วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid <p><strong>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) <br />Dhammadhara Journal of Buddhist Ideology for Development (DJBID)<br /></strong>ISSN 2985-007X (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต<br /></strong>เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการให้กับคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ เปิดรับบทความในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ การบริหารการศึกษา การบริหารจัดการเชิงพุทธ พุทธจิตวิทยา รัฐประศาสนศาสตร์ รวมทั้งสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ <br /></strong>เผยแพร่แบบออนไลน์ ราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี) ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 มกราคม–เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาการตีพิมพ์<br /></strong>1. <strong>บทความวิจัย</strong>:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ<br />2. <strong>บทความวิชาการ</strong>:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป</p> <p><strong>กระบวนการตรวจสอบคุณภาพบทความ<br /></strong>1. บทความทุกบทความ ต้องผ่านการตรวจและประเมินจากกองบรรณาธิการ<br />2. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน<br />3. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double Blinded)<br />4. บทความต้องไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นหรือกำลังอยู่ในระหว่างการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น ยกเว้นบทความแปลภาษาต่างประเทศที่ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ยินยอมให้แปลเป็นภาษาไทย<br />5. บทความต้องไม่มีการคัดลอกมาจากผลงานของบุคคลอื่น</p> <p><span class="fontstyle0"><strong>​ประกาศวารสารพุทธพัฒศาสตร์ศึกษา(Online)<br /></strong>เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br />​วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษาขอแจ้งปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เป็นอัตราบทความละ 5,000 บาท ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป<br />​ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2568</span></p> <p><span class="fontstyle0"><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์</strong><br /></span>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (DJBID) มีอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทุกประเภท 5,000 บาท โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเมื่อบทความอยู่ในขั้นตอนของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ </p> <p><strong>คำแนะนำการส่งบทความ</strong><br />รายละเอียดการ <a href="https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/information/authors">ส่งบทความ</a></p> มูลนิธิสถาบันธรรมชัย th-TH วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2985-007X แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/3964 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 272 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี จำนวน 6 คน ด้วยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X = 4.32) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม อยู่ในระดับมาก (X = 4.49) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านสร้างแรงจูงใจ อยู่ใน ระดับมาก (X = 3.87) 2) ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ควรส่งเสริมผู้บริหารสถานศึกษาในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการคิดเชิงออกแบบ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการบริหารและการเรียนรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา รวมถึงการสนับสนุนและการเสริมแรงให้ครูได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ </p> วรวุฒิ สดใส อรชร วัฒนกุล พร้อมภัค บึงบัว สุภาพร สรสิทธิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 1 18 แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ในการเสริมสร้างจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ สำหรับนักเรียนนายสิบตำรวจศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 9 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/3976 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนในการเสริมสร้างจริยธรรมและและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลสามเส้า โดยมีการเชื่อมโยงในเชิงเหตุผลระหว่างข้อค้นพบ การสร้างแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. สภาพปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนในการเสริมสร้างจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ มีจุดแข็งในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน มีนโยบายในการจัดการเรียนการสอนที่ชัดเจนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการศึกษาเป็นหน่วยงานในการจัดทำหลักสูตรแกนกลาง จากนั้นกระจายไปสู่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 9 ในฐานะศูนย์จัดการเรียนการสอนในพื้นที่ และพบโอกาสในการพัฒนา ใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านบทบาทของผู้บริหารศูนย์ฝึกอบรม จำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบาย วิสัยทัศน์ การวางแผนพัฒนาหลักสูตร และสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแก่ผู้สอน 2) ด้านบทบาทของครูผู้สอน มีบทบาทหลักในการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะแบบดั้งเดิม เน้นการเรียนการสอนตามแผนการสอนจากตำรา และ 3) ด้านบทบาทของผู้เรียน มีลักษณะแบบตั้งรับ เรียนรู้ตามแผนการสอน บางส่วนอาจจะยังคงต้องอาศัยการกระตุ้นจากผู้สอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ <br />2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ เพื่อให้สอดรับกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อให้นักเรียนนายสิบตำรวจเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก โดยสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ การประยุกต์แนวคิด การสะท้อนความคิด เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอดแก่ผู้เรียนจนเกิดจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจ<br />ประโยชน์ที่ได้รับ ค้นพบแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมในการเสริมสร้างจริยธรรมและจรรยาบรรณ ส่งเสริมให้ผู้สอนในรายวิชาจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพตำรวจปรับรูปแบบการสอนให้ร่วมสมัยสอดรับกับศตวรรษที่ 21 และสร้างคุณค่าต่อศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 9 และภาคอื่น ๆ</p> บุรัสกร บุญรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 19 49 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม: การเปรียบเทียบทฤษฎีตะวันตก กับหลักพุทธธรรมเถรวาทและมหายาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4052 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบแนวคิดภาวะผู้นำในทางตะวัน‌ตกกับภาวะผู้นำเชิงพุทธ โดยพิจารณาความสอดคล้องและความแตกต่างในด้านคุณธรรม จริยธรรม และแนวทางการพัฒนาผู้นำ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับหลักสัปปุริสธรรม 7 และ ปณิธาน 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาที่มุ่งสร้างผู้นำที่มีปัญญา ศีลธรรม และเมตตาเป็นพื้นฐาน<br />การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งจากแนวคิดภาวะผู้นำตะวันตก เช่น ทฤษฎีคุณลักษณะ (Trait Theory) ทฤษฎีพฤติกรรม (Behavioral Theory) ทฤษฎีเชิงสถานการณ์ (Contingency Theory) รวมทั้งแนวคิดร่วมสมัย เช่น ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership) และภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Leadership) เปรียบเทียบกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สัป‌ปุ‌ริ‌ส‌ธรรม 7 และปณิธาน 4<br />ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดภาวะผู้นำในทางตะวันตกส่วนใหญ่เน้นการสร้างประสิทธิภาพ การจูงใจ และการบรรลุเป้าหมายขององค์กร โดยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและคุณลักษณะภายนอกของผู้นำ ขณะที่ภาวะผู้นำเชิงพุทธมุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจและปัญญาภายในเป็นรากฐานของการเป็นผู้นำ มุ่งสู่การสร้างประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นและสังคมโดยรวม หลักสัปปุริสธรรม 7 ชี้ให้เห็นถึงความรอบรู้และความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมของผู้นำ ส่วนปณิธาน 4 เน้นเจตนารมณ์แห่งการบำเพ็ญเพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดผู้นำเชิงจริยธรรมและผู้นำเชิงบริการในโลกตะวันตก<br />โดยสรุป การบูรณาการหลักธรรมเชิงพุทธเข้ากับแนวคิดภาวะผู้นำตะวันตก สามารถพัฒนาแนวทางภาวะผู้นำที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คือ ผู้นำที่มีทั้ง “ปัญญา” ในการบริหารจัดการ และ “กรุณา” ในการนำพาผู้อื่นไปสู่ความดีงาม อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาผู้นำในสังคมไทยให้มีทั้งประสิทธิภาพและคุณธรรมอย่างยั่งยืน</p> บันเจตร์ ถิรจิตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 50 80 สุราและอุบัติเหตุทางถนน: วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4206 <p>บทความวิชาการนี้ตั้งใจสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มสุรากับอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุรา พฤติกรรมการดื่มของคนไทย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ผลการศึกษาชี้ชัดว่า การดื่มสุราเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ด้านสังคมและวัฒนธรรมก็มีส่วนอย่างมากที่หล่อหลอมพฤติกรรมการดื่มของคนไทย แม้ภาครัฐจะออกมาตรการและนโยบายควบคุมการดื่มไปบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น บทความนี้จึงเสนอทางออกที่ต้องทำควบคู่กันไป ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การปลุกจิตสำนึกให้คนในสังคม การสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และการนำเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันอุบัติเหตุ การศึกษานี้ยังเผยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมการดื่มกับอุบัติเหตุบนท้องถนน แนวคิดการเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างต้นแบบชุมชนปลอดเหล้า เพื่อนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน</p> ปรินทร ศิริเอี้ยวพิกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 81 103 การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธบูรณาการ กับศาสตร์สมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4541 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร และศึกษาการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธบูรณาการสู่ความสำเร็จขององค์กร วิธีการศึกษาใช้การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตามประเด็นที่กำหนด จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษยืเชิงพุทธบูรณาการ <br />ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์จะประกอบด้วย 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การวางแผน การสรรหา การพัฒนา และการรักษา ซึ่งสามารถนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามา ประยุกต์ใช้ร่วมกับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ดังนี้ 1) ทิศ 6 ในขั้นตอนการวางแผน 2) มิตรแท้ มิตรเทียม ในขั้นตอนการสรรหา 3) พรหมวิหาร ในขั้นตอนการพัฒนาคน และ 4) สังคหวัตถุ ในขั้นตอนการรักษาคน การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธบูรณาการนั้น มีประโยชน์ในการพัฒนาศักยาภาพของบุคลากรในองค์กรให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถควบคู่กับความเป็นผู้มีคุณธรรม อีกทั้งยังทำให้บุคลากรในองค์กรทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ บุคลากรชั้นใน บุคลากรชั้นนอก บุคลากรชั้นเครือข่าย ได้รับการพัฒนาร่วมกันไปด้วย ส่งผลให้องค์กรมีความเจริญรุ่งเรืองถาวรสืบไป </p> ธนาการ ธนกโร วีระพงศ์ เกียรติไพรยศ สุตวัฒนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 104 124 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4660 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2) ระดับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ 3) ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามจากผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 4,383 คน ได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane (0.973) สุ่มแบบแบ่งชั้นได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 354 คน และใช้ผลการหาความเที่ยงของแบบสอบถามที่ฉบับ เท่ากับ 0.990 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์พหุคูณแบบขั้นตอน โดยวิธี Stepwise (Stepwise Multiple Regression Analysis) <br />ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 220 คน มีอายุระหว่าง 30–39 ปี จำนวน 176 คน การศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 201 คน ประสบการณ์ในการทำงาน 5–10 ปี จำนวน 167 คน ตำแหน่งครูผู้สอน จำนวน 303 คน และวิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 168 คน (1) ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามตารางเป็นรายด้าน พบว่า ด้านพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา ส่วนด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (2) การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามตารางเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาได้แก่ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่วนด้านการสรุปหลังการจัดการเรียน‌รู้ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และ (3) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา และด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา สามารถพยากรณ์การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้ร้อยละ 87.10</p> ธิดารัตน์ มหธนานุรักษ์ อุไรรัตน์ แย้มชุติ วิเชียร อินทรสัมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 125 150 รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียน ในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4664 <p>การวิจัยเรื่อง รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 4) เพื่อประเมินรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1) การวิเคราะห์สภาพเพื่อศึกษากิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง‌แวดล้อมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการสำรวจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการสร้างจิตสำนึกที่ดีในนักเรียน โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมในการดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ และการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม การพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ถูกออกแบบให้ครอบคลุม 7 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การส่งเสริมการศึกษา 2) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน 3) การพัฒนาทักษะชีวิต 4) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5) การสร้างความตระหนักรู้ 6) การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และ 7) การประเมินผลและการพัฒนาอย่าต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความร่วม‌มือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ <br />2) ผลการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับที่น่าพอใจ โดยการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม เช่น เมตตา กรุณา และอุเบกขา ช่วยพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียนให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรับผิด‌ชอบต่อผู้อื่น การประเมินผลกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นงต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ<br />3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาและการฝึกอบรมกิจกรรมที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ การสนับสนุนจากภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่สูงขึ้น <br />4) การประเมินรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรมของนักเรียนในสถานศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบในหมู่นักเรียน ผลการประเมินแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือสังคม ผลการประเมินยังชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักธรรมเข้ากับกิจกรรมสาธารณะช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะและความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ นักเรียนมีความรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาตนเอง แต่ยังช่วยพัฒนาชุมชนและสังคมโดยรวม</p> ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่ ทอง ฐิตปญฺโญ เจษฎา ญาณิสฺสโร เผด็จ จงสกุลศิริ โกศลพัฒนาภรณ์ นริศ สวัสดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 151 178 การบริหารจัดการเงินตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินส่วนบุคคล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5769 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในฐานะกรอบการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล และ 2) สังเคราะห์หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์สำหรับใช้พัฒนาแนวทางส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินร่วมสมัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงปรัชญา ข้อมูลหลักที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อมูลรอง ได้แก่ เอกสารและบทความทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ความฉลาดรู้ทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินร่วมสมัย การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยจัดกลุ่มประเด็นหลักและประเด็นรอง จากนั้นทำการสังเคราะห์เพื่อเชื่อมโยงหลักธรรมกับแนวคิดการจัดการเงินในบริบทเศรษฐกิจร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ<br />ผลการวิจัยพบว่า หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางจริยธรรม โดยองค์ธรรมทั้ง 4 ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณ‌มิต‌ตตา และสมชีวิตา สามารถอธิบายโครงสร้างพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การแสวงหารายได้อย่างสุจริต การรักษาและเพิ่มพูนทรัพย์ การควบคุมการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการเรียนรู้ทางการเงินผ่านเครือข่ายทางสังคม ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่า หลักธรรมดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดรู้ทางการเงิน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ พฤติกรรม และการกำกับตนเอง โดยเฉพาะบทบาทของกัลยาณมิตตตาในฐานะทุนทางสังคมที่ช่วยลดพฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาว การบูรณาการหลักธรรมดังกล่าวเข้ากับแนวคิดการบริหารจัดการเงินร่วมสมัยสามารถช่วยยกระดับความฉลาดรู้ทางการเงินจากการรับรู้เชิงวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ กล่าวได้ว่า การบริหารจัดการเงินตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นกรอบจริยธรรมตามแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินส่วนบุคคล และกำกับพฤติกรรมทางการเงินในบริบทเศรษฐกิจสมัยใหม่ให้เกิดประสิทธิผล งานวิจัยนี้จึงมีคุณค่าเชิงทฤษฎีในการขยายองค์ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลภายใต้กรอบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธอย่างเป็นระบบ</p> พิสุทธิ์ วิสุทฺโธ กรรณิการ์ ขาวเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 179 210 คุณภาพชีวิตตามมาตรฐานขั้นต่ำของผู้ต้องขังหญิง ในทัณฑสถานหญิงชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/6120 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานขั้นต่ำของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงชลบุรี และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง จำแนกตามอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาก่อนต้องโทษ อาชีพก่อนต้องโทษ รายได้ก่อนต้องโทษ และระยะเวลาต้องโทษจำคุก โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงชลบุรี จำนวน 137 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ One-Way-ANOVA ในการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐาน<br />ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31–40 ปี สถานภาพโสด ก่อนต้องโทษมีการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ก่อนต้องโทษอยู่ระหว่าง 10,001–15,000 บาท มีระยะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป คุณภาพชีวิตตามมาตรฐานขั้นต่ำ (ปัจจัยสี่) โดยรวมอยู่ในระดับที่ดี เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ด้านเครื่องนุ่งห่มหลับนอน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านที่อยู่อาศัย และด้านการรักษาพยาบาล ส่วนด้านอาหารมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตพบว่า ผู้ต้องขังหญิงที่มีอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้และระยะเวลาต้องโทษจำคุกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่แตกต่างกัน</p> ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ กฤษฎา นันทเพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-03-16 2026-03-16 4 1 (10) 211 232