https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/issue/feed
วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2026-07-16T21:30:29+07:00
Phrakrusiripanyasopon, Dr.
jsrc2563@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN:</strong> 2822-1117 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก: </strong>2 ฉบับต่อปี ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงสหวิทยาการด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาก่อนตีพิมพ์ <strong>จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 คน</strong> <strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ </strong>และมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewe) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน และทางวารสารได้กำหนดความคล้ายของเนื้อหาบทความกับเอกสารที่เผยแพร่แล้วและเอกสารที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดใน ThaiJO (ทั้งเอกสาร) ด้วยโปรแกรม CopyCatch ในระดับ <strong>ไม่เกิน 25% </strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ<strong> 3,500 บาท</strong> โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่กองบรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ ผู้เขียนสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัญชี<strong>ธนาคารออมสิน</strong> เลขบัญชี<strong> 020357858636</strong> ชื่อบัญชี <strong>"มูลนิธิบวรเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม"</strong> สาขา ศาลายา เมื่อชำระแล้วให้ส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ E-mail: <strong>jsrc2563@gmail.com</strong></p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6773
หลักอริยสัจ 4 กับการคลี่คลายความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน
2026-03-29T10:00:19+07:00
พระไกรสร สุมโน (กันมา)
rockhop8899@gmail.com
พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์)
laksathit@gmail.com
วีรนุช พรมจักร์
Weeranuch.pr@mbu.ac.th
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาและเสนอแนวทางการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 ในฐานะระเบียบวิธีคิดเชิงระบบผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการตีความตามกรอบพุทธปรัชญา เพื่อหาทางออกให้แก่วิกฤตการณ์มวลมนุษยชาติที่ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกระแสหลักมักมุ่งเน้นเพียงมิติการคานอำนาจและผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งยังไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริง ผลการศึกษาพบว่า สงครามครั้งนี้มิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางการทหาร แต่คือสภาวะ “ทุกข์เชิงโครงสร้าง” (Structural Dukkha) ที่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งความสูญเสียทางกายภาพ ภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจระดับโลก และความบีบคั้นทางจิตสังคมระดับสากล โดยมีรากเหง้าหรือ “สมุทัย” สำคัญที่ฝังลึกอยู่ในอกุศลมูล อันได้แก่ โลภะ (ความทะยานอยากในอำนาจ) โทสะ (ความพยาบาทมุ่งทำลายล้าง) และโมหะ (ความหลงผิดในข้อมูลและการโฆษณาชวนเชื่อ) ซึ่งถูกปรุงแต่งให้บานปลายด้วยปปัญจธรรม (ตัณหา มานะ ทิฐิ) จนกลายเป็นเครื่องเนิ่นช้า ที่ปิดกั้นโอกาสในการเจรจาสันติภาพสภาวะที่พึงประสงค์หรือ “นิโรธ” จึงมิใช่เพียงการหยุดยิง แต่คือการบรรลุ ถึงสภาวะนิปปัญจะที่คู่ขัดแย้งสามารถก้าวพ้นจากการยึดติดในอัตลักษณ์เชิงอำนาจและอุดมการณ์ชาตินิยม สุดโต่ง เพื่อมองเห็นความเป็นจริงเรื่องความพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence) ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ว่าความมั่นคงของรัฐหนึ่งสัมพันธ์กับความมั่นคงของรัฐอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษานี้ คือ นโยบายการทูตเชิงจริยธรรมที่ใช้ยุทธศาสตร์ “มรรค” (Magga) เป็นเข็มทิศในการปรับสัมมาทิฐิและสัมมาวาจาในระดับสากล เพื่อรื้อถอนโครงสร้างแห่งอกุศลธรรมและสถาปนาดุลยภาพแห่งสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นธรรม สำหรับบทสรุปเชิงปฏิบัติที่คนทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในชีวิตประจำวันได้นั้นชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “การสื่อสารด้วยสติ” โดยเริ่มต้นจากการเท่าทันความคิดปรุงแต่งที่เกิดจากความโกรธและความลำเอียง (ปปัญจะ) การลดทอนอัตตาตัวตนเพื่อเปิดรับความเห็นที่ต่างออกไป และการใช้สุนทรียสนทนาที่ปราศจากวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง เพื่อเปลี่ยนผ่าน จากการเผชิญหน้าไปสู่การสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพ ที่ยั่งยืนจากระดับบุคคลสู่ระดับสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนสืบไป</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7304
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสีเขียวเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและเสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชนผ่านกระบวนการวิศวกรสังคม กรณีศึกษาชุมชนท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
2026-04-24T16:48:38+07:00
ชัชญาภา วัฒนธรรม
chartchayapha.w@gmail.com
ลัดดา สรรพคุณ
laddateacher@gmail.com
เบญจวรรณ ศรีมารุต
benjawan.s@pnru.ac.th
มีนมาส พรานป่า
meanmas.p@pnru.ac.th
อภิศักดิ์ คู่กระสังข์
apisak2012@gmail.com
เสถียรพันธุ์ ขุนมนตรี
skhunmontri@gmail.com
ชาญวิทย์ มุสิกะ
chanwit@mail.rmutk.ac.th
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสีเขียวในการพัฒนาทักษะชีวิตและเสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชน ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคมในบริบทของชุมชนท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นชุมชนกึ่งเกษตรกรรมที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาชุมชน โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและการผลิตสินค้าชุมชน แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัล การเข้าถึงองค์ความรู้ และการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลที่ส่งผลต่อรูปแบบการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจฐานราก บทความมุ่งพัฒนากรอบแนวคิดการพัฒนาชุมชนเชิงบูรณาการ โดยศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในฐานะเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างโอกาสทางอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับนวัตกรรมสีเขียวในฐานะกลไกการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร เช่น การแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นแผ่นซีเมนต์ทางเดินผสมแกลบ การผลิตเทียนหอมสมุนไพรจากพืชท้องถิ่น และการพัฒนาระบบรดน้ำอัตโนมัติที่ควบคุมผ่านสมาร์ตโฟน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิต ตลอดจนกระบวนการวิศวกรสังคมที่ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่การศึกษาปัญหาการออกแบบไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมสีเขียวและกระบวนการวิศวกรสังคมสามารถยกระดับศักยภาพของประชาชนในชุมชนท่าดินดำได้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการจัดการทรัพยากร โดยก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ชุมชน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และความเป็นเจ้าของชุมชน ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งสังเคราะห์ได้เป็น “โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการ” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี กระบวนการ และผลลัพธ์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม กล่าวโดยสรุป แนวทางดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6725
การประเมินโครงการพลังเยาวชนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาธิปไตย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-03-18T22:23:16+07:00
พีรพล อมรการ
6755701037@nstru.ac.th
พณกฤษ บุญพบ
phanagrid.boo@gmail.com
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
dr.kaset2557@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการพลังเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจประชาธิปไตย ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพตามวิถีประชาธิปไตย การศึกษาใช้รูปแบบการประเมินของ Robert L. Hammond ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดการประเมินโครงการที่มุ่งเน้น การพิจารณาผลลัพธ์ของโครงการอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านการเรียนการสอน ด้านสถาบันและด้านพฤติกรรม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการประเมินเชิงปริมาณ จำนวน 192 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบง่าย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 6 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสังเกตพฤติกรรม เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านก่อนเก็บข้อมูล จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\chi&space;" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการสอน ผลการเปรียบเทียบความรู้และทักษะของผู้เข้าร่วมโครงการ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\chi&space;" alt="equation" />= 7.49) สูงกว่าก่อนการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\chi&space;" alt="equation" />= 4.96) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.53 คะแนน ยืนยันว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ของโครงการสามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเนื้อหาโครงการมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการสอดแทรกหลักความเป็นพลเมือง 3 ประการ คือ คารวธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม 2) ด้านสถาบัน ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กิจกรรมการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียน กิจกรรมนี้สำเร็จในการเป็นช่องทางสำคัญที่สุดในการสะท้อนความต้องการของผู้เรียน (Student Voice) และช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่การบริหารงานของสภานักเรียน อีกทั้งกระบวนการจัดการเลือกตั้งยังมีความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นระบบ สามารถจำลองการทำงานของระบอบประชาธิปไตยในสังคมจริง 3) ด้านพฤติกรรม พฤติกรรมของนักเรียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.43) มิติด้านจิตพิสัย ได้รับคะแนนสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.52) โดยเฉพาะพฤติกรรมการเคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย = 4.61) และการตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในการเลือกตั้ง (ค่าเฉลี่ย = 4.50) อย่างไรก็ตาม พบข้อสังเกตว่านักเรียน ส่วนใหญ่ยังมีบทบาทเป็นเพียงผู้เข้าร่วม โดยการมีส่วนร่วมเชิงรุกในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีก โครงการพลังเยาวชนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาธิปไตย มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาพลเมืองประชาธิปไตยของนักเรียน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ในสถานศึกษา ผลการประเมินนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารและครู ในการวางแผนปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย ให้นักเรียนมีส่วนร่วมเชิงรุกมากยิ่งขึ้นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปีการศึกษาต่อไป</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6727
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
2026-03-18T22:25:40+07:00
ธัญพร อาชาชาญ
thanyaporn.arc@student.mbu.ac.th
สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี
supattarapusit@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .985 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ ของภาพรวมระหว่างภาวะผู้นำการเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 พบว่า ภาพรวมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 คือ ด้านความคาดหวังและการสร้างโอกาส และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร สามารถร่วมกันทำนายการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน ได้ร้อยละ 42.9 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y= 2.263 + 0.349 (X<sub>4</sub>) + 0.178 (X<sub>3</sub>) และสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z= 0.44 (X<sub>4</sub>) + 0.229 (X<sub>3</sub>)</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6742
แนวทางการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนวัดประทุมทายการาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4
2026-03-19T20:47:53+07:00
วิลาสินี สายทองแท้
wlsnstt34@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
Phrakosit@hotmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
อภิจิตร์ ณ นคร
apijit029@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน วัดประทุมทายการาม 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน สำหรับการศึกษาสภาพ และ 5 รูป/คน สำหรับการศึกษาแนวทางรวมทั้งการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมใน 5 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มงานสำนักงาน กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และวารสาร กลุ่มงานบริหารอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ กลุ่มงานบริการ และกลุ่มงานกิจการนักเรียน ยังมีข้อจำกัดด้านภาระงานของบุคลากร งบประมาณ อุปกรณ์และเทคโนโลยี ไม่เพียงพอ การประสานงานและการเชื่อมโยงข้อมูลไม่ต่อเนื่อง รวมถึงระบบติดตามและประเมินผลยังไม่เป็นระบบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการดำเนินงาน 2) แนวทางการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนวัดประทุมทายการาม เป็นการดำเนินงานแบบองค์รวม โดยบูรณาการทั้ง 5 กลุ่มงานเข้ากับหลักอิทธิบาท 4 ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการรับผลประโยชน์ มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยใช้ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นกลไกขับเคลื่อนเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพัฒนาอย่างยั่งยืน 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานทั่วไปแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนวัดประทุมทายการาม มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6823
การประเมินโครงการอาหารพื้นถิ่นสู่สากลโรงเรียนวัดสโมสร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4
2026-03-26T09:56:06+07:00
หงษ์รัตน์ หมวดพล
hongrat9656@gmail.com
รัฐพร กลิ่นมาลี
rattaporn_kli@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
werayut_cha@nstru.ac.th
<p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการอาหารพื้นถิ่นสู่สากล โรงเรียนวัดสโมสร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 โดยใช้รูปแบบการประเมินของแฮมมอนด์(Hammond) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อประเมินด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในการเรียนโครงการอาหารพื้นถิ่นสู่สากลของนักเรียนโรงเรียนวัดสโมสร 2)เพื่อประเมินด้านการจัดการเรียนการสอนโครงการอาหารพื้นถิ่นสู่สากลโรงเรียนวัดสโมสร 3)เพื่อประเมินด้านสถาบันโครงการอาหารพื้นถิ่นสู่สากลโรงเรียนวัดสโมสร กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 9 คน ครูผู้สอนของโรงเรียนวัดสโมสรจำนวน 11 คน นักเรียนโรงเรียนวัดสโมสรระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 39 คน ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้น 80 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบทดสอบวัดด้านพุทธพิสัย แบบวัดจิตพิสัย แบบวัดทักษะพิสัย แบบบันทึกคะแนน แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ได้ค่า IOC 1.00 ทุกข้อคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจง ความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายพรรณนา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1. ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ พบว่า 1) ด้านพุทธพิสัยนักเรียนส่วนใหญ่ มีผลประเมินด้านพุทธพิสัยอยู่ในระดับดีมาก 2) ด้านจิตพิสัยผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับดี และ 3) ด้านทักษะพิสัย นักเรียนส่วนใหญ่ อยู่ในระดับดี ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ด้านการจัดการเรียนการสอน พบว่า 1) การจัดระบบ 2) เนื้อหา 3) วิธีการ 4) สิ่งอำนวยความสะดวก 5) งบประมาณ มีผลการประเมิน รวมอยู่ในระดับมาก ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน 3. ด้านสถาบัน พบว่า 1) ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการโครงการในระดับสูง 2) นักเรียนมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม การเข้าร่วมแข่งขัน และต้องการให้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้น ครูมีความสนใจพัฒนาตนเองผ่านการอบรมและการเรียนรู้จากปราชญ์ท้องถิ่น ส่วนผู้ปกครองและชุมชนให้ความสนใจติดตามผล และความก้าวหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ 3) โครงการได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับโรงเรียนและชุมชน 4) โครงการได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากผู้บริหารในด้านนโยบายและงบประมาณ ครูให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ ชุมชนและปราชญ์ท้องถิ่นสนับสนุนองค์ความรู้และวัตถุดิบ ผู้ปกครองให้กำลังใจและติดตามผลอย่างใกล้ชิด และ 5) โครงการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผน ดำเนินกิจกรรม ประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา ส่งผลให้โครงการมีความเข้มแข็งและยั่งยืน</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6779
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
2026-03-23T10:42:17+07:00
ชุติมตี เจี้ยงยี่
chutimatee.jei@student.mbu.ac.th
บุญส่ง ทองเอียง
bunsung.tho@mbu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร สถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 จำนวน 285 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.60 และการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน มีค่าเท่ากับ 0.60 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ของภาพรวมระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 พบว่า ภาพรวม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 คือ การสร้างบรรยากาศแห่งองค์การนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าเสี่ยง ได้ร้อยละ 8.86 สามารถเขียน สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y = 0.449 + 0.289(x<sub>3</sub>) 0.330(x<sub>2</sub>) 0.284(x<sub>4</sub>) และสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z<sub>y</sub> = 0.311(x<sub>3</sub>) + 0.345(x<sub>2</sub>) + 0.315(x<sub>4</sub>)</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6837
แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษา ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-03-26T09:49:56+07:00
สรัลพร จิตตารมย์
sarunway1996@gmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
PhraKosit@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาของโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้ให้ข้อมูล 15 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ 2) ศึกษาแนวทาง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้ให้ข้อมูล 5 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง 3) นำเสนอและประเมินแนวทาง ใช้แบบประเมินการสนทนากลุ่ม โดยผู้ให้ข้อมูล 7 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา พบว่า บุคลากรยังขาดความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษา การกำหนดค่าเป้าหมายไม่สอดคล้องกับบริบท รวมถึงมีข้อจำกัดด้านภาระงาน การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ทรัพยากร เทคโนโลยี และการจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2) แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า สถานศึกษา มีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) กำหนดมาตรฐานการศึกษา (2) จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา (3) ดำเนินการตามแผน (4) ประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา (5) ติดตามผลและนำผลมาปรับปรุงพัฒนา (6) จัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (7) พัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการหลักอริยสัจ 4 ทำให้กระบวนการดำเนินงานมีความเป็นระบบเชิงเหตุและผลมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุด (ทุกข์) ระบุสาเหตุที่แท้จริง (สมุทัย) กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (นิโรธ) และกำหนดแนวทางการดำเนินงาน (มรรค) ซึ่งส่งผลให้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษามีความยั่งยืน 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นสอดคล้องกันว่า แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ ทั้งนี้การนำหลักอริยสัจ 4 มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน ส่งผลให้การวางแผน การดำเนินงาน และการปรับปรุงพัฒนามีความเชื่อมโยงต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6829
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-03-26T09:53:50+07:00
มายุรี นาคเป้า
mayuree.nar@student.mbu.ac.th
ทิพมาศ เศวตวรโชติ
tippamas.mbu@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร รวม 3,010 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 341 คน ที่ได้จากการดำเนินการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทั้งวิธีนำเข้า (Enter) และวิธีขั้นตอน (Stepwise)</p> <p> ผลจากการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.53, S.D.=0.26) 2) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.54, S.D.=0.24) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมมีความสัมพันธ์กันในทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการกระตุ้นทางปัญญาโดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 56.9 (R<sup>2</sup>=.569)</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6836
แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-03-26T09:48:34+07:00
ศรัญญา วิเชียร
saranya47115@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
PhraKosit@hotmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของสถานศึกษา เครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 2) ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 ใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพ มีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ได้แก่ ผู้บริหาร และคณะครูในสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ขั้นตอนการศึกษาแนวทางใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 ประธานเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 หัวหน้างานวิชาการสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 ศึกษานิเทศก์ และพระภิกษุที่มีคุณวุฒิด้านการศึกษาใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และขั้นตอนการนำเสนอแนวทาง ใช้การประชุมสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ประธานเครือข่าย สถานศึกษาปากพนัง 2 ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ พระภิกษุที่มีคุณวุฒิด้านการศึกษา นักวิชาการด้านหลักสูตร หัวหน้าวิชาการสถานศึกษา ใช้แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษา ปากพนัง 2 สถานศึกษามีการบริหารหลักสูตรโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่งผลให้หลักสูตรสอดคล้องกับบริบทผู้เรียนและท้องถิ่น และสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด ด้านความเชี่ยวชาญของครูและทรัพยากร จึงควรพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง และใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารหลักสูตรอย่างเป็นระบบ 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 พบว่า สถานศึกษามีการบริหารหลักสูตร อย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน โดยประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู และชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ เกิดบรรยากาศความร่วมมือ และหลักสูตรมีความสอดคล้องกับบริบทผู้เรียนและท้องถิ่น ทั้งนี้ การดำเนินงานตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ช่วยเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการบริหารหลักสูตรและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน และ 3) เพื่อนำเสนอ และประเมินแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายสถานศึกษาปากพนัง 2 ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ ต่อการนำไปใช้ในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ทั้งนี้เพราะว่าแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาดังกล่าวมีองค์ประกอบครบถ้วน และมีกระบวนการที่ชัดเจน</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6980
การอภิบาลสุขภาวะทางจิตวิญญาณสำหรับคนหูหนวก: บทบาทของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกไทยผ่านชมรมคนหูหนวกคาทอลิกแห่งประเทศไทย
2026-04-03T22:08:49+07:00
บาทหลวงภูรวัติ ศีราอริย
kaidaou@hotmail.com
ระพีพันธ์ จอมมะเริง
Rapeepun.jom@mahidol.ac.th
ณรงค์ ถนอมเล็ก
rapeepun2555@gmail.com
ปณิธาน ทองประไพ
rapeepun2555@gmail.com
กุลธิดา ศีราอริย
rapeepun2555@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการและรูปแบบการอภิบาลทางจิตวิญญาณสำหรับคนหูหนวกของชมรมคนหูหนวกคาทอลิกแห่งประเทศไทย (DCAT) ณ วัดน้อยพระจิตเจ้า (2) วิเคราะห์ความสอดคล้องของกระบวนการดังกล่าวกับแนวคิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ (3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่สนับสนุนการเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณของคนหูหนวก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participatory Observation) เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 การศึกษาได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (COA. No. MUPH 2025-121)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมของชมรมฯ สามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) พิธีกรรมทางศาสนาในภาษามือไทย (2) การแบ่งปันพระวาจาและคำสอนที่ปรับให้เหมาะกับคนหูหนวก (3) กิจกรรมสร้างชุมชนและการสนับสนุนทางสังคม และ (4) การมีส่วนร่วมของคนหูหนวกในฐานะผู้ดำเนินการหลัก กิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับมิติสุขภาวะทางจิตวิญญาณขององค์การอนามัยโลกในด้านความหมายของชีวิต การเชื่อมต่อทางจิตใจ และการมีส่วนร่วมในชุมชน นอกจากนี้ยังพบช่องว่างเชิงนโยบายสำคัญ คือ การขาดการรับรองบริการล่ามภาษามือในกิจกรรมทางศาสนาในระดับนโยบายของรัฐ</p> <p> งานวิจัยนี้มีนัยสำคัญต่อการพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่ครอบคลุมและตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณของกลุ่มคนหูหนวกในบริบทวัฒนธรรมไทย และเสนอแนะให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานโยบายสนับสนุนการเข้าถึงบริการล่ามภาษามือในกิจกรรมทางจิตวิญญาณ</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/6875
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
2026-04-01T09:36:48+07:00
กฤตติกา คะหะวงศ์
krittika.kah@student.mbu.ac.th
ทิพมาศ เศวตวรโชติ
tippamas.mbu@gmail.com
<p> วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ จำนวน 327 คน โดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันต์วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบนำตัวแปรทั้งหมด และแบบขั้นตอน ในรูปสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และรูปสมการพยากรณ์มาตรฐาน</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2)ระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ในทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4 ด้าน คือ ด้านการสร้างบรรยากาศองค์การนวัตกรรม ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการบริหารความเสี่ยง และด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้าน ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยทำนายความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 81.60 สามารถสร้างสมการถดถอย ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y = .366 + .319(x<sub>5</sub>) + .239(x<sub>2</sub>) + .219(x<sub>3</sub>) + .142(x<sub>1</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Z= .342(X<sub>5</sub>) +.258(X<sub>2</sub>) + .244(X<sub>3</sub>) + .139(X<sub>1</sub>)</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7038
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1
2026-04-07T06:06:25+07:00
กุลธิดา หนูนุ่มนวล
67g180015@parichat.skru.ac.th
รุจิราพรรณ คงช่วย
rujirapun.ko@skru.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบ ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) รวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู หน่วยงานดังกล่าว จำนวน 278 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับได้ 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่า t และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูจำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรกำหนดวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลที่ชัดเจน และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรมควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นช่องทางในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารภายในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7060
รูปแบบการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทสังคมร่วมสมัย: การวิเคราะห์เชิงปรัชญา
2026-04-21T09:44:08+07:00
ธิติชัย ปรีชา
Itthisak.ler@gmail.com
เมธา หริมเทพาธิป
metha.ang@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์หลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2) วิเคราะห์ กระบวนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทสังคมร่วมสมัย และ (3) สังเคราะห์รูปแบบการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเชิงปรัชญา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรัชญา ได้แก่ วิภาษวิธีแบบโสกราตีส การตีความเชิงอรรถปริวรรต และการไตร่ตรองสะท้อนกลับ ผลการวิจัยพบว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็น “ปรัชญาเชิงกระบวนการ” ที่มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความพอประมาณความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัว ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ การขับเคลื่อนปรัชญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการปรับตัวอย่างต่อเนื่องในบริบทสังคมร่วมสมัย และมีความสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ผลการสังเคราะห์นำไปสู่รูปแบบการขับเคลื่อนที่เน้นการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก อันนำไปสู่สังคมแห่งการแบ่งปันและการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7368
การพัฒนาคู่มือการนิเทศภายในด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนในเครือข่ายไทรขึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
2026-04-26T13:51:14+07:00
นนท์ปวิธ ปานกล่อม
nonpawit.panklom@gmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
phrakosit@hotmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนิเทศภายในด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) พัฒนาคู่มือการนิเทศภายในด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพตามหลักอริยสัจ 4 3) ประเมินคู่มือการนิเทศภายในด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพตามหลัก อริยสัจ 4 ของโรงเรียนในเครือข่ายไทรขึง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เชิงลึก จำนวน 15 คน เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญการสร้างคู่มือ จำนวน 5 รูป/คน และประเมินคู่มือ จำนวน 15 คน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินคู่มือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการนิเทศภายในของโรงเรียนในเครือข่ายไทรขึง ส่วนใหญ่ยังขาดคู่มือ และแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบ ส่งผลให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่อง และมีลักษณะการบริหารแบบบนลงล่าง (Top-Down) ทำให้ครูมีทัศนคติเชิงลบต่อการนิเทศ และยังขาดความเข้าใจ ในการนิเทศด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมองว่าเป็นการตรวจสอบมากกว่าการพัฒนา 2) ผลการพัฒนาคู่มือ พบว่าคู่มือที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ บทนำ วัตถุประสงค์ คำจำกัดความ โครงสร้างหน้าที่ความรับผิดชอบ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และเอกสารอ้างอิง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอนที่บูรณาการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กับหลักอริยสัจ 4 ได้แก่ การรวมกลุ่ม (ทุกข์) การศึกษาสภาพปัญหา (สมุทัย) การวางแผน (นิโรธ) การปฏิบัติการนิเทศ (มรรค) และการประเมินผล (นิโรธ/มรรค) ซึ่งเน้นการนิเทศแบบกัลยาณมิตร และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3) ผลการประเมินคู่มือ พบว่าในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 คิดเป็นร้อยละ 97.40 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.89 (ร้อยละ 97.80) รองลงมา คือ ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 (ร้อยละ 97.40) และด้านความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 (ร้อยละ 96.80) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7379
การศึกษาเชิงวิเคราะห์พุทธธรรมเชิงประสบการณ์
2026-05-04T10:42:58+07:00
รชต แซ่ตั้น
pavoratchata@gmail.com
เมธา หริมเทพาธิป
metha.ang@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดพุทธธรรมเชิงประสบการณ์ในมิติญาณวิทยา อภิปรัชญา และจริยศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรมเชิงประสบการณ์กับแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และปรัชญาหลังนวยุค และ 3) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้พุทธธรรมผ่านประสบการณ์ตรง โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการศึกษาเอกสารจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎก และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตีความเชิงปรัชญาในกรอบของญาณวิทยา อภิปรัชญา และจริยศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า พุทธธรรมเชิงประสบการณ์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการเข้าถึงสภาวะธรรมผ่านประสบการณ์ตรงของบุคคลโดยอาศัยการสังเกตตนเอง การไตร่ตรองสะท้อนคิด และการปฏิบัติจริง ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจในระดับปัญญา ที่ลึกซึ้งกว่าการรับรู้เชิงทฤษฎี ในมิติญาณวิทยา พุทธธรรมเชิงประสบการณ์มองว่าความรู้เกิดจากการปฏิบัติ และการประจักษ์ด้วยตนเอง ในมิติอภิปรัชญา ความจริงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเหตุปัจจัยและบริบทของการเกิดขึ้น ส่วนในมิติจริยศาสตร์ พุทธธรรมเชิงประสบการณ์มุ่งพัฒนาการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และเกื้อกูลต่อผู้อื่น นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าพุทธธรรมเชิงประสบการณ์มีลักษณะเป็นพลวัต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และปรัชญาหลังนวยุคที่มองว่าความจริงมิใช่สิ่งตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การตีความ และบริบทของมนุษย์ องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ “EBL Model” (Experiential Buddhist Learning Model) ซึ่งประกอบด้วย 4 กระบวนการสำคัญได้แก่ ประสบการณ์ตรง การสังเกตตนเอง การสะท้อนคิดเชิงปัญญา และการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7409
การสร้างศาสนทายาทตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทในสังคมไทยร่วมสมัย
2026-05-01T13:31:45+07:00
พระมหาสิทธกร ธมฺมิโกภาโส
sistti123@gmail.com
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์
phongmcu@gmail.com
นภาพร หงษ์ทอง
napaporn.hon@mcu.ac.th
<p> การวิจัยเรื่อง “การสร้างศาสนทายาทตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทในสังคมไทยร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดเรื่องศาสนทายาทที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (2) ศึกษาระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยที่มีต่อการสร้างศาสนทายาท และ (3) วิเคราะห์แนวทางการสร้าง ศาสนทายาทให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิ จากพระไตรปิฎกและอรรถกถา และข้อมูลทุติยภูมิจากหนังสือ งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดเรื่องศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาเถรวาท มีรากฐานมาจากแนวคิด “ธรรมทายาท” ซึ่งหมายถึงผู้สืบทอดพระธรรมวินัยผ่านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ ไม่ใช่เพียงการสืบทอดสถานะหรือพิธีกรรมทางศาสนา โดยศาสนทายาทครอบคลุมพุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ซึ่งมีบทบาทร่วมกันในการทำนุบำรุงพระศาสนา 2. ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในการสร้างศาสนทายาท พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานผ่านระบบการบรรพชาอุปสมบทและการฝึกฝนตามหลักไตรสิกขา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยที่มีความต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ครอบคลุมการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม แผนกบาลี และสามัญศึกษา รวมถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา และ 3. แนวทางการสร้างศาสนทายาทให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย ในบริบทสังคมร่วมสมัยการสร้างศาสนทายาทเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และค่านิยม ทำให้จำนวนผู้บวชลดลงและรูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม การวิจัย ชี้ให้เห็นว่าสามารถพัฒนาได้ผ่านการบูรณาการระหว่างหลักพระธรรมวินัย ระบบการศึกษาคณะสงฆ์ และการประยุกต์ใช้หลักธรรมในชีวิตจริง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ ภาครัฐ ภาคเอกชน และพุทธบริษัทโดยรวม สำหรับองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้ คือ การเสนอ “รูปแบบการสร้างศาสนทายาท เชิงบูรณาการ” ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (1) พระธรรมวินัยเป็นแกนกลาง (2) ระบบการศึกษาคณะสงฆ์เป็นกลไกหลัก (3) พุทธบริษัท 4 เป็นเครือข่ายร่วมสืบทอด และ (4) การประยุกต์ใช้หลักธรรม เช่น ไตรสิกขา อิทธิบาท 4 และอริยสัจ 4 เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพศาสนทายาท เพื่อให้สามารถดำรงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างมั่นคงในสังคมไทยร่วมสมัย</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7407
การประเมินโครงการคุณภาพดีมีประกัน โรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-05-01T13:33:20+07:00
นะราภรณ์ นาคนวล
s5746702027@gmail.com
อรรครา ธรรมาธิกุล
akara_tha@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
werayut_cha@nstru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินด้านบริบทของโครงการคุณภาพดีมีประกัน โรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2)เพื่อประเมิน ด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการคุณภาพดีมีประกัน โรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 3)เพื่อประเมินด้านกระบวนการของโครงการคุณภาพดีมีประกัน โรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 4) เพื่อประเมิน ด้านผลผลิตของโครงการคุณภาพดีมีประกัน โรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบท ในภาพรวมมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด โดยด้านความต้องการจำเป็นของโครงการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านความคาดหวังต่อโครงการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดผลเชิงคุณภาพ พบว่า โครงการมีความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานการศึกษาตามนโยบายและการประเมินภายนอก 2) ด้านปัจจัยนำเข้า ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ระดับมากที่สุด โดยด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านงบประมาณมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลเชิงคุณภาพ พบว่า สถานศึกษามีการบริหารจัดการ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และได้รับความร่วมมือในการสนับสนุนจากชุมชน 3) ด้านกระบวนการ ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ระดับมากที่สุด โดยด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านขั้นตอนการดำเนินงานมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลเชิงคุณภาพ พบว่า การดำเนินงานเป็นระบบตามวงจร PDCA มีกลไกการติดตาม ผลอย่างต่อเนื่องและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 4) ด้านผลผลิต ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ระดับมากที่สุด โดยด้านความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านคุณภาพผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลเชิงคุณภาพ พบว่า โครงการส่งผลต่อพัฒนาการของผู้เรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ครูเกิดการพัฒนานวัตกรรมการสอน และโรงเรียนได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากชุมชนเพิ่มขึ้น</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7420
แนวทางการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ของสถานศึกษาเครือข่ายที่ 6 พระพรหม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
2026-05-01T13:35:50+07:00
นิชาภา สุขสม
s.nichanichapha@gmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
Phrakosit@hotmail.com
อภิจิตร์ ณ นคร
apijit029@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) ศึกษา แนวทางการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 3) นำเสนอและประเมินแนวทาง การนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทาง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอแนวทางใช้การประชุมสนทนากลุ่ม จากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนมีการดำเนินการนิเทศ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยมีการศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการ การวางแผน การปฏิบัติงานนิเทศ ตลอดจนการประเมินผลและรายงาน เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการนิเทศแบบกัลยาณมิตรที่เน้นความร่วมมือ ให้ข้อเสนอแนะ อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร ภาระงาน รวมทั้งความต่อเนื่องในการติดตามและรายงานผล 2) แนวทางการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามหลัก กัลยาณมิตรธรรม 7 ประกอบด้วยการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ การวางแผนการนิเทศ การปฏิบัติงานนิเทศ และการประเมินผลและรายงาน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประกอบด้วย ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นปฏิบัติตามกิจกรรม ขั้นอภิปรายและสรุป ขั้นประเมินผล และขั้นสะท้อนผลและประยุกต์ใช้ โดยใช้หลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ในกระบวนการนิเทศ 3) ผลการนำเสนอแนวทางการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า มีความเหมาะสมมีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ในการนิเทศการจัดการเรียนรู้ได้จริง</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7422
การประเมินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านดุหุน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2
2026-05-01T13:38:07+07:00
จุรีพร แซ่ลิ่ม
kruhling.1995@gmail.com
รัฐพร กลิ่นมาลี
rattaporn_kli@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
werayut_cha@nstru.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านดุหุน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยรูปแบบการประเมิน CSE ของมาร์วิน ซี อัลคิน ในการประเมินระบบโครงการ การประเมินการวางแผนโครงการการประเมินการนำไปใช้ การประเมินการปรับปรุงโครงการ และประเมินการยอมรับโครงการ กลุ่มตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 11 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 50 คน และนักเรียน จำนวน 50 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 119 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน ตัวแทนครู จำนวน 1 คน และตัวแทนผู้ปกครอง จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 3 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประเมินโครงการ และแบบสัมภาษณ์ ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา และบรรยายพรรณนา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1. ด้านการประเมินระบบโครงการ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ หลักการและเหตุผลของโครงการ มีความสอดคล้องกับนโยบาย สพฐ. และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ วัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล และความเหมาะสมของสถานที่ในการดำเนินโครงการ 2. ด้านการประเมินการวางแผนโครงการ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากโครงการ และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวของในโครงการมีความพร้อม และมีศักยภาพ 3. ด้านการประเมินการนำไปใช้ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ โรงเรียนมีการประชุมปรึกษาหารือวางแผนการดำเนินงาน และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ มีการรายงานผลการดำเนินงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง 4. การประเมินด้านการปรับปรุงโครงการ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 5. การประเมินด้านการยอมรับโครงการ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผู้ปกครองพร้อมให้ความร่วมมือดำเนินโครงการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จต่อไป และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ โครงการสามารถเป็นแบบอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ได้</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7587
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
2026-05-12T08:55:12+07:00
พระครูสุนทรวินัยรส
vinaikotruk@gmail.com
ทองคำ เกษจันทร์
Thongkhamket.888999@gmail.com
ดนัย ลามคำ
namedanai@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสัมพันธ์และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครู 324 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.974 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .753) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .116 ถึง .908 ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษามีค่าอำนาจการพยากรณ์ ร้อยละ 70.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนดิบได้ คือ Y = 1.508 + .783X<sub>3</sub> - .225X<sub>1</sub> + .109X<sub>4</sub> และสมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปแบบคะแนนมาตรฐานได้ คือ Z = 1.015X<sub>3</sub> - .308X<sub>1</sub> + .109X<sub>4</sub></p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7471
การประเมินโครงการสานฝัน หมั่นเพียร เรียนเพลิน โรงเรียนบ้านดุหุน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2
2026-05-05T23:59:01+07:00
จิราวรรณ คงยิ้ม
jirawan.pj123@gmail.com
รัฐพร กลิ่นมาลี
rattaporn_kli@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
werayut_cha@nstru.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินโครงการสานฝัน หมั่นเพียร เรียนเพลิน โรงเรียนบ้านดุหุน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยรูปแบบการประเมิน CIPPiest กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียน รวมทั้งหมด 119 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามประเมินโครงการและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า การประเมินโครงการสานฝัน หมั่นเพียร เรียนเพลิน โรงเรียนบ้านดุหุน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความยั่งยืน ด้านประสิทธิผล ด้านบริบท ด้านผลกระทบ ด้านผลผลิต ด้านกระบวนการ ด้านการถ่ายโยงความรู้ และด้านปัจจัยนำเข้า ตามลำดับ สรุปได้ว่า โครงการสานฝัน หมั่นเพียร เรียนเพลิน โรงเรียนบ้านดุหุน ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในด้านการเรียนรู้ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงการมีความต่อเนื่องและยั่งยืนในการดำเนินงาน สามารถ นำผลการประเมินไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง และวางแผนการดำเนินโครงการของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาผู้เรียนในสถานศึกษาต่อไป</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7670
ระบบการสอนสังคมศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาตามหลักพุทธวิธีการสอน 4 ประการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จังหวัดพิจิตร
2026-05-18T15:51:50+07:00
พระครูสิริปริยัตโยดม (ไวยุวัฒน์)
mathee1971@gmail.com
พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม
somboon1595@gmail.com
ชวาล ศิริวัฒน์
Chawan2497@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ทั่วไปของระบบการสอนสังคมศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาตามหลักพุทธวิธีการสอน 4 ประการ 2) พัฒนาองค์ความรู้ทั่วไปของระบบการสอน 3) ประเมินหรือรับรองระบบการสอน และ 4) เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ระบบการสอน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการวิจัยภาคสนาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หลวงพ่อเพชรวิทยา จังหวัดพิจิตร จำนวน 38 รูป และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 9 รูป/คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในปัจจุบันยังเน้นการบรรยายและการท่องจำ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้หลักธรรมในชีวิตประจำวันจึงมีความจำเป็นในการพัฒนาระบบการสอนที่สอดคล้องกับบริบทผู้เรียนในยุคปัจจุบัน 2) สามารถพัฒนาระบบการสอน “BCK Model” โดยบูรณาการหลักพุทธวิธีการสอน 4 ประการ ได้แก่ สันทัสสนา สมาทปนา สมุตเตชนา และสัมปหังสนา ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมสู่การปฏิบัติได้ 3) ผลการประเมินระบบการสอนพบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งด้านองค์ประกอบของระบบ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรม รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง และ 4) แนวทางการประยุกต์ใช้ควรส่งเสริมให้ครูนำ “BCK Model” ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การมีส่วนร่วม และการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ควบคู่กับการใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะสมกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/src/article/view/7825
ความสัมพันธ์ของการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1
2026-05-29T23:58:45+07:00
ทิพย์วรรณ มูลศาสตร์
tip.26021959@gmail.com
บุญมี พันธุ์ไทย
tharathip_kib@hotmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคล 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน โดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ แจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเท่ากับ 0.92 แสดงว่าแบบสอบถามมีความเหมาะสมในการนำไปใช้เก็บข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการวางแผนอัตรากำลังมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการเลื่อนเงินเดือน และด้านการเปลี่ยนตำแหน่งให้สูงขึ้น ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการลา 2) ประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการเพิ่มพูนทักษะในการทำงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านความตระหนักรู้ในตนเอง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการเพิ่มพูนแรงจูงใจในการทำงาน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษา ของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 พบว่า ด้านการวางแผนอัตรากำลัง ด้านการเปลี่ยนตำแหน่งให้สูงขึ้น ด้านการเลื่อนเงินเดือน และด้านการลา มีความ สัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษา โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.900 และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษาได้ ร้อยละ 91.10 (R² = .911) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานยังแสดงให้เห็นว่า การบริหารงานบุคคลมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการบริหารงานสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-07-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม