ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพเชิงอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพเชิงอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูจำนวน 320 คน จากสถานศึกษา 80 แห่ง และการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 15 คน
ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับสูง (r = 0.78, p < 0.01) โดยองค์ประกอบด้านการจัดการความสัมพันธ์และการตระหนักรู้ทางสังคมมีความสัมพันธ์สูงสุดกับประสิทธิผล องค์ประกอบของบุคลิกภาพเชิงอารมณ์ทั้งสี่ด้านสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 68.4 จากการศึกษาได้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่คือ "CARE Model" ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาบุคลิกภาพเชิงอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การตระหนักรู้ในตนเองอย่างลึกซึ้ง (Conscious Self-awareness) 2) การจัดการอารมณ์เชิงปรับตัว (Adaptive Emotional Management) 3) ความฉลาดในการสร้างความสัมพันธ์ (Relational Intelligence) และ 4) การออกแบบสภาพแวดล้อมทางการศึกษา (Educational Environmental Engineering) ผลการวิจัยมีนัยสำคัญต่อการพัฒนานโยบายการคัดเลือก พัฒนา และประเมินผู้บริหารสถานศึกษา โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมควบคู่ไปกับทักษะการบริหารจัดการ การบูรณาการ CARE Model ในหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหาร และการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การวิจัยในอนาคตควรมุ่งเน้นการทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาตามแนวทาง CARE Model และการศึกษาปัจจัยเชิงบริบทที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพเชิงอารมณ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา
Article Details
บทความที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเผยแผ่ในวารสารฉบับนี้ เป็นทัศนคติและข้อคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะคติและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสิทธิจินดา ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารสิทธิจินดา ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.
วิมลรัตน์ บุญชู. (2559). ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
Bar-On, R. (2006). The Bar-On model of emotional-social intelligence (ESI). Psicothema, 18(suppl), 13-25.
Goleman, D. (1995). Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ. New York: Bantam
Books.
Goleman, D. (2001). An EI-based theory of performance. In C. Cherniss & D. Goleman (Eds.), The emotionally intelligent workplace (pp. 27-44). San Francisco: Jossey-Bass.
Goleman, D. (2018). What makes a leader? In HBR's 10 Must Reads on Emotional Intelligence (pp. 1-21). Boston, MA: Harvard Business Review Press.
Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2013). Educational Administration: Theory, Research, and Practice (9th ed.). New York: McGraw-Hill.
Leithwood, K., & Sun, J. (2018). Academic culture: A promising mediator of school leaders' influence on student learning. Journal of Educational Administration, 56(3), 350-363.
McKee, A. (2017). How to Be Happy at Work: The Power of Purpose, Hope, and Friendships.
Boston, MA: Harvard Business Review Press.
Moore, B. (2009). Emotional Intelligence for School Administrators: A Priority for School Reform? American Secondary Education, 37(3), 20-28.
Salovey, P., & Mayer, J. D. (1990). Emotional Intelligence. Imagination, Cognition and Personality, 9(3), 185-211.
Segredo, M. (2014). The relationships between elementary school principals' emotional intelligence, leadership style and school culture. Doctoral dissertation, Florida International University.
Taliadorou, N., & Pashiardis, P. (2015). Examining the role of emotional intelligence and political skill to educational leadership and their effects to teachers' job satisfaction. Journal of Educational Administration, 53(5), 642-666.