https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/issue/feed วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) 2026-06-02T14:04:59+07:00 ดร.ภัทธิดา แรงทน djbid.adm@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) <br />Dhammadhara Journal of Buddhist Ideology for Development (DJBID)<br /></strong>ISSN 2985-007X (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต<br /></strong>เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการให้กับคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ เปิดรับบทความในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ การบริหารการศึกษา การบริหารจัดการเชิงพุทธ พุทธจิตวิทยา รัฐประศาสนศาสตร์ รวมทั้งสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ <br /></strong>เผยแพร่แบบออนไลน์ ราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี) ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 มกราคม–เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาการตีพิมพ์<br /></strong>1. <strong>บทความวิจัย</strong>:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ<br />2. <strong>บทความวิชาการ</strong>:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป</p> <p><strong>กระบวนการตรวจสอบคุณภาพบทความ<br /></strong>1. บทความทุกบทความ ต้องผ่านการตรวจและประเมินจากกองบรรณาธิการ<br />2. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน<br />3. บทความทุกบทความ ได้รับการตรวจและประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double Blinded)<br />4. บทความต้องไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นหรือกำลังอยู่ในระหว่างการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น ยกเว้นบทความแปลภาษาต่างประเทศที่ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ยินยอมให้แปลเป็นภาษาไทย<br />5. บทความต้องไม่มีการคัดลอกมาจากผลงานของบุคคลอื่น</p> <p><span class="fontstyle0"><strong>​ประกาศวารสารพุทธพัฒศาสตร์ศึกษา(Online)<br /></strong>เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br />​วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษาขอแจ้งปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เป็นอัตราบทความละ 5,000 บาท ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป<br />​ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2568</span></p> <p><span class="fontstyle0"><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์</strong><br /></span>วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (DJBID) มีอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทุกประเภท 5,000 บาท โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเมื่อบทความอยู่ในขั้นตอนของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ </p> <p><strong>คำแนะนำการส่งบทความ</strong><br />รายละเอียดการ <a href="https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/information/authors">ส่งบทความ</a></p> https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/4842 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี 2026-02-28T13:01:53+07:00 ไสว กล่อมบางละมาด 6612620002@rumail.ru.ac.th วรนุช แหยมแสง woranuchy@gmail.com จิตราภรณ์ บุญถนอม dr.chitraporn@rumail.ru.ac.th <p>ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (3) ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการเรียนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่องอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประเภทการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) มีห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ได้ 1 ห้องเรียนจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.21–0.68 ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.24–0.76 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 และ (3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพ (E1 /E2) การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent sample t - test) <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.52/80.17 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด<br />จากผลการวิจัยดังกล่าวพบว่า แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ช่วยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญหา การเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมีความหมาย เมื่อรวมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา ลดความน่าเบื่อของวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อบูรณา‌การทั้งสองวิธีเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดทั้งการเรียนรู้รายบุคคลที่สร้างความเข้าใจเอง และการเรียนรู้ทางสังคมที่ช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน แข่งขัน ตอบสนองต่อธรรมชาติของผู้เรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นและความพึงพอใจอยู่ในระดับสูงมาก</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5176 สมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2026-02-27T14:08:37+07:00 ภาณุมาศ ทับทิมเทศ taptimtes1993@gmail.com ปฐมพรณ์ ปฐมพรณ์ gs@thonburi-u.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2) ระดับการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ 3) สมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง เป็นงานวิธีวิจัยแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 278 คน จากประชากร จำนวน 962 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) สมรรถนะผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 67.80 ตัวแปรที่มีอิทธิพลในการทำนายตามลำดับจากมากที่สุด ได้แก่ ด้านการเรียน‌รู้และใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ด้านการบริหารจัดการภารกิจในปัจจุบันโดยคำนึงถึงผลกระ‌ทบในระยะยาว ด้านการประสานสัมพันธ์กับหน่วยงานทุกภาคส่วนและสื่อสารกับคนทุกช่วง ด้านการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นด้วยความซื่อสัตย์และมีจริยธรรม ด้านการให้อำนาจและการพัฒนาผู้อื่น และด้านการตัดสินใจบนสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนและซับซ้อน</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5205 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 2026-02-26T13:36:32+07:00 พิศมัย มงคลเพชร 6719970037@tsu.ac.th สุนทรี วรรณไพเราะ suntaree@tsu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มี 3 วัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาการบริหารตามหลักธร‌รมาภิ‌บาลของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เพื่อศึกษาสุขภาพองค์การของโรงเรียน (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา จำนวน 285 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพ การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพองค์การของโรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วยการยึดหลักนิติธรรม โดยปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด การยึดหลักคุณธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และมีจรรยาบรรณ การบริหารด้วยความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลและให้ตรวจสอบได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้บุคลากรและชุมชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา การมีความรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงาน และยอมรับผลของการตัดสินใจ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า วางแผนและบริหารงบประมาณ วัสดุ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (2) สุขภาพองค์การของโรงเรียนประกอบด้วยความเข้ม‌แข็งขององค์การที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ครูเกิดจากความพึงพอใจและความมั่นคงทางอาชีพ การมุ่งเน้นวิชาการโดยพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูในการร่วมกันทำงาน ให้โรงเรียนมีบรรยากาศการทำงานที่ดี มีแรงจูงใจ และองค์การสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาพองค์การของโรงเรียนในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และพบว่า การบริหารตามหลักคุณธรรมกับการมีขวัญกำลังใจ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงที่สุด ส่งผลให้ครูมีทัศนคติที่ดีต่อองค์การ มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และพร้อมร่วมมือในการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5314 จากความเชื่อสู่ทุนทางวัฒนธรรม: พลวัตของกระแสมูเตลูในสังคมไทย พ.ศ. 2558–2567 2026-02-26T13:45:10+07:00 กฤษบดินทร์ วงค์คำ chettha_vararitz@hotmail.com สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์ supaphan.t@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการและอิทธิพลของกระแสมูเต‌ลูในสังคมไทย ช่วง พ.ศ. 2558–2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อ‌เนื่อง ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นล้วนมีผลต่อรูป‌แบบการปรับตัวของกระแสมูเตลูในแต่ละยุคสมัย รวมทั้งส่งผลให้มูเตลู กลายเป็นก‌ระแสความเชื่อที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนภายใต้สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและอาศัยชุดข้อมูลที่จะได้มาจากการวิจัยเอกสาร<br />กระแสมูเตลูในสังคมไทยเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทยมีศักยภาพในการปรับตัวสูงแม้อยู่ในบริบทสังคมแบบใดก็ตาม กระแสดังกล่าวจึงไม่เสื่อมถอยไปตามการพัฒนาภายใต้บริบทสังคมสมัยใหม่ แต่กลับสามารถเปลี่ยนรูปและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ อีกทั้งยังเชื่อมโยงตนเองเข้ากับระบบทุน เทคโนโลยี ตลาด และการบริโภคได้อย่างกลมกลืน กล่าวคือในช่วง พ.ศ. 2558–2562 กระแสมูเตลูได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนและถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รสนิยมการบริโภคความเชื่อของผู้คนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2562–2565 กระแสมูเตลูนับว่าเป็นกลไกเยียวยาทางใจที่สำคัญของผู้คนและเป็นช่องทางสร้างรายได้ของผู้ประกอบการท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่สังคมและเศรษฐกิจไม่มีความมั่นคง กระทั่งในช่วง พ.ศ. 2565–2567 มูเตลูได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเป็นภาพแทนอัตลักษณ์ทางสังคมของผู้คนที่ยังคงมีความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคดิจิทัล<br />ด้วยเหตุนี้ กระแสมูเตลูในสังคมไทยจึงสะท้อนถึงการก้าวพ้นขอบเขตทางศาสนาและคุณประโยชน์ทางจิตวิญญาณของความเชื่อไปสู่การเป็นทุนทางวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะจากความสามารถในการเปลี่ยนความเชื่อให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง ทำให้กระแสมูเตลูอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพของไทยในอนาคต</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5611 การปฏิวัติความโปร่งใสทางดิจิทัล: บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารการศึกษา 2026-02-26T17:39:09+07:00 สุเมธ ผ่านวงศ์ sumet.pha@kkumail.com ปารย์พิชชา ก้านจักร parnkan@kku.ac.th <p>การปฏิวัติความโปร่งใสดิจิทัลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบต่อการบริหารการศึกษา โดยผลักดันให้สถานศึกษาปรับตัวจากการบริหารแบบเอกสารสู่การบริหารบนฐานข้อมูลที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน บทความนี้ได้นำเสนอการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารการศึกษา โดยศึกษาจากหลักธรรมาภิบาล แนวคิดความโปร่งใสดิจิทัล บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริง <br />จากการศึกษาพบว่า สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการเสริม‌สร้างธรรมาภิบาลที่ช่วยสร้างการสื่อสารสองทาง การเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการเสริมสร้างความไว้วางใจต่อสาธารณะ นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาลดิจิทัล การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากร การสร้างระบบข้อมูลเปิด การใช้ AI ในการประเมินความโปร่งใส และการสร้างเครือข่ายชุมชนออนไลน์ <br />พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำการเปลี่ยน‌ผ่านดิจิทัล ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบาย เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรเข้า‌ด้วยกัน ส่งผลให้ได้องค์ความรู้ใหม่ว่าการสร้างความโปร่งใสดิจิทัลจำเป็นต้องเป็นระบบนิเวศธรรมาภิบาลดิจิทัลที่ผสานแนวคิดเทคโนโลยี กลยุทธ์ และภาวะผู้นำเข้า‌ด้วยกัน เพื่อพัฒนาโรงเรียนไทยให้เป็นองค์กรที่โปร่งใส มีคุณธรรม รับผิดชอบต่อสังคม และได้รับความไว้วางใจอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/view/5826 การศึกษาท่าทีต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร 2026-02-26T17:54:04+07:00 ธัชฑล อัตรัง thatchathon.at@mcu.ac.th พระครูภัทรธรรมบัณฑิต ekkapatr.abhi@mcu.ac.th ประสิทธิ์ แก้วศรี prasityana@hotmail.com ตฏิลา จำปาวัลย์ tatila.j@gmail.com วริทธิ์ตา จารุจินดา varithta789@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาท่าทีต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยประชากรศาสตร์กับท่าทีต่อการสูญเสีย และ 3) พัฒนาแนวทางการรับมือต่อการสูญเสียของผู้สูงอายุ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ตามแนวคิดของ John W. Creswell โดยบูรณาการการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกับกรอบแนวคิดทางจิตวิทยาและหลักพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีประสบการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักภายใน 5 ปี จำนวน 150 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามท่าทีต่อการสูญเสีย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการวิจัยเอกสารและการสัมมนาวิชาการ วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์แบบพหุวิธี<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ท่าทีต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครโดยรวมอยู่ในระดับสูง (X = 3.78, S.D. = 0.74) โดยมิติด้านความคิดและการให้ความหมาย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X = 3.92) รองลงมาคือ มิติด้านอารมณ์และความรู้สึก (X = 3.85) และมิติด้านพฤติกรรมและการปรับตัวอยู่ในระดับปาน‌กลาง (X = 3.58) 2) ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์กับท่าทีต่อการสูญเสียในระดับสูง ได้แก่ บุคคลที่สูญเสีย (r = 0.49) และระยะเวลาหลังการสูญเสีย (r = -0.46) ขณะที่แหล่งสนับสนุนหลัก (r = -0.45) ลักษณะการอยู่อาศัย (r = 0.37) และลักษณะการสูญเสีย (r = 0.34) มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ส่วนเพศ (r = 0.25) มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ 3) แนวทางการรับมือต่อการสูญเสียที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการดูแลแบบบูรณาการ 4 แนวทาง ได้แก่ การดูแลแบบเฉพาะบุคคล การดูแลตามช่วงเวลา การดูแลแบบองค์รวม และการดูแลแบบเครือข่าย โดยผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับหลักพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมการยอมรับความสูญเสียและการเติบโตหลังความโศกเศร้าอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา (Online)