วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams <p><strong>วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์</strong></p> <p><strong>ISSN</strong> 3057-0689 (Online) </p> <p><strong>การรับรองคุณภาพ </strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) โดย ศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 68 - 31 ธ.ค. 72</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ </strong>วารสารเปิดรับ 10 - 15 บทความ ต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร </strong>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลวิจัยของบุคลากรในมหาวิทยาลัยและบุคคลจากหน่วยงานภายนอกในรูปแบบออนไลน์ 2) เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนและเผยแพร่ด้านการศึกษา การวิจัย และการบูรณาการองค์ความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาการจัดการและบริหารธุรกิจ และ 3) เพื่อตอบสนองพันธกิจของคณะวิทยาการจัดการและมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในสาขาวิทยาการจัดการทุกศาสตร์ เช่น สาขาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด สาขาทรัพยากรมนุษย์ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สาขาการจัดการท่องเที่ยวและการโรงแรม และสาขาบัญชี เป็นต้น</p> <p><strong>นโยบายด้านการคัดลอกผลงาน (</strong><strong>Plagiarism) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)</strong> ทางวารสารฯ รับเฉพาะบทความที่มีคุณภาพทางด้านวิชาการและไม่มีปัญหาด้านการคัดลอกผลงาน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารฯ เท่านั้น รวมถึงไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเขียนบทความ โดยทางกองบรรณาธิการวารสารฯ จะใช้การตรวจสอบด้านการคัดลอกผลงานด้วยอักขราวิสุทธิ์ในเบื้องต้น และอาจใช้โปรแกรมอื่น ๆ เพิ่มเติม</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาคุณภาพของบทความ </strong>บทความที่ผ่านการพิจารณาในขั้นตอนการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการของวารสารฯ จะพิจารณาแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินคุณภาพของบทความดังกล่าว จำนวน 3 คน โดยใช้ระบบ Double-blind peer review (ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความไม่ทราบชื่อของผู้แต่งบทความ และผู้แต่งบทความไม่ทราบชื่อของผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย/บทความวิชาการ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ) 2,500 บาท/ บทความ สำหรับบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์</li> <li>บทความวิจัย/บทความวิชาการ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ) 3,500 บาท/ บทความ สำหรับบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์</li> </ol> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความและตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p>โอนเงินมายัง ชื่อบัญชี <strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์</strong> ธนาคาร<strong> ธนาคารกรุงเทพ </strong></p> <p>ประเภท <strong>บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์</strong> เลขที่บัญชี <strong>695-0-00001-5</strong></p> <p> </p> <p><strong>ขั้นตอนการส่งบทความและชำระค่าธรรมเนียม</strong></p> <ol> <li>ให้ผู้แต่งส่งไฟล์เอกสาร (ตามรูปแบบของวารสารเท่านั้น) ผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย (1) บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ และ (2) แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์</li> <li>เมื่อทางกองบรรณาธิการวารสารได้รับไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว จะพิจารณาบทความเบื้องต้น (First Decision) หากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งผ่านระบบวารสารให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนส่งประเมินคุณภาพบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ วารสารขอยกเลิกและปฏิเสธการรับพิจารณาบทความ หากผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารไม่ครบถ้วน หรือบทความไม่ได้อยู่ในขอบเขตการตีพิมพ์ของวารสาร หรือบทความมีรูปแบบอ้างอิงไม่เป็นไปตามที่วารสารกำหนด</li> <li>เมื่อชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินมายังวารสารฯ โดยระบุ (1) ชื่อ - สกุล (2) ชื่อบทความ และ (3) หลักฐานการโอนเงิน ทั้งนี้ การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารฯ จะไม่คืนเงินดังกล่าว</li> </ol> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ (Faculty of Management Science, Phetchabun Rajabhat University) th-TH วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 2672-9857 คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/5951 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพการบริการของผู้ใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) กระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้ใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เคยใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 390 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพการบริการของผู้ใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.89 ซึ่งด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้า มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.96 2) กระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.91 ซึ่งด้านพฤติกรรมหลังการใช้บริการ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.19 และ 3) คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงรับจำนำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ได้แก่ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ (Beta = 0.08) การตอบสนองต่อลูกค้า (Beta = 0.18) การให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า (Beta = 0.24) และการรู้จักและเข้าใจลูกค้า (Beta = 0.17) โดยสามารถพยากรณ์ผลได้ร้อยละ 53.00 (Adjusted R² = 0.53) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการบริการของโรงรับจำนำให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ สร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นตลอดจนเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหารจัดการเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> กัญญ์สิริ กาญจนานุกูล วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 1 17 ทักษะการจ้างงานที่ส่งผลต่อการปรับตัวต่ออาชีพของนักศึกษาบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีในกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/5912 <p>งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ประเมินทักษะการจ้างงานของนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจในมณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน 2) ประเมินการปรับตัวต่ออาชีพ และ 3) ตรวจสอบผลกระทบของทักษะการจ้างงานและการปรับตัวต่ออาชีพ งานวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและความต้องการของตลาดแรงงาน ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างซึ่งแจกจ่ายให้กับนักศึกษา 441 คน และได้รับอัตราการตอบกลับ 77% ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ทักษะการจ้างงานมีคะแนนเฉลี่ย 3.83 ในขณะที่การปรับตัวต่ออาชีพมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า คือ 3.94 การวิเคราะห์พบว่า ทักษะการจ้างงานสามารถทำนายการปรับตัวต่ออาชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็น 83.6% ของความแปรปรวนในความสามารถในการปรับตัวต่ออาชีพ ดังแสดงในผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุตัวแปร <br />โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการแก้ปัญหา (β = 0.434) ทักษะการทำงานเป็นทีม (β = 0.298) และทักษะการสื่อสาร (β = 0.149) แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการปรับตัวต่ออาชีพ (P &lt; 0.05) ในทางตรงกันข้าม ทักษะด้านตัวเลขแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลบ (β = -0.089) ผลการวิจัยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการเรียนรู้ด้านจริยธรรมในการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในอาชีพของนักศึกษา ผลการวิจัยนี้ยังเสนอแนะนโยบายสำหรับการบูรณาการทักษะหลักเหล่านี้เข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษา อุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อปรับปรุงความสามารถในการปรับตัวในวิชาชีพและความยืดหยุ่นของกำลังแรงงาน</p> Qing Xu Chonnatcha Kungwansupaphan Peevara Parnitvitidkun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 18 32 ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวเชิงดนตรีที่มีต่อการท่องเที่ยวงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/5937 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 คน โดยสุ่มแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสิ่งดึงดูดใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านกิจกรรม ด้านที่พัก ด้านการเข้าถึง ด้านการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่มีอายุ สถานภาพ อาชีพที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจไม่แตกต่างกัน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีเพศที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจด้านการเข้าถึง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว และด้านที่พักแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีความความพึงพอใจด้านสิ่งดึงดูดใจแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักท่องเที่ยวที่มีภูมิลำเนาแตกต่างกัน มีความพึงพอใจทุกด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดงานเทศกาลดนตรีในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านสิ่งดึงดูดใจและกิจกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจสูงสุด ควบคู่กับการปรับปรุงด้านสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าถึง และการบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างกันทางเพศ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพและภูมิลำเนา นอกจากนี้ ข้อมูลจากการวิจัยยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงนโยบาย การตลาด และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงดนตรี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป</p> ธีรภัทร ดีเอม สุนทรีย์ รอดดิษฐ์ นันทกานต์ ศรีปลั่ง ภรวลัญช์ มาอยู่ ทิวาวรรณ ศิริเจริญ กันหา ชิดชนก ใจหนัก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-01 2026-04-01 8 1 33 56 การตัดสินใจซื้ออาหารปศุสัตว์ของผู้ประกอบการร้านค้าปลีก: กรณีศึกษาภาคเหนือตอนล่าง 3 จังหวัด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6136 <p>การวิจัยนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมการซื้ออาหารปศุสัตว์เข้ามาขายในร้านค้าอาหารสัตว์ในภาคเหนือตอนล่าง 3 จังหวัด (พิษณุโลก สุโขทัย และเพชรบูรณ์) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการร้านค้า จากประชากรจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,117 ราย เลือกมาโดยใช้เกณฑ์การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้ผู้ให้ข้อมูล 30 ราย วิธีวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ (Thematic Analysis) และมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือแบบสามเส้า (Triangulation) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าผ่านพนักงานขาย และมีการสั่งซื้อล่วงหน้า 1-2 วัน โดยมีการกำหนดวงเงินในการซื้อ และจะสอบถามข้อมูลจากตัวบุคคลเป็นอันดับแรกก่อนการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์ ราคา และความมีชื่อเสียงของสินค้า เป็นหลัก รองลงมาคือ การทำโปรโมชั่นต่าง ๆ นอกจากนี้ การแต่งกายของพนักงานขาย ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ และการจัดเรียงสินค้าในรถขนส่งให้เป็นระเบียบทำให้การขนส่งมีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการลำเลียง ขนย้ายเข้าร้าน เป็นต้น</p> เสาวรัตน์ ศุภเลิศไพสิฐ วราวุธ ฤกษ์วรารักษ์ นลินี เหมาะประสิทธิ์ ชลัท บุญปาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-01 2026-04-01 8 1 57 81 การพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้าและฉลากผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพร เพื่อยกระดับ เศรษฐกิจฐานรากกลุ่มอาชีพชุมชนช้างเผือกพัฒนา จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6099 <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาและออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าและฉลากผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพรของกลุ่มอาชีพชุมชนช้างเผือกพัฒนา จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 2) เพื่อประเมินการยอมรับของผู้บริโภคต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์และการสื่อสารข้อมูลบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนา เป็นการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับกระบวนการวิจัยและพัฒนา โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นระหว่างสมาชิกกลุ่มชุมชน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าและฉลากผลิตภัณฑ์ ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคจำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span></p> <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้าและฉลากผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพรภายใต้ชื่อแบรนด์ “ช้างเผือก” ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและสามารถสื่อสารข้อมูลสำคัญของผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วน เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ สรรพคุณ ส่วนผสม วันผลิต วันหมดอายุ และข้อมูลผู้ผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระดับชุมชน สำหรับผลการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคพบว่า ผู้บริโภคมีการยอมรับผลิตภัณฑ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.35 โดยประเด็นที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ ความสวยงามของรูปแบบบรรจุภัณฑ์ รองลงมา คือ ความเหมาะสมของรูปแบบบรรจุภัณฑ์ และความเหมาะสมของขนาดบรรจุภัณฑ์ ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้าและการสื่อสารข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ชุมชน และเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาชีพชุมชนได้อย่างเหมาะสม</span></p> นิพนธ์ เพชระบูรณิน สุพิชชา โชติกำจร วิศิษฏ์ บิลมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-22 2026-05-22 8 1 82 96 ผลกระทบของการควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีที่มีต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน ของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/5952 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย (2) ศึกษาความสำเร็จในการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย และ (3) ศึกษาผลกระทบของการควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีที่มีต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารฝ่ายบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีและความสำเร็จในการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายและมาตรการควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประมวลผลข้อมูลทางบัญชีและลดความเสี่ยงด้านความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูล ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การควบคุมระบบสารสนเทศทางการบัญชีโดยรวมมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านนโยบายการใช้สารสนเทศทางการบัญชี ด้านมาตรการการเข้าถึงและการเปลี่ยนแปลงระบบ และด้านการเชื่อมโยงของระบบสารสนเทศทางการบัญชี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความผิดพลาดของข้อมูล ลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผู้บริหาร ขณะที่ด้านการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ธมลวรรณ พูลเจริญ ณัฐวงศ์ พูนพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 8 1 97 112 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการตลาดออนไลน์ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเสน่ห์มรดกวัฒนธรรม ในเมืองรอง จังหวัดกำแพงเพชร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6447 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางการตลาดที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเสน่ห์มรดกวัฒนธรรมในเมืองรอง จังหวัดกำแพงเพชร 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวเสน่ห์มรดกวัฒนธรรมในเมืองรอง จังหวัดกำแพงเพชร และ 3) เพื่อพัฒนาศักยภาพการตลาดออนไลน์ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเสน่ห์มรดกวัฒนธรรมในเมืองรอง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม และภาคีที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ของจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความคิดเห็นว่าปัจจัยทางการตลาดที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว และปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพของแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด 2. นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความคิดเห็นว่าพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับด้านการรับรู้ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์มากที่สุด 3. ภาคีที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ของจังหวัดกำแพงเพชร ให้ความเห็นว่า รูปแบบการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันควรเป็นการทำในลักษณะคลิปวีดีโอสั้น ๆ ประมาณ 10 – 15 นาที ซึ่งในทางปฏิบัติควรปรับให้กระชับตามอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มนั้นๆโดยนำเสนอในแอปพลิเคชัน Tik Tok หรือ Reels ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน รวมถึงช่องทางวิทยุออนไลน์ด้วย</p> สุภาภรณ์ หมั่นหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 8 1 113 125 ปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหาที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการร้านกาแฟในจังหวัดเชียงราย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/7341 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาที่มีต่อความตั้งใจใช้บริการร้านกาแฟในจังหวัดเชียงราย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านกาแฟในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหาโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความตั้งใจใช้บริการร้านกาแฟในจังหวัดเชียงรายโดยรวมอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ องค์ประกอบของการตลาดเชิงเนื้อหาทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหาสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการได้ร้อยละ 88.7 ทั้งนี้ ด้านอารมณ์ความรู้สึกมีอิทธิพลสูงที่สุด รองลงมาคือด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อหา และด้านการให้ข้อมูล ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การตลาดเชิงเนื้อหาเป็นปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทในการส่งเสริมความตั้งใจใช้บริการร้านกาแฟของผู้บริโภค โดยเฉพาะเนื้อหาที่สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างชัดเจน</p> พิทยาภรณ์ พุ่มพวง ธวัชชัย ดวงไทย สุทธิพร เปี่ยมสุวรรณกิจ พัทธมน บุณยราศรัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 8 1 126 144 คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้บริการโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6846 <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ใช้บริการโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ใช้บริการโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำหรับการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่พักโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่ได้พักแรมอย่างน้อย 1 คืน จำนวน 385 คน และผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้<span style="letter-spacing: .3pt;">ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1)</span> คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ใช้บริการโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอ<span style="letter-spacing: -.3pt;">เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความมั่นใจ ด้านความเห็นอกเห็นใจ</span> ด้านสิ่งที่จับต้องได้ ด้านความเป็นธรรมของราคาที่รับรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ใช้บริการโรงแรมประเภท 3 ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน</span></p> อนุวัฒน์ แสนศรี บังอร สวัสดิ์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 8 1 145 161 ปัจจัยด้านการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานและความยั่งยืนของธุรกิจร้านยาประเภทร้านขายยาแผนปัจจุบันแบบ ข.ย.1 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/7425 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยด้านการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานและความยั่งยืนของธุรกิจร้านยา ประเภทร้านขายยาแผนปัจจุบันแบบ ข.ย.1 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการตลาดบริการที่มีต่อผลการดำเนินงานและความยั่งยืนของธุรกิจร้านยา โดยมีผลการดำเนินงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ ประชากรคือผู้ประกอบการร้านขายยาแผนปัจจุบันแบบ ข.ย.1 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) จำนวน 512 แห่ง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง 381 ราย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นรวม 0.983 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดีเยี่ยม (χ²/df = 1.899, CFI = 0.948, TLI = 0.943, RMSEA = 0.049, SRMR = 0.045) โดยมีค่าน้ำหนักปัจจัย (Factor Loading) อยู่ระหว่าง 0.723 - 0.848 ปัจจัยด้านการตลาดบริการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานสูงที่สุด (β = 0.681, p &lt; 0.001) และมีอิทธิพลทางตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจร้านยา (β = 0.448, p &lt; 0.001) ในขณะที่ผลการดำเนินงานมีอิทธิพลทางตรงต่อความยั่งยืน (β = 0.509, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ยังพบว่าผลการดำเนินงานทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วน (Partial Mediator) โดยมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.347 (p &lt; 0.001) ส่งผลให้อิทธิพลรวมของการตลาดบริการต่อความยั่งยืนสูงถึง 0.795</p> ฐกฤต ณัฐทิตาพงศา ธีรุตม์ หมื่นวงษ์เทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 8 1 162 178 การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาละแมจากข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6785 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กาละแมจากข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ของวิสาหกิจชุมชน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้ากาละแมจากข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ของวิสาหกิจชุมชน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) เพื่อทำการทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์กาละแมจากข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ของวิสาหกิจชุมชน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยที่ผู้ให้ข้อมูลหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ตัวแทนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประชาชนในชุมชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยกระบวนการสนทนากลุ่ม ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และการวิจัยเชิงปริมาณ จากกระบวนการสนทนากลุ่ม พบว่ามีความต้องการพัฒนาปัจจัยด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากมากที่สุด และรูปแบบการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน ด้านการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับการทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ ค่าสถิติทดสอบความสัมพันธ์ของความพึงพอใจผู้บริโภค พบว่า ฉลากสินค้าและภาพลักษณ์โดยรวมของผลิตภัณฑ์ มีความพึงพอใจของผู้บริโภคเพศชายและเพศหญิงต่างกัน และรสชาติ ลักษณะของผลิตภัณฑ์ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวกในการบริโภค ฉลากสินค้า และ ราคาจำหน่าย มีความพึงพอใจของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> พิมพ์พร เกษดี นิพนธ์ เพชระบูรณิน ณัฐณิชา อินทร์เพ็ญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 8 1 179 193 ปัจจัยและการเปรียบเทียบระดับการยอมรับระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริโภคในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/6131 <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">การวิจัยเรื่องปัจจัยและการเปรียบเทียบระดับการยอมรับระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริโภค ในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส และเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสที่แตกต่างกัน โดยเปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมสูงสุด <span style="letter-spacing: -.1pt;">3 อันดับแรกและแพลตฟอร์มอื่น ๆ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่าน </span></span><span style="color: windowtext; letter-spacing: -.1pt;">Google Form<span lang="TH"> กลุ่ม</span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">ตัวอย่างเป็นผู้ที่เคยซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสที่ใช้ระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์จำนวน 483 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน–พฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ <span style="letter-spacing: -.2pt;">ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่ใช้แพลตฟอร์มที่แตกต่าง</span>กันด้วย </span><span style="color: windowtext;">One-way ANOVA <span lang="TH">และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วย </span>LSD <span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้แพลตฟอร์ม </span>Lazada<span lang="TH"> ปัจจัยทั้ง 5 ด้าน<span style="letter-spacing: -.2pt;">ส่งผลต่อการยอมรับระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาราย</span>ปัจจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ แพลตฟอร์มที่มีค่าเฉลี่ยการยอมรับสูงที่สุดคือ </span>Shopee <span lang="TH">เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายปัจจัย การรับรู้ถึงประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน แพลตฟอร์มที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ </span>TikTok Shop <span lang="TH">ทัศนคติต่อการใช้ระบบ แพลตฟอร์มที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ </span>Lazada <span lang="TH">และความไว้วางใจในระบบและการรับรู้ความเสี่ยง แพลตฟอร์มที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ </span>Shopee <span lang="TH">เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันพบว่า ปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน<span style="letter-spacing: -.1pt;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจในระบบ การรับรู้ความ</span>เสี่ยง และทัศนคติต่อการใช้ระบบ จากการทดสอบรายคู่ด้วย </span>LSD <span lang="TH">ในภาพรวมและรายปัจจัยพบว่าแพลตฟอร์มหลักทั้ง 3 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั้ง 4 ปัจจัย งานวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะสำหรับธุรกิจคือ ควรพัฒนาสภาพแวดล้อมของระบบโดยมีระบบให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม และควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ความเสี่ยง และความไว้วางใจในระบบ นอกจากนี้ควรมีการศึกษาผลของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในฝั่งของธุรกิจด้วย</span></span></p> อาทิมา แป้นธัญญานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 8 1 194 216 ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการและคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านสะดวกซักในเขตเทศบาลนครเชียงราย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jams/article/view/7468 <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านสะดวกซักในเขตเทศบาลนครเชียงราย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านสะดวกซักในเขตเทศบาลนครเชียงราย และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาส่วนประสมการตลาดบริการและคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ร้านสะดวกซักในเขตเทศบาลนครเชียงราย งานวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เคยใช้บริการร้านสะดวกซักในพื้นที่เทศบาล<span style="letter-spacing: -.2pt;">นครเชียงราย จังหวัดเชียงราย จำนวน 385 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอย</span>เชิงพหุคูณ </span></p> <p class="AL05"><span lang="TH" style="color: windowtext;">ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการตลาด รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านหลักฐานทางกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยด้านคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ ด้านความเชื่อมั่น รองลงมาคือ ด้านการตอบสนอง และด้านความเข้าอกเข้าใจลูกค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สำหรับแนวทางการพัฒนาส่วนประสมการตลาดบริการ ดังนี้ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการควรพัฒนาเครื่องซักและเครื่องอบผ้าให้มีประสิทธิภาพ มีฟังก์ชันที่หลากหลาย มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าหลายขนาด เพื่อเพิ่มความสะดวกและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างครอบคลุม </span><span style="color: windowtext;">2<span lang="TH">) ด้านการส่งเสริมการตลาด <span style="letter-spacing: -.3pt;">ผู้ประกอบการควรมีการจัดกิจกรรมหรือส่วนลดพิเศษสำหรับผู้มาใช้บริการเป็นประจำ และมีระบบสมาชิก เพื่อ</span>สะสม<span style="letter-spacing: .3pt;">คะแนน แก่ผู้ใช้บริการเป็นประจำและรักษาลูกค้าฐานเดิมให้มาใช้บริการ และ </span></span><span style="letter-spacing: .3pt;">3<span lang="TH">) ด้านหลักฐานทางกายภาพ</span></span><span lang="TH"> ผู้ประกอบการควรรักษาความสะอาดของร้าน ดูแลเครื่องซักอบผ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จัดสิ่งอำนวยความ<span style="letter-spacing: -.2pt;">สะดวกและแสงสว่างที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ แนวทางการ</span>พัฒนาคุณภาพการบริการ ดังนี้ </span>1<span lang="TH">) ด้านการตอบสนอง ผู้ประกอบการควรจัดให้มีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน และสามารถให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา หรือคืนเงินแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง </span>2<span lang="TH">) ด้านความเชื่อมั่น ผู้ประกอบการควรติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และใช้ระบบชำระเงินผ่าน </span>QR Code <span lang="TH">ที่มีความถูกต้องและตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความผิดพลาดในการชำระเงิน และ 3) ด้านความเข้าอกเข้าใจลูกค้า ผู้ประกอบการควรออกแบบผังร้านให้โปร่งโล่ง มีความเป็นส่วนตัว และจัดทำป้ายแนะนำการใช้งานที่เข้าใจง่าย เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และการบริการตนเอง</span></span></p> ณัฐกานต์ มีสุข ฑาริกา พลโลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 8 1 217 239