วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/j_ssp
<p>วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา เป็นวารสารของงานวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยมีเป้าประสงค์สำคัญคือการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางสังคมศาสตร์ในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัย</p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (Chaiyaphum Rajabhat University)
th-TH
วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา
3088-3350
<p>การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้รายใดก็ตามที่จะอ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือเชื่อมโยงไปยังข้อความทั้งหมดของบทความ รวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า (<a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a>)</p> <p><img src="https://so03.tci-thaijo.org/public/site/images/wasin/-1-b597ca46009bc0604562a0357d7cbe89.jpg" alt="" width="206" height="83" /></p> <p>This work is licensed under a <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a></p>
-
หม่ำตำนานรักเมืองชัยภูมิ: รสชาติ ความรัก และเศรษฐกิจศีลธรรมของอาชีพอาหารพื้นบ้าน ในสังคมอีสานร่วมสมัย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/j_ssp/article/view/6688
<p>บทความนี้ศึกษาบทบาทของอาหารพื้นบ้านอีสานอย่าง "หม่ำ" ในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคมที่รสชาติ ความรัก และอาชีพ หลอมรวมกันเป็นโครงสร้างเดียว โดยใช้กรณีศึกษา "หม่ำตำนานรักชัยภูมิ" เพื่อตั้งคำถามว่า อาหารพื้นบ้านทำงานอย่างไรในฐานะเศรษฐกิจศีลธรรมของแรงงานอาหารนอกระบบในสังคมร่วมสมัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ (1) วิเคราะห์การประกอบสร้างรสชาติ ความรัก และอาชีพในการทำหม่ำให้เป็นโครงสร้างทางสังคมเดียวกัน (2) พัฒนากรอบแนวคิด "รสชาติแห่งความรัก" (Taste of Love) เพื่อขยายขอบเขตสังคมวิทยาอาหารและสังคมวิทยาอาชีพให้มองเห็นรสชาติและความรักในฐานะมิติสำคัญของการดำรงชีพ และ (3) เปิดบทสนทนาทฤษฎีระดับโลกจากประสบการณ์ของแรงงานอาหารฐานรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระเบียบวิธีวิจัยใช้ชาติพันธุ์วรรณนาเชิงทฤษฎี ลงสนามต่อเนื่อง 12 เดือน (มิถุนายน 2566 – พฤษภาคม 2567) ในอำเภอเมืองชัยภูมิและอำเภอภูเขียวกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ประกอบด้วยผู้ผลิตหม่ำ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคประจำ กลุ่มละ 5 คน ผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วม บทสนทนาชีวิต และการฟังเรื่องเล่ารสชาติ การวิเคราะห์ใช้การวิเคราะห์ธีมเชิงสะท้อนกลับ (reflexive thematic analysis)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ว่าหม่ำทำหน้าที่เป็น (1) เรื่องเล่าของความรักและการรอคอยในชีวิตคู่และครัวเรือน (2) อาชีพที่ไม่แยกชีวิตออกจากการทำงาน โดยครัวเรือนทำหน้าที่เป็น "โรงงานแห่งศีลธรรม" (Moral Workshop) (3) เศรษฐกิจศีลธรรมของอาหารที่ตั้งอยู่บนหลัก "ขายพออยู่ ไม่ขายพอรวย" และการปฏิเสธตรรกะการขยายตัวแบบทุนนิยม และ (4) อาชีพที่ไม่พรากชุมชน ซึ่งรักษาโครงสร้างครอบครัวและละแวกบ้านไว้ได้ในยุคที่การย้ายถิ่นเป็นเรื่องปกติ ในเชิงทฤษฎี บทความเสนอกรอบ "รสชาติแห่งความรัก" ซึ่งเชื่อมรสชาติในฐานะทุนทางศีลธรรม ความรักในฐานะ "แรงงานเชิงสัมพันธ์-ศีลธรรม" (Relational-moral Labor) และอาชีพอาหารในฐานะเศรษฐกิจศีลธรรมเข้าด้วยกัน บทความยังเสนอมโนทัศน์ "จริยศาสตร์ของการรอคอย" (Ethics of Waiting) เพื่อท้าทายและขยายกรอบ Slow Food แบบยุโรปจากมุมมองของ Global South กรอบทั้งหมดมีส่วนช่วยขยายบทสนทนาสังคมวิทยาอาหารและแรงงานจากซีกโลกเหนือไปสู่ประสบการณ์ของ Global South และยืนยันว่า "ความรัก" ควรได้รับการพิจารณาในฐานะหมวดวิเคราะห์หลักของระบบอาหารร่วมสมัย มิใช่ความรู้สึกที่อยู่นอกการวิเคราะห์</p>
สุภารัตน์ ปราบคะเซ็นทร์
ประทีป พืชทองหลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
29
54
-
การศึกษาแนวทางการฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสาน (กลองยาว) ของงานศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/j_ssp/article/view/8318
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของศิลปวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสาน (กลองยาว) สำหรับงานศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ (2) เพื่อพัฒนาและเสนอแนะแนวทางในการฟื้นฟู ส่งเสริม <br />และประยุกต์ใช้ศิลปวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสาน (กลองยาว) สำหรับงานศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เลือกแบบเจาะจงประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้านและศิลปินพื้นบ้านด้านกลองยาว, บุคลากรงานศิลปวัฒนธรรม, ผู้บริหาร และนักศึกษาสมาชิกวงกลองยาว “ศิลป์สระหงส์” เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และนำเสนอผลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) สภาพปัจจุบันและปัญหา วงกลองยาว “ศิลป์สระหงส์” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีความพร้อมด้านครุภัณฑ์เครื่องดนตรีและระบบเสียงที่ทันสมัยจากการสนับสนุนของผู้บริหาร และได้รับการถ่ายทอดกระบวนการตี และการแสดงจากปราชญ์ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม ทว่า ปัญหาสำคัญคือ ขาดแคลนระบบการจัดเก็บองค์ความรู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร การถ่ายทอดส่วนใหญ่ยังเน้นแบบมุขปาฐะ (การจำตัวต่อตัว) และโครงสร้างของหน่วยงานเพิ่งเปลี่ยนผ่านเป็น “งานศิลปวัฒนธรรม” ภายใต้กองกลาง สำนักงานอธิการบดี จึงยังขาดคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Routine to Research : R2R) ที่เป็นระบบในการสืบสานและบริการวิชาการแก่ชุมชน</p> <p>2) แนวทางการฟื้นฟูและส่งเสริม ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวทางการพัฒนาออกมาเป็นระบบงาน R2R 4 ด้านหลัก คือ (1) ด้านการจัดการองค์ความรู้ดั้งเดิม บันทึกทำนอง ลายกลอง และวิธีดูแลรักษาเครื่องดนตรีอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (2) ด้านการบูรณาการและการถ่ายทอด นำผลวิจัยไปพัฒนาเป็นแบบฝึกทักษะและจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (3) ด้านการพัฒนาสู่รูปแบบประยุกต์ร่วมสมัย ส่งเสริมการดัดแปลงและสร้างสรรค์ผสมผสานเครื่องดนตรีสากลและการแสดงที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ และ (4) ด้านการบริการวิชาการและการสร้างเครือข่ายชุมชน ผลักดัน วงกลองยาวออกแสดงในงานเทศกาลระดับต่าง ๆ ร่วมกับชุมชนเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่นโยบาย Soft Power และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</p>
วาณิช ฝาชัยภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
55
67
-
ความเป็นมา และลักษณะของพิธีกรรมและเครื่องสักการะจากความศรัทธาเจ้าพ่อพญาแล จังหวัดชัยภูมิ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/j_ssp/article/view/8710
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา และลักษณะของพิธีกรรมและเครื่องสักการะจากความศรัทธาเจ้าพ่อพญาแล จังหวัดชัยภูมิ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ดูแลศาลเจ้าพ่อพญาแล จำนวน 3 คน ร่วมกับการศึกษาเอกสาร จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า พิธีกรรมและเครื่องสักการะเจ้าพ่อพญาแลเกิดและพัฒนาขึ้นจากความเชื่อที่ผสมผสานกันระหว่างอิทธิพลของศาสนาผี พุทธและพราหมณ์ เจ้าพ่อพญาแลได้รับการยกระดับจากผีบรรพบุรุษให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้คุณหรือโทษแก่มนุษย์ได้ การประกอบพิธีกรรมและเครื่องสักการะจึงใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและต่อรองของมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ พิธีกรรมที่พบในการเคารพสักการะเจ้าพ่อพญาแล ได้แก่ การเลี้ยงผี หรือเลี้ยงขวัญ การเข้าทรง การบนบานและการแก้บน ในขณะที่เครื่องสักการะที่พบ ได้แก่ อาหารคาวหวาน บายศรีและขันหมากเบ็ง และเครื่องบวงสรวง พิธีกรรมและเครื่องสักการะเหล่านี้มนุษย์ใช้สำหรับสักการะเพื่อให้เจ้าพ่อพญาแลพึงพอใจตามแนวคิดมานุษยรูปนิยมที่มองว่าสิ่งเหนือธรรมชาติย่อมมีความต้องการเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังพบว่า รูปแบบของพิธีกรรมและเครื่องสักการะยังได้รับอิทธิพลจากบริบททางวัฒนธรรมของพื้นที่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยโดยไม่กระทบต่อความเชื่อดั้งเดิม</p>
ชนินทร์ ศรีโยยอด
อัญชิรญา จันทรปิฎก
คมกฤช ฤทธิ์ขจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ทัศนา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
68
79