคกและปทุมธานี ประเพณีและพิธีกรรม ศิลปะและการละเล่น ภูมิปัญญา 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นกลุ่มครู นักเรียน ชาวบ้าน ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีและ3)กลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปในองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัย เชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต จัดประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) มรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม ศิลปะและการละเล่น ภูมิปัญญาของชาวมอญสามโคกและปทุมธานี ประกอบด้วย ความเชื่อและพิธีกรรมของชาวมอญสามโคกและปทุมธานี ประเพณีและพิธีกรรมของชาวมอญในจังหวัดปทุมธานี ศิลปะและการละเล่นของชาวมอญ การแต่งกายของชาวมอญ การแต่งกายของชาวมอญ ภูมิปัญญาของชาวมอญ การสร้างอัตลักษณ์ตัวตนคนมอญ และการรวมกลุ่มทางวัฒนธรรม และการธำรงอัตลักษณ์และตัวตนทางวัฒนธรรมผ่านสมาพันธ์ชาวไทยเชื้อสายรามัญจังหวัดปทุมธานี 2) บูรณาการบูรณาการการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนสามโคก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี มุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างเนื้อหาวัฒนธรรมมอญสามโคกกับกิจกรรมลงมือปฏิบัติและการเรียนรู้จากชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ มีความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น และเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง โดยการออกแบบการเรียนการสอนเน้น 5 ประเด็นหลัก คือ 2.1) ผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.2) การกำหนดประเด็นศึกษาอย่างชัดเจน 2.3) การปลูกฝังจิตสำนึก ค่านิยม และจริยธรรม 2.4) การจัดบรรยากาศส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และ 2.5) การรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล</p>
วิภาวรรณ วิมุติ วิมุติ
ในตะวัน กำหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
175
188
-
การบริหารงบประมาณของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6371
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา และ2. เปรียบเทียบการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้างานงบประมาณ จำนวน 194 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย เป็นแบบสอบถามแบ่งเป็น2 ตอน ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่า (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงบประมาณของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามตำแหน่งและประสบการณ์ ในการปฏิบัติงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน</p>
จิรารัตน์ พานคำ
อำนวย มีราคา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
189
199
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6377
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ (2) ศึกษาระดับแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ (3) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ (4) ศึกษาอิทธิพลของการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ (5) ศึกษาอิทธิพลของแรงสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 376 คน สุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยสวัสดิการ ผู้สูงอายุในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (3) แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (4) ปัจจัยการจัดสวัสดิการมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 1 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยเรียงลำดับตามสมการดังนี้ ด้านความมั่นคงในชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญได้ร้อยละ 16.8 (5) ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยเรียงลำดับตามสมการดังนี้ ด้านข้อมูลข่าวสาร ได้ร้อยละ 32.6 ด้านอารมณ์ ได้ร้อยละ 28.5 และด้านแรงงาน สิ่งของ เงินทอง และบริการ ได้ร้อยละ 27.1 ตามลำดับ</p>
สัญญา คำอิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
200
212
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6368
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และข้าราชการครู จำนวน 285 คน โดยใช้ตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) และการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้วิจัยเป็นแบบสอบถาม 2 ตอน ตอนที่ 1 ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 มีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 ตอนที่ 2 ประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 มีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด โดยพบว่า ด้านระบบบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านภาวะผู้นำ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านงบประมาณที่ใช้ในการบริหาร มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด โดยพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และความสามารถในการพัฒนาทัศนคติทางบวก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด จัดอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด คือ ระบบบริหารจัดการ รองลงมา คือ การพัฒนาบุคลากร และบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การ 4) ปัจจัยการบริหารจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ระบบบริหารจัดการ (X<sub>6</sub>) การพัฒนาบุคลากร (X<sub>3</sub>) ภาวะผู้นำ (X<sub>1</sub>) และบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การ (X<sub>4</sub>) ที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 84.60 (R² = .846; Adjusted R² = .843) และสมการมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 381.10, p < .01)</p>
นุสรา ทองอินทร์
เอกลักษณ์ เพ็งพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
213
222
-
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดไผ่ดำ แผนกสามัญศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6594
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดไผ่ดำ แผนกสามัญศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้แบบการวิจัย One Group Pretest - Posttest Design ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 กลุ่ม 21 รูป ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ผู้วิจัยทำการสุ่มแบบ Cluster Random Sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาสังคมศึกษา เรื่องหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดไผ่ดำแผนกสามัญศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดไผ่ดำแผนกสามัญศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี มีค่าเฉลี่ย 12.86 และหลังจากการจัดการเรียนรู้แล้ว ทำการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 24.33 ซึ่งสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาสังคมศึกษา ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (X = 3.88, S.D. = 0.80)</p>
พระปิยะพงษ์ ฐานปิโย (คำผิว)
สายรุ้ง บุบผาพันธ์
จงรักษ์ ภูพิษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
223
232
-
การประเมินโครงการอบรมวัยรุ่นวัยใส ใส่ใจป้องกันยาเสพติด และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรโรงเรียนวัดดอนใคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6576
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินด้านปฏิกิริยา ด้านการเรียนรู้ ด้านพฤติกรรม และด้านผลลัพธ์ ของโครงการอบรมวัยรุ่นวัยใส ใส่ใจป้องกันยาเสพติดและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โรงเรียนวัดดอนใคร ปีการศึกษา 2567 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick Model) ของโดนัลด์ แอล เคิร์กแพทริค (Donald L. Kirkpatrick) กลุ่มตัวอย่าง (การกำหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง) ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 1 คน ครู จำนวน 15 คน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 48 คนรวมทั้งสิ้น จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คือ แบบสอบถามความคิดเห็น แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินโครงการอบรมวัยรุ่นวัยใส ใส่ใจป้องกันยาเสพติด และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านผลลัพธ์ (X = 4.86) ด้านการเรียนรู้ (X = 4.82) ด้านปฏิกิริยา (X = 4.82) และด้านพฤติกรรม (X = 4.78) ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการมีประสิทธิผลอย่างรอบด้าน กล่าวคือผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมและรูปแบบการอบรม (ด้านปฏิกิริยา) มีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น (ด้านการเรียนรู้) สามารถนำความรู้ไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม (ด้านพฤติกรรม) และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในระดับบุคคลและภาพรวมของกลุ่มเป้าหมาย (ด้านผลลัพธ์) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าโครงการอบรมดังกล่าวประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และมีความเหมาะสมในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือขยายผลในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและพฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับเยาวชนอย่างยั่งยืน</p>
กมลวรรณ ชาญณรงค์
ธณัฐชา รัตนพันธ์
นพรัตน์ ชัยเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
233
244
-
ประสิทธิผลองค์การของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6860
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ (2) ศึกษาระดับประสิทธิผลองค์การของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ (3) เปรียบเทียบประสิทธิผลองค์การของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (4) ศึกษาความสัมพันธ์ของการใช้หลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลองค์การของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร หรือผู้แทนบริษัทสมาชิก จำนวน 311 คน ได้มาโดยตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA และ Pearson Correlation ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (2) ประสิทธิผลองค์การของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (3) ปัจจัยด้านอาชีพและระดับการศึกษามีความแตกต่างต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลองค์การในบางด้าน (4)การใช้หลักธรรมาภิบาล เฉพาะด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลองค์การในด้านการป้องกันการทุจริต และด้านความโปร่งใสมีความสัมพันธ์กับการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ส่วนหลักธรรมาภิบาลด้านอื่นไม่พบความสัมพันธ์กับประสิทธิผลองค์การในด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการจัดการเรื่องร้องเรียน</p>
ธีรพล กาญจนากาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
7 1
245
256