วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr <table border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" align="center"> <tbody> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ชื่อวารสาร</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ประเด็นที่เปิดรับ</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">1) ด้านการศึกษาและวิทยาการเรียนรู้<br />2) ด้านสหวิทยาการทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ระยะเวลาเผยแพร่</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">3 ฉบับต่อปี (เมษายน, สิงหาคม, ธันวาคม)</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ISSN</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">2822-1397 (Online)</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>รูปแบบการตีพิมพ์</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span class="style43">ออนไลน์</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>หน่วยงาน</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ภาษา</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>Article Processing Charge (APC)</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">1) บทความภาษาไทย 3,500 บาท <br />2) บทความภาษาอังกฤษ 4,500 บาท</td> </tr> </tbody> </table> th-TH jmkr@mcu.ac.th (วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์) jmkr@mcu.ac.th (วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์) Wed, 03 Jun 2026 08:02:09 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6160 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับวัฒนธรรมองค์การและระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา และ 2) อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรกำลังปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ระดับวัฒนธรรมองค์การและระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมองค์การส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า อยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub>=.791) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การ พบว่าส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 62.60 (R<sup>2</sup>=.626) และผลการทดสอบสมมติฐานวัฒนธรรมองค์การ พบว่า มีผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากร สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> กิตติยา นามไพร, ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6160 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6243 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัว 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของไทยและของต่างประเทศ 3) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยวิจัยเชิงคุณภาพ อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ตีความเอกสารทางกฎหมาย จากหนังสือ ตำรา งานวิจัย วิทยานิพนธ์ วารสาร และเอกสารทางวิชาการทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นหลัก</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น ความบีบคั้น กดดัน ความเครียดที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น การทำงานหนัก เหนื่อยล้า ไร้ที่พึ่งทางใจ สิ้นหวัง และปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ สังคม ความคาดหวัง สื่อสังคม เป็นต้น มีการใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย เช่น การทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ใช้ความรุนแรงทางวาจา เช่น การด่าทอ การข่มขู่คุกคามคนในครอบครัว และทางใจ เช่น การประพฤตินอกใจ การทำให้คนในครอบครัวเสียกำลังใจ เป็นต้น อันเป็นความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ สาเหตุเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย</li> <li>กฎหมายไทยหลายฉบับ ก็มีการบัญญัติในทำนองว่า การใช้ความรุนแรงที่กระทำต่อคนในครอบครัวเป็นความผิด เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ในขณะที่กฎหมายต่างประเทศก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใช้ความรุนแรงที่กระทำต่อบุคคลในครอบครัวเป็นความผิดทั้งทางแพ่ง และทางอาญา แต่กฎหมายต่างประเทศมีมาตรการเชิงรุกมากกว่ากฎหมายไทย</li> <li>มาตรการในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวนั้นมีหลายประการ เช่น มาตรการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มาตรการที่เบี่ยงเบนออกจากการดำเนินคดีอาญาปกติ มาตรการไม่เผยแพร่ข่าวความรุนแรงในครอบครัว มาตรการที่บุคคลภายนอกสามารถกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานได้ ไม่เป็นความผิด มาตรการเยียวยาผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น</li> </ol> ณรงค์ เชื้อบัวเย็น, อุเทน สุขทั่วญาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6243 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนการสอนพุทธบริหารการศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียน: การบูรณาการศาสตร์การวิจัยสมัยใหม่กับการวิจัยในชั้นเรียน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6244 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดการจัดการเรียนการสอนพุทธบริหารการศึกษาโดยใช้การวิจัยในชั้นเรียนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียนระดับอุดมศึกษาในบริบทการศึกษาไทยศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางความท้าทายจากความซับซ้อนของปัญหาสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน การวิจัยทางการศึกษาจึงมิได้เป็นเพียงทักษะเชิงเทคนิค หากแต่เป็นสมรรถนะพื้นฐานที่ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดพุทธบริหารการศึกษาในการบูรณาการศาสตร์การวิจัยสมัยใหม่ โดยวิเคราะห์ผ่าน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) กระบวนทัศน์การวิจัยทางการศึกษากับหลักพุทธธรรม (2) รูปแบบการวิจัยร่วมสมัยกับการเรียนรู้เชิงพุทธ (3) การวิจัยในชั้นเรียนกับการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียน และ (4) คุณค่าและจริยธรรมการวิจัยตามแนวพุทธบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า พุทธบริหารการศึกษาสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบบูรณาการเชิงปรัชญาและจริยธรรม ที่เชื่อมโยงกระบวนทัศน์ วิธีวิทยา และการปฏิบัติการวิจัยเข้าด้วยกันอย่างสมดุล การใช้การวิจัยในชั้นเรียนเป็นฐานช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้จากปัญหาจริง พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิจัย การสะท้อนคิด และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบ และจริยธรรมการวิจัย บทความสรุปว่า การบูรณาการการวิจัยในชั้นเรียนกับพุทธบริหารการศึกษาเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบัณฑิตที่มีสมรรถนะรอบด้านและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน</p> พระครูปลัดสมชัย นิสฺสโภ (ประกอบพรชัย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6244 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6293 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหาร สถานศึกษา และ 2) ศึกษา ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 84 คน ครูผู้สอน จำนวน 270 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความตรงเชิงเนื้อหา คือ 1.00 และค่าของความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น <strong>PNI <sub>modified</sub></strong></p> <p><strong> ผลการศึกษาพบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่ามากที่สุด ด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการสนับสนุน ส่งเสริมและการจัดการเทคโนโลยี และสภาพที่พึงประสงค์การพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่ามากที่สุด คือ ด้านการสนับสนุน ส่งเสริมและการจัดการเทคโนโลยี และด้านที่มีค่าน้อยที่สุด คือ ด้านการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้</li> <li>ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น มีค่าเท่ากับ 0.138 โดยเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1) ด้านการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านความรู้และการใช้เทคโนโลยี 3) ด้านจริยธรรม กฎหมาย และความปลอดภัย 4) ด้านการสนับสนุน ส่งเสริมและการจัดการเทคโนโลยี 5) ด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์</li> </ol> กิติยา ฐานคร, วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6293 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารกับการทำงานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6296 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 312 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลและด้านการมีส่วนร่วมในการได้รับผลประโยชน์</li> <li>การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการสร้างโอกาสของสมาชิกในทีม ด้านความร่วมมือ ด้านการเคารพและยอมรับซึ่งกันและกัน ด้านความไว้วางใจกันและกัน และด้านการสื่อสารที่เปิดเผยและต่อเนื่อง</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารกับการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูงมาก (r=0.810) และมีทิศทางเป็นบวก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ความสัมพันธ์รายด้านของการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารกับการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กับด้านความไว้วางใจกันและกัน มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงสุด</li> </ol> อิศราญา คล่องดี, วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6296 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารจัดการภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6839 <p>บทความวิชาการนี้ต้องการนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการภาวะหมดไฟ (Burnout) ของบุคลากรทางการศึกษา อันเป็นปัจจัยหลักของการทำหน้าที่ของความเป็นครูที่มีผลกระทบต่อคุณภาพการการศึกษาและสุขภาวะของครู พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงภาวะของการหมดไฟ (Burnout) มักจะแสดงออกมาทางกิริยาท่าทางและอารมณ์ เช่น 1. ความเหนื่อยล้าด้านอารมณ์ เฉื่อยชา เหม่อลอย ไม่ให้ความสำคัญต่อภาระงาน 2. ชอบมองโลกในแง่ร้าย หรือ มีทัศนคติในเชิงลบต่ออาชีพการงานของตน และ 3. การลดทอนความเชื่อมั่นในความสามารถของตน คือ ด้อยค่าความสามารถของตน และไม่ให้ความสำคัญกับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องด้วย ความไม่สมดุลระหว่างภาระงานที่ต้องรับผิดชอบและสภาพทางจิตใจ ​เป็นเหตุทำให้บุคลกรทางการศึกษาลาออกและหางานที่เหมาะสมกับตัวเอง ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างเป็นวงกว้าง ฉะนั้น บทความนี้จึงใคร่นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาวะหมดไฟเชิงพุทธ โดยใช้หลักอริยสัจ 4 คือ รู้ปัญหา รู้ที่มาของปัญหา เพื่อตัดปัญหา และรู้วิธีการสลัดซึ่งปัญหา และใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักรู้ความเพียรในความพอดีของงาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบกัลยาณมิตร ลดการยึดมั่นในอัตตา และสร้างพื้นที่ความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน การนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการบริหารจัดการภาวะหมดไฟ มิใช่เพียงแค่การรักษาสะภาพจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดทรัพยากรในการองค์กรให้เกิดความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข</p> พระครูสุจิตพัฒนพิธาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6839 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของพระคิลานุปัฎฐากในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5671 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบทบาทพระคิลานุปัฎฐากที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาบทบาทและสภาพปัญหาของพระคิลานุปัฏฐากในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูป/คน</p> <p><strong> ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างในการดูแลภิกษุอาพาธทั้งทางกาย จิตใจ และปัญญา ในปัจจุบัน บทบาทของพระคิลานุปัฏฐากในพระพุทธศาสนามุ่งเน้นการดูแลพระสงฆ์อาพาธรอบด้าน ทั้งการปฐมพยาบาลและการใช้คิลานเภสัช ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค</li> <li>บทบาทของพระคิลานุปัฏฐาก คือทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ รวมถึงติดตาม ประสานงาน และรายงานข้อมูลสุขภาพของพระสงฆ์ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ปัญหาในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ขาดแคลนพระคิลานุปัฏฐาก มีข้อจำกัดด้านนโยบาย การประสานงาน ทรัพยากรบุคคล การอบรมไม่เพียงพอ</li> <li>แนวทางการส่งเสริมบทบาทของพระคิลานุปัฏฐาก ควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรสาธารณสุขในพื้นที่ การสนับสนุนและส่งเสริมจากคณะสงฆ์อำเภอเมืองแพร่ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การดูแลสุขภาพพระสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามพระราชบัญญัติสุขภาพพระสงฆ์</li> </ol> พระกิตติพงศ์ กิตติปญฺโญ (แก้วดำ), พระครูสุนทรธรรมนิทัศน์, พระอนุสรณ์ กิตติวณฺโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5671 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6549 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางการเงินจากการเรียนรู้โดยกิจกรรมก่อนและหลังการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน และ 3) เพื่อศึกษาความฉลาดรู้ทางการเงินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) รูปแบบแผนลำดับขั้นเชิงอธิบาย (Explanatory Sequential Design) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายของการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 16 คน คัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนที่เลือกลงทะเบียนเรียนในรายวิชา ส20227 ความฉลาดรู้ทางการเงิน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน 2) แบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) แนวคำถามการสัมภาษณ์กลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติแบบนอนพาราเมตริกของวิลค็อกสัน (Wilcoxon Signed Rank Test) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ<br />โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐาน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>นักเรียนมีความฉลาดรู้ทางการเงินจากการเรียนรู้เรียนรู้โดยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับฉากทัศน์เป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจทางการเงินในสถานการณ์จำลองได้อย่างสมเหตุสมผล ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินในอนาคต และมีแนวโน้มพฤตกรรมในการจัดการการเงินที่ดีขึ้น และเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์จริงในชีวิตประจำวันได้</li> </ol> นัทธพงศ์ โปธาซาง, วสันต์ สรรพสุข, วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6549 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6918 <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อโปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนปงรัชดาภิเษก อำเภอปง จังหวัดพะเยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย 2) แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ เพื่อประเมินความเหมาะสมของโปรแกรมและความพึงพอใจของนักเรียน คำนวณหาประสิทธิภาพของโปรแกรม (E1/E2) เปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80/80 และใช้การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired Sample t-test) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>โปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่าน โดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัยมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด</li> <li>คะแนนความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยใช้กลยุทธ์เมตาคอกนิชันร่วมกับประเด็นทางสังคมร่วมสมัย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p> องค์ความรู้จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการบริบททางสังคมที่ใกล้ตัวผู้เรียนเข้ากับกระบวนการรู้คิด ช่วยยกระดับความสามารถในการประเมินและตีความข้อมูลขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สมาตยา สัมพันธสิทธิ์, วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์, วสันต์ สรรพสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6918 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6499 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 2) ศึกษาการบริหารวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 199 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) โดยแบ่งประชากรตามโรงเรียน แล้วสุ่มตัวอย่างในแต่ละโรงเรียนตามสัดส่วนจำนวนประชากรของโรงเรียนนั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong> ผลวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกค่า โดยภาพรวมมีค่าความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูงมาก สำหรับคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอดกับด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา รองลงมา คือ ทักษะด้านเทคนิคกับด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา และทักษะทางเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัลกับด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ตามลำดับ ส่วนคู่ที่มีความสัมพันธ์กันต่ำสุด คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอดกับด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา</li> </ol> จักรินทร์ กาวิโล, วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6499 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6350 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 278 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธีการ Stepwise</p> <p><strong> ผลวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</li> <li>ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการสนับสนุนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี (X<sub>6</sub>) ด้านการปรับปรุงอย่างเป็นระบบและการสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร (X<sub>5</sub>) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (X<sub>3</sub>) และด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (X<sub>4</sub>) ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน โดยสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของโรงเรียนได้ร้อยละ 79.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</li> </ol> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p>Y ̂ = 0.554 + 0.344(X<sub>6</sub>) + 0.219(X<sub>5</sub>) + 0.164(X<sub>3</sub>) + 0.121(X<sub>4</sub>)</p> <p>สมการในรูปแบบมาตรฐาน</p> <p>Z ̂ = 0.387(Zx<sub>6</sub>) + 0.259(Zx<sub>5</sub>) + 0.189(Zx<sub>3</sub>) + 0.138(Zx<sub>4</sub>)</p> สิรวิชญ์ แก้วปินะ; วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6350 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพทางกายโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6101 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพทางกายโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพทางกายโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดศรีดอก (ประชาพัฒน) จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong> ผลการวิจัย</strong></p> <ol> <li>หลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพทางกายโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีองค์ประกอบ 6 ประกอบ ได้แก่ 1) ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตรประกอบด้วย 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 หุ่นใหม่ใกล้ฉัน หน่วยที่ 2 แข็งก่อน เดี๋ยวอ่อนเอง หน่วยที่ 3 กล้ามแน่น พลังเต็มร้อย หน่วยที่ 4 ไวเหมือนลิง และหน่วยที่ 5 หัวใจแกร่ง แรงไม่มีตก 4) แนวทางการจัดการเรียนรู้ 5) สื่อ / แหล่งเรียนรู้ และ 6) การวัดและการประเมินผล หลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก และคู่มือการใช้หลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ ในระดับมาก</li> <li>นักเรียนที่เรียนด้วยหลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพทางกายโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่าเฉลี่ยผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ธีมาพร ยะจ่อ, ปริญญภาษ สีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6101 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักภาวนาธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6422 <p>วัตถุประสงค์ของบทความวิจัยนี้เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนาธรรมกับคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก และ 3) นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักภาวนาธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างประชากรจากสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ จำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูปหรือคน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท นำเสนอเป็นความเรียงประกอบตารางแจกแจงความถี่ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">หลักภาวนาธรรม กับระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และระดับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนาธรรม กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยองโดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก (r = .839) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า หลักภาวนาธรรม กับคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน</li> <li class="show">ทางการประยุกต์หลักภาวนาธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยองควรดำเนินการตามหลักภาวนาธรรมอันประกอบด้วย 1) กายภาวนา ควรส่งเสริมสุขภาพกายของประชาชนโดยพัฒนาสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะ สนับสนุนโครงการตรวจสุขภาพเชิงรุก และจัดกิจกรรมกีฬาชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีร่างกายแข็งแรง รวมทั้งส่งเสริมความรู้เรื่องโภชนาการและการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมตามวัย 2) สีลภาวนา ควรส่งเสริมจริยธรรมและความประพฤติดีในชุมชนผ่านการสนับสนุนกิจกรรมศาสนา การจัดอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนและประชาชน 3) จิตภาวนา ควรสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ประชาชนผ่านการจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธภาพชุมชน รวมทั้งจัดระบบสวัสดิการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเพื่อลดความเครียดและสร้างความสุขทางใจให้ชุมชน 4) ปัญญาภาวนา ควรสนับสนุนการศึกษาตลอดชีวิต จัดฝึกอาชีพและถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชุมชน และส่งเสริมการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ</li> </ol> สุธาทิพย์ เสถียรเขต, สายัณห์ อินนันท์ใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6422 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเรียนการสอนสังคมศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6452 <p>บทความวิชาการเรื่อง การเรียนการสอนสังคมศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิด หลักการ และแนวทางการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับสาระทางสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านความรู้ ทักษะ คุณธรรม และปัญญา เนื้อหานำเสนอความสำคัญของสังคมศึกษาในการสร้างพลเมืองคุณภาพ และชี้ให้เห็นความจำเป็นของการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณค่าทางจริยธรรมต่อการแก้ปัญหาสังคมร่วมสมัย โดยเสนอกรอบการสอนตามหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ควบคู่กับการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 และอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นฐานในการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง การลงมือปฏิบัติจริง และการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าแนวทางดังกล่าวช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี มีเหตุผล คุณธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติและยั่งยืน</p> พระพิทักษ์ อริยปุตฺโต (บุญทอง), พระมหาชนินทร์ อธิวโร (ลิขสิทธิ์พันธุ์), นวัชโรจน์ อินเต็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6452 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการศูนย์เรียนรู้ภายใต้ส่วนงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6501 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการศูนย์เรียนรู้ภายใต้ส่วนงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ในด้านการให้บริการของเจ้าหน้าที่ ด้านความสามารถของวิทยากรและการถ่ายทอดความรู้ ด้านกิจกรรมและเนื้อหา ด้านอุปกรณ์การเรียนรู้และสื่อการสอน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อม และด้านการบริหารจัดการ 2) เพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์เรียนรู้ ภายใต้ส่วนงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณและแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการศูนย์เรียนรู้ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีระดับความพึงพอใจต่อการใช้บริการศูนย์เรียนรู้ภายใต้ส่วนงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.46) เมื่อพิจารณาจัดอันดับรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความพึงพอใจมาที่สุด ได้แก่ ด้านการให้บริการของเจ้าหน้าที่ และ ด้านความสามารถของวิทยากรในการถ่ายทอด (ค่าเฉลี่ย 4.50) รองลงมา ได้แก่ ด้านอุปกรณ์การเรียนรู้และสื่อการสอนและด้านกิจกรรมและเนื้อหา (ค่าเฉลี่ย 4.47) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อม (ค่าเฉลี่ย 4.46) และด้านการบริหารจัดการ (ค่าเฉลี่ย 4.33)ตามลำดับ โดยผู้ใช้บริการได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1)ควรเพิ่มช่องทางการสื่อสารที่สะดวก/จัดทำคู่มือการใช้บริการ 2) ควรจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตฟรีอย่างทั่วถึง 3) ควรประชาสัมพันธ์ข้อมูลกิจกรรมให้ถูกต้องและทั่วถึง ผ่านหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ และสื่อออนไลน์</li> <li class="show">แนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ภายใต้ส่วนงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มีกลยุทธ์จากผลความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการได้ดังนี้ 1. ยกระดับคุณภาพการให้บริการ 2. พัฒนาระบบการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ 3. ยกระดับคุณภาพเนื้อหาและวิทยากร 4. พัฒนานวัตกรรมสื่อและเทคโนโลยี 5. พัฒนาสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก 6. เสริมสร้างเครือข่ายและการบริหารจัดการ</li> </ol> <p>&nbsp;</p> ศิรภัสสร กันถาด, ปัญจพร คำโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6501 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบูรณาการในการสอนสังคมศึกษา: สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6491 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการในการสอนสังคมศึกษาเพื่อมุ่งสู่การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยเน้นพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้เรียนในศตวรรษที่ 21ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้เนื้อหาครอบคลุมการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการในเนื้อหาสาระ ในกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล และบทบาทใหม่ของครู เพื่อช่วยให้การจัดการเรียนรู้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทสังคมโลกปัจจุบันสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีความหมายแก่ผู้เรียน จากการศึกษาพบว่า การนำเทคโนโลยี เช่น VR/AR, Big Data,GIS, Social Media และ Gamification มาบูรณาการ ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้ผู้เรียนเข้าใจปัญหาทางสังคมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และการสื่อสารในโลกดิจิทัลพร้อมปลูกฝังคุณลักษณะของ “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน ครูต้องปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน บทความนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีไม่เพียงยกระดับคุณภาพแต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมต่อการดำรงชีวิตในสังคมยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> พระครูใบฎีกาธนู ธนวฑฺฒโน (เนียมวงศ์), กิตติศักดิ์ แท่งทอง, พระสมพงษ์ ณฏฺฐิโก (เฒ่าเง้า) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6491 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาในยุคดิจิทัล: การปรับตัวเพื่อสร้างพลเมืองที่มีศักยภาพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6493 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาในยุคดิจิทัลโดยมุ่งวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21และปลูกฝังความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีวิจารณญาณและความรับผิดชอบต่อสังคมประชาธิปไตยใช้วิธีการศึกษาจากการวิเคราะห์เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ทฤษฎีการสร้างความรู้แนวคิดพลเมืองดิจิทัล และกรอบการบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดในบริบทร่วมสมัยจากการศึกษา พบว่า เทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาอย่างรอบด้านทั้งโอกาสและความท้าทายโดยนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น การสืบสอบด้วยข้อมูลดิจิทัล การใช้เกมจำลอง การเรียนรู้ผ่านโครงการ และแพลตฟอร์มออนไลน์รวมถึงการประเมินผลแบบดิจิทัล มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทสังคมช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับสมรรถนะของครู การเลือกใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรการบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีความหมายจึงเป็นการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่รับผิดชอบซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง</p> พระสมพงษ์ ณฏฺฐิโก (เฒ่าเง้า), พระครูใบฎีกาธนู ธนวฑฺฒโน (เนียมวงศ์), ปุณภพ ชทชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6493 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบปัจจัยการบริหารจัดการที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานการใช้งานระบบการวางแผนทรัพยากรธุรกิจขององค์กรโดยรวม ของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด ในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5854 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด และ 3) พัฒนารูปแบบปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บริการ พนักงาน ผู้บริหาร กลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด ในจังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน พิจารณาจากการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ปัจจัยระบบการวางแผนทรัพยากรของธุรกิจ และการสนับสนุนของรัฐบาล ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรดในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม</li> <li>ปัจจัยระบบการวางแผนทรัพยากรของธุรกิจ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรด ในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม ทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.22) เกิดขึ้นได้จากตัวแปรสังเกตได้ 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ ภาพการบริการ คุณภาพระบบ คุณภาพสารสนเทศ ความไว้วางใจ การรับรู้ ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และปัจจัยการสนับสนุนของรัฐบาล มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรดในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม ทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.30) เกิดขึ้นได้จากตัวแปรสังเกตได้ 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ นโยบายและการสนับสนุนของรัฐบาล และ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดล ผลการวิเคราะห์มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Model Fit) มีค่าทดสอบคือ Chi-square (χ2) = 61.88, df = 50, p-value = 0.012093, χ2/df = 1.24, RMSEA = 0.024, RMR = 0.023, SRMR = 0.025, CFI = 1.00, GFI = 0.97 , AGFI = 0.96, CN = 479.95</li> <li>การพัฒนารูปแบบปัจจัยด้านระบบการวางแผนทรัพยากรของธุรกิจมีอิทธิพลทางตรงต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทโมเดิร์นเทรดในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยสำคัญ</li> </ol> ชญานิศ ประทุมรัตน์, สมพอน ภูษณะมงคล, ศิริมา วิภาตวรรณะ, ฟารีดา มะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5854 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกลุ่มงานบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5968 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกลุ่มงานบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ2) เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกลุ่มงานบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวนทั้งสิ้น 300 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกลุ่มงานบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านทรัพยากรสารสนเทศ <br />ด้านบุคลากร รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการใช้บริการ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านบริการ ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกลุ่มงานบริการบุคลากรพัฒนาทักษะและความรู้ จัดอบรมทักษะการบริการ (Service Mind) อย่างต่อเนื่อง ปรับขั้นตอนให้เรียบง่ายและรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และมีระบบจัดเก็บข้อมูลบุคลากร/นักศึกษาอย่างเป็นระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน</li> </ol> สุจิตรา แร่มี, เสงี่ยม บุษบาบาน, ญาติมา นุชแดง, สุทธาพัฒน์ อมรเรืองตระกูล, ณัฐวดี รังสิยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5968 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/7029 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อปัจจัยส่วนประสมการตลาดของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อของนักศึกษาในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ได้แก่ นักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ <br />คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 1,200 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 291 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยการเทียบตารางของเครจซีและมอร์แกน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ปัจจัยส่วนประสมการตลาดของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและทุกด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อของนักศึกษาในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ปัจจัยส่วนประสมการตลาดด้านกระบวนการให้บริการ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคลากร และด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> กัญธิมา อิ่มใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/7029 Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0700