วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid <p><strong>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) <br />Dhammadhara Journal of Buddhist Ideology for Development (DJBID)<br /></strong>ISSN 2985-007X (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต<br /></strong>เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการให้กับคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ เปิดรับบทความในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ การบริหารการศึกษา การบริหารจัดการเชิงพุทธ พุทธจิตวิทยา รัฐประศาสนศาสตร์ รวมทั้งสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ <br /></strong>เผยแพร่แบบออนไลน์ ราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี) ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 มกราคม–เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาการตีพิมพ์<br /></strong>1. <strong>บทความวิจัย</strong>:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ<br />2. <strong>บทความวิชาการ</strong>:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป</p> <p><strong>กระบวนการตรวจสอบคุณภาพบทความ<br /></strong>1. บทความทุกบทความ ต้องผ่านการตรวจและประเมินจากกองบรรณาธิการ<br />2. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน<br />3. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double Blinded)<br />4. บทความต้องไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นหรือกำลังอยู่ในระหว่างการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น ยกเว้นบทความแปลภาษาต่างประเทศที่ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ยินยอมให้แปลเป็นภาษาไทย<br />5. บทความต้องไม่มีการคัดลอกมาจากผลงานของบุคคลอื่น</p> <p><span class="fontstyle0"><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์</strong><br /></span>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (DJBID) มีอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทุกประเภท 5,000 บาท โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเมื่อบทความอยู่ในขั้นตอนของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ </p> <p><strong>คำแนะนำการส่งบทความ</strong><br />รายละเอียดการ <a href="https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/information/authors">ส่งบทความ</a></p> th-TH djbid.adm@gmail.com (ดร.ภัทธิดา แรงทน) djbid.adm@gmail.com (พระมหาธัญสัณห์ กิตฺติสาโร) Thu, 31 Dec 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาแพลตฟอร์ม Tech-Inclusion เพื่อยกระดับ การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลป่าเมี่ยง ในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7040 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลป่าเมี่ยงในยุคดิจิทัล 2) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม Tech-Inclusion สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลป่า‌เมี่ยง และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อแพลตฟอร์ม Tech-Inclusion การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นกระบวนการพัฒนาแพลตฟอร์ม ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลป่าเมี่ยง จำนวน 29 คน และประชาชนในเขตเทศบาลตำบลป่าเมี่ยง จำนวน 179 คน รวม 208 คน โดยกลุ่มประชาชนได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Taro Yamane และสุ่มแบบชั้นภูมิจากประชากร 3,492 คน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสมาชิกสภาท้องถิ่น 10 คน ตัวแทนประชาชน 10 คน และนักวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รัฐศาสตร์ และการพัฒนาชุมชน 10 คน รวมทั้งมีการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญที่คัดเลือกจากผู้ให้สัมภาษณ์ จำนวน 6 คน เครื่องมือประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เกิดขึ้นหลายรูปแบบ ได้แก่ การรับฟังความคิดเห็น การประชุมประชาคม การติดตามตรวจสอบ และการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังขาดความต่อเนื่องและยังพึ่งพากระบวนการแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ข้อมูลโครงการและผลการมีส่วนร่วมยังไม่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ และประชาชนบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัล 2) แพลตฟอร์ม Tech-Inclusion ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่กลางสำหรับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม โดยจัดข้อมูลตามยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น รองรับการเข้าถึงข้อมูลโครงการ การโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การแสดงความคิดเห็น การค้นหา และการคัดกรองข้อมูล และ 3) ผลประเมินความพึงพอใจหลังใช้งานแพลตฟอร์มมีค่าเฉลี่ยรวม 3.94 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.90 โดยความง่ายในการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4.07 รองลงมาคือความตั้งใจใช้งานต่อในอนาคต 4.04 ความรวดเร็วของระบบ 3.96 ความโปร่งใสของกระบวนการ 3.92 ความครบถ้วนของข้อมูล 3.84 และความรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมจริง 3.82 ตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการยกระดับการมีส่วนร่วมด้วยเทคโนโลยีจำเป็นต้องเชื่อมการเข้าถึงข้อมูล การแสดงความคิดเห็น ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ และการสื่อสารย้อนกลับเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยยังควรพัฒนาการลดช่องว่างดิจิทัลและกลไกที่ทำให้ประชาชนเห็นว่าความคิดเห็นของตนถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจอย่างไร</p> พระครูสมุห์วัลลภ ฐิตสํวโร, พระครูสังฆรักษ์อำนาจ ถิรวิริโย, ฟองจันทร์ สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา, ภัชรบถ ฤทธิ์เต็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7040 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาสุขภาพของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยการปฏิบัติโยคะ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7187 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาสุขภาพด้วยการปฏิบัติโยคะ (2) เพื่อวิเคราะห์การพัฒนาสุขภาพของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ ด้วยการปฏิบัติโยคะ และ (3) เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาสุขภาพของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยการปฏิบัติโยคะ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องสุขภาพ สุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนา หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ วิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ตลอดจนแนวคิดและวิธีปฏิบัติโยคะ ร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 20 รูป/คน โดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการปฏิบัติโยคะ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เป็นหลัก และใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขร่วมกับสถิติเชิงพรรณนาเพื่อสนับสนุนและยืนยันข้อค้นพบของการวิจัย <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) หลักการพัฒนาสุขภาพด้วยการปฏิบัติโยคะเป็นก‌ระ‌บวน‌การพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างกายและใจ โดยอาศัยหลัก‌การของอัษฏางคโยคะ เพื่อส่งเสริมสุขภาพด้านกาย สังคม จิต และปัญญา (2) ผู้‌ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานภายหลังการปฏิบัติโยคะ ที่ประกอบด้วยอาสนะ ปราณา‌ยามะ และโยคะนิทรา มีแนวโน้มสุขภาพทางกายและสุขภาพองค์รวมดีขึ้น โดยความ‌อ่อน‌ตัว ความ‌แข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อขา ความอดทนของระบบหัวใจและการ‌ไหล‌เวียนของโลหิต รวมทั้ง ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่สุขภาพด้านกาย สังคม จิต และปัญญามีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นทุกด้าน จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม พบว่า การปฏิบัติโยคะช่วยลดอาการปวดเมื่อย เพิ่มสมาธิ ความสงบ และความพร้อมต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และ (3) ได้พัฒนา “PARICHAT Model: A Boon Yoga Approach” ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมที่บูรณาการโยคะอาสนะ ปราณายามะ และโยคะนิทรา ร่วมกับหลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาพด้านกาย สังคม จิต และปัญญา โดย‌สามารถประยุกต์ใช้ได้ตามช่วงวัย สภาพร่างกาย และบริบทของผู้ปฏิบัติ</p> ปาริชาต แอนเดรส, ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, รศ. ดร.เทพประวิณ จันทร์แรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7187 Fri, 02 Oct 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมเชิงพฤติกรรมของ‌พระ‌สงฆ์ต่อพิธีกรรมสักยันต์: บริบทของพระธรรมวินัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7613 <p>งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบททางสังคมของพิธีกรรมการสักยันต์ในวัดไทย (2) ศึกษาพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ความเหมาะสมของพระสงฆ์ต่อพิธีกรรมสักยันต์ในบริบทของพระธรรมวินัย <br />งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยคัมภีร์ และการวิเคราะห์ตีความเนื้อหาเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสารจากพระไตรปิฎกและบทความวิชาการเพื่อตีความตามกรอบพระธรรมวินัยอย่างเป็นระบบ<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) การสักยันต์โดยพระสงฆ์มีรากฐานจากความเชื่อและวัฒนธรรมผสมผสานมากกว่าการสืบเนื่องจากพระธรรมวินัยโดยตรง (2) เมื่อวิเคราะห์ตาม หลักการบัญญัติพระวินัย 20 ประการ พบว่าส่วนใหญ่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับข้อบัญญัติเกือบทุกหมวด อีกทั้งยังเข้าข่าย “เดรัจฉานวิชา” ตามหลักศีลทั้งสามระดับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ มหาศีล ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสมณ‌สารูปและขัดกับหลักอินทรียสังวร ในประเด็นการสักยันต์ให้สตรี หากภิกษุปฏิบัติด้วยจิตสำรวมและกระทำเท่าที่จำเป็นย่อมไม่เป็นอาบัติ แต่หากมีเจตนาแฝงเชิงกามจะเข้าข่ายอาบัติหนักสังฆาทิเสส ส่วนกรณีไม่มีเจตนาแฝงแต่ทำในที่ลับตาถือเป็นอาบัติเล็กน้อย แม้การสักยันต์จะถูกอธิบายว่าเป็นกุศโลบาย แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งเสริมให้ผู้คนพึ่งพาเครื่องมือภายนอกและละเลยการพัฒนาจิตเพื่อละกิเลส ทั้งยังสัมพันธ์กับ พุทธพาณิชย์ ที่อาจทำให้พุทธศาสนาสั่นคลอนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากพิธีกรรมมีเจตนาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการรักษาศีลหรือพุทธมามกะ เช่นเดียวกับพิธีกรรมชงชาของเซนหรือการจี้ธูปของมหายาน ก็อาจพิจารณาว่าเป็นกุศโลบายที่แท้จริงได้ และด้วยว่าการสักยันต์ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เป็นวงกว้าง คณะสงฆ์จึงควรพิจารณาบทบาทนี้อย่างรอบคอบภายใต้กรอบพระธรรมวินัยควบคู่กับบริบทสังคมปัจจุบัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาศรัทธาที่ถูกต้องต่อไป</p> นภัสสรณ์ ธรรมศิริภูมิ, ปทิตตา ไชยปุริวงศ์, ศศิธร ขันทะศิลา, อัษธิษฐา นุ่มน้อย, รศ. ดร.วิไลพร สุจริตธรรมกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/7613 Fri, 02 Oct 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารเชิงพุทธกับสื่อดิจิทัล: วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาการใช้โซเชียลมีเดีย ในสังคมไทยตามหลักพรหมวิหาร 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/8679 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย โดยประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นกรอบแนวคิดเชิงพุทธสำหรับการสื่อสารในยุคดิจิทัล โดยสังเคราะห์องค์‌ความรู้จากเอกสารทางพระพุทธศาสนา งานวิชาการด้านการสื่อสาร จริยธรรม‌สื่อ และสื่อดิจิทัล เพื่อประยุกต์ใช้หลักธรรมการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่เหมาะ‌สมกับบริบทสังคมร่วมสมัย<br />ผลการศึกษาพบว่า หลักพรหมวิหาร 4 สามารถนำมาเป็นแนวทางของการสื่อสารเชิงพุทธในโลกดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ เมตตา ส่งเสริมการใช้ภาษาและการสื่อสารที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดการใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง กรุณา สนับสนุนการใช้สื่อเพื่อการช่วยเหลือและเกื้อกูลผู้ที่ประสบความทุกข์ มุทิตา ช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งการชื่นชม ยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น ลดการแข่งขันและความอิจฉาริษยา และอุเบกขา ช่วยให้ผู้ใช้สื่อมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และใช้วิจารณญาณในการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูล โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งหรือข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบ<br />การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 กับการสื่อสารบนสื่อโซ‌เชียลสามารถพัฒนาเป็นกรอบจริยธรรมการสื่อสารเชิงพุทธที่ส่งเสริมการสื่อสารอย่างมีสติ ความรับผิดชอบ และความเคารพต่อผู้อื่น อันจะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เสริมสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความรับ‌ผิด‌ชอบต่อสังคม และพัฒนาวัฒนธรรมการสื่อสารที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทยยุคดิจิทัล</p> ดร.เปรมศิริ ดิลกปรีชากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/8679 Tue, 06 Oct 2026 00:00:00 +0700