https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/issue/feed วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ 2026-04-07T11:05:50+07:00 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ jmkr@mcu.ac.th Open Journal Systems <table border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" align="center"> <tbody> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ชื่อวารสาร</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ประเด็นที่เปิดรับ</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">1) ด้านการศึกษาและวิทยาการเรียนรู้<br />2) ด้านสหวิทยาการทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ระยะเวลาเผยแพร่</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">3 ฉบับต่อปี (เมษายน, สิงหาคม, ธันวาคม)</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ISSN</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">2822-1397 (Online)</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>รูปแบบการตีพิมพ์</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span class="style43">ออนไลน์</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>หน่วยงาน</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>ภาษา</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="top" bgcolor="#e4f4ff"><strong>Article Processing Charge (APC)</strong>:</td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">1) บทความภาษาไทย 3,500 บาท <br />2) บทความภาษาอังกฤษ 4,500 บาท</td> </tr> </tbody> </table> https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/4535 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นในเทศบาลตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2025-10-15T14:02:17+07:00 ศุภกร โพธิ์คำ spkpokham751@gmail.com สายัณห์ อินนันใจ Spkpokham751@gmail.com พระครูโสภณกิตติบัณฑิต Spkpokham751@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาระดับการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นในเทศบาลตำบลป่าแมต รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นในเทศบาลตำบล<br />ป่าแมต และการนำเสนอการบูรณาการหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นในเทศบาลตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ การวิจัยเป็นรูปแบบผสานวิธี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 385 คน มีเครื่องมือเป็นแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p><strong>ผลการศึกษา พบว่า</strong></p> <ol> <li>ระดับการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>หลักหลักปาปณิกธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่น มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>การนำเสนอการบูรณาการหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่น พบว่า 1) ผู้บริหารท้องถิ่นมองเห็นเป้าหมายชัดเจน และเปิดรับความคิดเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและอุปสรรคจริง 2) การบริหารมีความชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที 3) ผู้บริหารท้องถิ่นมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการทำงาน</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/4673 ผลกระทบ การปรับตัว และความต้องการสวัสดิการของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในพื้นที่ตำบลไผ่โทน อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ 2025-10-21T10:25:16+07:00 วิกานดา ใหม่เฟย vikanda@mju.ac.th รัฐวิทย์ แก้วทารมณ์ Vikanda@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลส่วนบุคคลของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในพื้นที่ตำบลไผ่โทน และวิเคราะห์ผลกระทบ การปรับตัว และความต้องการสวัสดิการของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในตำบลไผ่โทน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านสังคม 3) ด้านสุขภาพจิต และ 4) ด้านสุขภาพกาย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเพื่อการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 21 ครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยว จากครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด 70 ครัวเรือน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการจัดอันดับ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว อายุเฉลี่ย 32 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ในตำบลไผ่โทนแต่กำเนิด แต่งงานและจดทะเบียนสมรส มีบุตรเฉลี่ย 3 คน กลายเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวจากการหย่าร้าง แยกทาง และไม่คิดที่จะมีคู่สมรสใหม่</li> <li>ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจเพราะรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และเกือบทั้งหมดไม่ได้รับค่าเลี้ยงดูจากคู่สมรสเดิม แก้ไขปัญหาโดยการกู้ยืมในชุมชน ต้องการสวัสดิการด้านเงินช่วยเหลือเพื่อเลี้ยงดูบุตร และหน่วยงานให้คำปรึกษาด้านสิทธิทางกฎหมาย</li> <li>ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่ยังมีบทบาททางสังคม แต่การเข้าร่วมกิจกรรมลดลง แก้ปัญหา<br />โดยการฝากบุตรไว้กับพ่อแม่หรือญาติเมื่อต้องเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน มีความต้องการศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กอายุต่ำกว่าขวบครึ่ง และเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวสำหรับปรึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์</li> <li>ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิต ปรับตัวโดยการทำความเข้าใจกับปัญหาเพื่อยอมรับและปรับตัว หากิจกรรมทำเพื่อไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน พูดคุยกับเพื่อนบ้าน ญาติ พี่น้อง และพึ่งธรรมะ</li> <li>ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวได้รับผลกระทบด้านสุขภาพกายที่เกี่ยวเนื่องจากสุขภาพจิต ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงดูบุตรตามลำพัง รักษาโรคที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ต้องการสวัสดิการด้านยารักษาโรค ยาบำรุง และบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/4815 การพัฒนานโยบายการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาอุทกภัย ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย 2025-10-17T12:39:31+07:00 ธรรศพงศ์ วงษ์สวัสดิ์ profthut@gmail.com อธิพงษ์ คิดดี profthut@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาอุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย 2) แนวทางพัฒนานโยบายการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และ 3) ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ กลุ่มประชากรคือผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านการจัดการน้ำและการแก้ปัญหาอุทกภัยในจังหวัดสุโขทัย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยเป็นลักษณะปัญหาเชิงระบบที่เกิดซ้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเผชิญน้ำท่วมและน้ำท่วมขังต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย ระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ แม้หน่วยงานท้องถิ่นจะพยายามแก้ไข แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และกลไกประสานงานที่ไม่เป็นเอกภาพ การจัดการอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการบูรณาการทุกระดับ พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้ประชาชน รวมถึงพัฒนานโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบติดตามสถานการณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน</li> <li>แนวทางพัฒนานโยบาย ควรขับเคลื่อนการจัดการน้ำแบบบูรณาการตามลำดับระยะก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย ผ่านการบริหารจัดการเชิงรุก การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศแบบเรียลไทม์ และการเชื่อมโยงระบบสั่งการระหว่างจังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น การสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสียหายและเพิ่มความพร้อมของชุมชน</li> <li>การปรับการบริหารจัดการน้ำจากเชิงรับสู่เชิงรุก โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดทำหน้าที่กำหนดนโยบายและบูรณาการงบประมาณ ส่วนองค์กรปกครองท้องถิ่นดำเนินการปฏิบัติและสื่อสารกับประชาชน ควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลและบัญชาการน้ำจังหวัดสุโขทัย และจัดทำแผนปฏิบัติการอุทกภัยรายปีที่กำหนดบทบาทชัดเจน ครอบคลุมด้านป้องกัน ฟื้นฟู และพัฒนา เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงของชุมชนในระยะยาว</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5441 การพัฒนาระบบงานแผนงานและงบประมาณของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดแพร่ โดยใช้กรอบแนวคิด 7S ของ McKinsey 2025-12-16T12:02:13+07:00 บรรเจิด จิตเทพ aun120@hotmail.com กาญจนา ภาสุรพันธ์ 6691510017@nation.ac.th <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงาน ปัญหา และพัฒนาแนวทางการดาเนินงานแผนงานและงบประมาณในศูนย์การศึกษาพิเศษประจังหวัดแพร่ โดยใช้กรอบแนวคิด 7S ของ McKinsey ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์ โครงสร้างองค์กร ระบบงาน ค่านิยมร่วม รูปแบบการบริหาร บุคลากร และทักษะ ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหารและบุคลากรของศูนย์ จำนวน 31 คน เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> ผลการศึกษา พบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพการดำเนินงานด้านแผนงานและงบประมาณยังประสบปัญหาในหลายมิติ ได้แก่ การขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและไม่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริง โครงสร้างงานที่ไม่เอื้อต่อการทำงานแบบประสานร่วมกัน ระบบข้อมูลและสารสนเทศล่าช้า ไม่เป็นปัจจุบัน และไม่รองรับการติดตามประเมินผล ค่านิยมด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมยังไม่ถูกปลูกฝังอย่างทั่วถึง รูปแบบการบริหารยังเน้นสั่งการจากบนลงล่างมากกว่าการมีส่วนร่วม บุคลากรยังขาดความเข้าใจในกระบวนการจัดทำแผนและงบประมาณ (Staff) และยังขาดทักษะสำคัญ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโครงการ และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ</li> <li>แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานแผนงานและงบประมาณควรดำเนินการทั้ง 7 องค์ประกอบอย่างบูรณาการ ได้แก่ การกำหนดกลยุทธ์ “แผนดี มีระบบ ใช้งบประมาณคุ้มค่าและโปร่งใส” การปรับโครงสร้างงานร่วมระหว่างกลุ่มบริหารงาน การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศออนไลน์สำหรับจัดทำแผนและติดตามงานด้วยเทคโนโลยี เช่น Google Sheets และ Google Sites การส่งเสริมค่านิยมร่วมด้านความโปร่งใสและความร่วมมือ การปรับรูปแบบการบริหารให้เน้นการสื่อสารสองทางและการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกกลุ่ม การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดทำแผนงานโครงการ เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และการพัฒนาทักษะเชิงวิเคราะห์ วางแผน ติดตาม และประเมินผลของบุคลากร แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของงานแผนงานและงบประมาณของศูนย์ฯ อย่างเป็นระบบ</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5595 รูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก 2025-12-02T09:19:43+07:00 เกศแก้ว คงคล้าย katekawkh@gmail.com พชรกฤต ศรีบุญเรือง katekawkh@gmail.com พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร katekawkh@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 ได้แก่ 1) ครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน และ 2) นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 75 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 2 ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ โดยการจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 3 ได้แก่ 1) นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุร่มสมอวิทยา จังหวัดพิษณุโลก ปีการศึกษา 2568 จำนวน 50 คน และ 2) ครูผู้สังเกตการณ์ จำนวน 5 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 4 ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 3) แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4) แบบวัดความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์ 5) แบบวัดพฤติกรรมการเห็นคุณค่าในตนเอง และ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการทดลอง 28 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI) ค่า dependent <em>t</em>-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก และได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญว่าอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียน ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนการทดลองใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอริยสัจ 4 ได้รับการประเมินจากครูผู้สอนโรงเรียนผู้สูงอายุว่า อยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้านของเกณฑ์มาตรฐาน</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5787 การเรียนรู้สมัยใหม่ภายใต้จริยธรรม AI: บทบาทและแนวทางในอุดมศึกษา 2026-01-05T14:16:20+07:00 สุภาวดี ด้วงบ้านยาง aotzxcasdqwe@gmail.com เกศแก้ว คงคล้าย aotzxcasdqwe@gmail.com นัชพล คงพันธ์ natchaphon951@gmail.com <p>การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะด้านการประมวลผลข้อมูลโดยใช้ภาษาธรรมชาติ ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของ AI ในการพัฒนาการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม AI ในบริบทของการศึกษา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา ทั้งในระดับสากลและบริบทไทย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงประเด็นความเสี่ยงด้านจริยธรรมการใช้ AI ในการศึกษา บทความนี้ยังเสนอแนวทางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมจริยธรรม AI และข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในการกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สามารถเผชิญกับความท้าทายของโลกอนาคตได้อย่างมีคุณธรรมและความรับผิดชอบ</p> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6165 การพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 2026-02-15T13:38:31+07:00 ณัฐวุฒิ ศิริวนิชย์ poramat19831983@gmail.com ปณตนนท์ เถียรประภากุล poramat19831983@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยผสานวิธี ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้สอนในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 215 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสภาพการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 2) ประเด็นการสนทนากลุ่ม และ 3) แบบสอบถามเพื่อยืนยันความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก</li> <li>แนวทางการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 มีทั้งหมด 3 ด้าน ได้ทั้งหมด 16 แนวทางประกอบด้วย ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 6 แนวทาง ด้านการส่งเสริมการพัฒนาครู 5 แนวทาง และด้านการนิเทศ 5 แนวทาง</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6305 ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน 2026-02-10T14:40:19+07:00 กนกอร เจริญศุข kanokon.char@ku.th ภิรดา ชัยรัตน์ pirada.c@ku.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน 2) ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน จำนวน 182 คน โดยเลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบความน่าจะเป็น วิธีการเลือกแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<strong> </strong></p> <p><strong> ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นในภาพรวม คือ 4.51 เมื่อแยกเป็นรายด้าน ด้านคุณภาพงาน ด้านปริมาณงาน ด้านเวลา และด้านค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก</li> <li>ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานที่มีอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5197 การประกันคุณภาพการศึกษาภายในด้วยระบบ AUN QA ตามการรับรู้ ของอาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2025-12-01T12:52:18+07:00 ญาติมา นุชแดง prapot.yam@bkkthon.ac.th อิริยา ผ่องพิทยา prapot.yam@bkkthon.ac.th นันท์นภัส ผลตาล prapot.yam@bkkthon.ac.th วาสิตา พิชิตวัฒนา prapot.yam@bkkthon.ac.th ประพจน์ แย้มทิม prapot.yam@bkkthon.ac.th บุษปวัน อภิรักษ์สุตานนท์ prapot.yam@bkkthon.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาภายในด้วยระบบ AUN QA ตามการรับรู้ของอาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาภายในด้วยระบบ AUN QA ของอาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรได้แก่ อาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 1,131 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 291 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยการเทียบตารางของเครจซีและมอร์แกน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยให้ข้อค้นพบใหม่ ดังนี้ 1) อาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีรับรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายในด้วยระบบ AUN QA โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาภายในด้วยระบบ AUN QA มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีควรสร้างระบบควบคู่ไปกับ<br />การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ในหลักการของ AUN-QA แก่อาจารย์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างคณะหรือสาขาวิชา บูรณาการกระบวนการประกันคุณภาพเข้ากับการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัยอย่างเป็นระบบ</p> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5913 ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ : กรณีศึกษาผ้าย้อมดิน ศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 2026-02-05T14:14:54+07:00 กิติวัฒน์ กิติบุตร kitiwat@g.lpru.ac.th ภาคภูมิ พิชวงค์ phakpume@g.lpru.ac.th ปองปรารถน์ สุนทรเภสัช pongprad@g.lpru.ac.th ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช Aj.koorpai@gmail.com สมศักดิ์ ก๋าทอง somsak_kol@g.lpru.ac.th <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายกับภาพลักษณ์ตราสินค้าผ้าย้อมดิน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายกับความตั้งใจซื้อสินค้าผ้าย้อมดิน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ตราสินค้าและความตั้งใจซื้อสินค้าผ้าย้อมดินของศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ้าย้อมดินจากช่องทางต่าง ๆ จำนวน 404 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา(Descriptive Statistic) ประกอบด้วยการใช้ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) และสถิติอนุมาน (Inferential Statistic) ใช้เพื่อหาความความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทำการศึกษาวิจัยตามข้อสมมติฐาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> <strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายในด้านการเชื่อมต่อ (COE) และด้านเฉพาะบุคคล (PEE) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้า (BI) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของการพยากรณ์ปรับปรุง (Adj R2) สามารถอธิบายได้ร้อยละ 60.40</li> <li>ประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายในด้านการเชื่อมต่อ (COE) และด้านเฉพาะบุคคล (PEE) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้า (PI) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />ได้ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ปรับปรุง (Adj R2) สามารถอธิบายได้ร้อยละ 60.50</li> <li>ภาพลักษณ์ตราสินค้าในด้านความพิศวง (MYB) และด้านความใกล้ชิด (INB) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้า (PI) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของการพยากรณ์ปรับปรุง (Adj R2) หรือสามารถอธิบายได้ร้อยละ 68.30</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6192 การประยุกต์หลักวุฒิธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตําบลเหมืองหม้อ อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2026-03-03T10:24:52+07:00 ภัทรกันย์ บ่อคำ ouipat2519@gmail.com พระครูโสภณกิตติบัณฑิต ouipat2519@gmail.com สมจิต ขอนวงค์ ouipat2519@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนใน ตําบลเหมืองหม้อ อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2) เปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนใน ตําบลเหมืองหม้อ อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอการประยุกต์หลักวุฒิธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนใน ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 376 คน ที่ได้จากการลุ่มตัวอย่างจากสูตรของ ทาโร่ยามาเน่ โดยใช้ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิธีการเก็บข้อมูลนำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ไปเก็บข้อมูลกับประชาชน และการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมการวิจัยทางสังคมศาสตร์และเลือกใช้ค่าสถิติที่เหมาะสมกับข้อมูลสามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตําบลเหมืองหม้อ อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตําบลเหมืองหม้อ อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย</li> <li>การประยุกต์หลักวุฒิธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พบว่า (1) ด้านสัปปุริสังเสวะ (คบหาสัตบุรุษ) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีคุณภาพ ความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถ (2) ด้านสัทธัมมัสวนะ (ฟังสัทธรรม เอาใจใส่เล่าเรียนหาความรู้จริง) การมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือของประชาชนในตำบลเหมืองหม้อ โดยประชาชนจะรับทราบข้อกฎหมายผ่านช่องทางหลักคือ หอกระจายข่าว และ การประชุมหมู่บ้าน (3) ด้านโยนิโสมนสิการ (ทำในใจโดยแยบคาย) การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าร่วมประชุมพิจารณาข้อบัญญัติหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ของท้องถิ่นอย่างรอบด้าน โดยใช้เกณฑ์หลักในการพิจารณาคือ ความเป็นไปได้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (4) ด้านธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ เสนอข้อคิดเห็นในการออกข้อบัญญัติ หรือระเบียบกฎเกณฑ์ของท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรและการรักษาความสะอาด</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/6360 การพัฒนากลไกการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักพระพุทธศาสนาโดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน 2026-02-12T14:47:22+07:00 สุพจน์ แก้วไพฑูรย์ supot.kaew@mcu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษากลไกการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน 2) เพื่อพัฒนากลไกการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพุทธศาสนา โดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน และ 3) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และเสนอแนวทางการพัฒนากลไกในการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพุทธศาสนา โดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 160 รูป/คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 69 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์โดยคำนวณหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหา สรุปผลการวิจัยดังนี้</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">กลไกการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเรียงตามลำดับความคิดเห็น พบว่า ด้านภาพลักษณ์และแรงจูงใจ อยู่ในระดับมาก รองลงมาก คือ ด้านงบประมาณและทรัพยากร อยู่ในระดับมาก รองลงมาก คือ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย อยู่ในระดับมาก รองลงมาก คือ ด้านบุคลากร อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ อยู่ในระดับมาก มาก และด้านผลลัพธ์และความต่อเนื่องของโครงการ อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ</li> <li class="show">การบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีความโดดเด่นด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน คณะสงฆ์ และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาชุมชนต้นแบบผ่านกิจกรรมปฏิบัติธรรม การอบรมเยาวชน และการเผยแผ่หลักธรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีการนำแนวคิดพุทธนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนและเสริมภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนศักยภาพการพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเชิงพุทธเพื่อสังคม อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านการสำรวจความต้องการของชุมชนอย่างเป็นระบบและการพึ่งพางบประมาณจากมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของโครงการในระยะยาว แต่โดยรวมกิจกรรมช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้นำ คุณธรรม จริยธรรม สันติสุข และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม</li> <li class="show">ประเมินผลสัมฤทธิ์และเสนอแนวทางการพัฒนากลไกในการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพุทธศาสนา โดยใช้การบริการวิชาการเป็นฐาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเรียงตามลำดับความคิดเห็น พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการพัฒนา อยู่ในระดับมาก รองลงมาก คือ ผลลัพธ์จากการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริการวิชาการที่ใช้หลักพระพุทธศาสนาอยู่ในระดับมาก และ การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนา อยู่ในระดับมาก</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5853 การพัฒนารูปแบบปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกใน จังหวัดนครปฐม 2026-02-26T12:23:39+07:00 อภิชาติ หลิมรัตน์ tota.nong00@gmail.com น้ำทิพย์ แช่มช้อย apichat.l11@gmail.com สมบัติ อุไรสกุล apichat.l11@gmail.com สากล ศรีวันทา apichat.l11@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม และ3) พัฒนารูปแบบปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้ใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม จำนวน 793,538 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน ได้มาจากการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ใช้วิธีสุ่มตัวแบบเฉพราะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ตัวแปรด้านสังคม บุคคล และจิตวิทยา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> <li>ปัจจัยด้านความภักดีต่อแบรนด์และประสบการณ์ที่ผ่านมา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> <li>ตัวแปรด้านสังคม บุคคล และจิตวิทยา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านค้าปลีกในจังหวัดนครปฐม สามมิติมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบและเกื้อหนุนกัน</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5849 กลยุทธ์การแข่งขันที่ส่งผลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม 2026-02-28T13:53:41+07:00 กนกวรรณ นราแหวว tota.nong00@gmail.com กฤษณ์ ทัพจุฬา kanokwan.st01@gmail.com กัญญารัตน์ ฟองสมุทร์ kanokwan.st01@gmail.com อาลี เส็มเภอ kanokwan.st01@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์ด้านการตลาดส่งผลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม และ 2) ศึกษากลยุทธ์ด้านการแข่งขันส่งผลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้ใช้บริการจักรยานไฟฟ้าจังหวัดนครปฐม จำนวน 793,538 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บริการ พนักงาน ผู้บริหาร ธุรกิจจักรยานไฟฟ้าจังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน พิจารณาจากการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>กลยุทธ์ด้านการตลาดมีอิทธิพลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม (0.10) แสดงให้เห็นว่าปัจจัยกลยุทธ์ด้านการตลาดมีอิทธิพลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม ทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.10) เกิดขึ้นได้จากตัวแปรสังเกตได้ 7 ตัวชี้วัด ได้แก่ สินค้า ราคา ช่องทางจำหน่าย การส่งเสริมการขายบุคลากร กระบวนการ และหลักฐานทางกายภาพ</li> <li>กลยุทธ์ด้านการแข่งขันมีอิทธิพลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม (0.42) จากการสรุปในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าปัจจัยกลยุทธ์ด้านการแข่งขัน มีอิทธิพลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจจักยานไฟฟ้าในจังหวัดนครปฐม ทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.42) เกิดขึ้นได้จากตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านลูกค้า ด้านการเงิน ด้านการเรียนรู้และการเติบโตและด้านกระบวนภายใน ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดล ผลการวิเคราะห์มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jmkr/article/view/5852 การพัฒนารูปแบบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสภาพแวดล้อมภายในองค์กรมีอิทธิพลต่อผลประกอบการธุรกิจจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของธุรกิจโมเดิร์นเทรดในกรุงเทพมหานคร 2026-02-28T13:53:24+07:00 เพชราภรณ์ วงค์หลวง prapot.yam@bkkthon.ac.th ณัฐดนัย พิลาศจิตต์ prapot.yam@bkkthon.ac.th เชิดศักดิ์ รุ่งเรืองสาร prapot.yam@bkkthon.ac.th นิตยา มีบุญ prapot.yam@bkkthon.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาปัจจัยรูปแบบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีอิทธิพลต่อผลประกอบการธุรกิจจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของธุรกิจโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์กร มีอิทธิพลต่อผลประกอบการธุรกิจจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของธุรกิจโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้ประกอบการและพนักงานโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีจำนวน 42,323 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการและพนักงานโมเดิร์นเทรดจำนวน 397 คนได้มาจากการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ใช้วิธีสุ่มตัวแบบเฉพราะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ปัจจัยรูปแบบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีอิทธิพลต่อผลประกอบการธุรกิจจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของธุรกิจโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพมหานครทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.38) เกิดขึ้นได้จากตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการประสานงานกับผู้จําหน่ายวัตถุดิบด้านการทำธุรกรรม ด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และด้านการตอบสนองความต้องการ</li> <li>ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์กร มีอิทธิพลต่อผลประกอบการธุรกิจจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของธุรกิจโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพมหานครทางตรง และมีค่าเชิงบวก (0.13)</li> </ol> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร โกศัยปริทรรศน์